รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Definitely, Maybe (2008) หนุ่มว้าวุ่น ลุ้นรักแท้

MV5BMTc1Mzc1ODMxMF5BMl5BanBnXkFtZTcwNDY1MzU1MQ@@._V1_

ผมชอบหนังเรื่องนี้จริงๆ ครับ… หนังสนุก น่ารัก มีอะไรให้คิด ครบรสกันไปข้างหนึ่งเลยจริงๆ

หนังรสชาติดีเรื่องนี้ เปิดมาก็น่าสนใจแล้วครับ แน่นอนว่ามีสปอยล์นะครับ บอกไว้ตรงนี้เลย ถ้าไม่อยากทราบก็ข้ามไปอ่านดาวครับ ว่าผมสรุปความน่าดูไว้ในระดับไหน หรือถ้าจะให้สรุปตรงนี้ก็คงบอกได้ว่า เป็นหนังรักที่นำเอาเรื่องความรัก ความสัมพันธ์มาชี้ชวนให้เราได้ใคร่ครวญ ลองคิดถึงรูปแบบของมันน่ะครับ ให้เราได้เข้าใจว่าความรัก ไม่ว่าจะแบบไหนมันก็ไม่ลงตัวไปซะหมดหรอก มันอยู่ที่ว่าเรามีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับมันได้มากน้อยแค่ไหน…

หรือสรุปให้ง่ายกว่านั้นคือ… คนชอบหนังรักๆ ที่ดีเนื้อหาดีๆ ควรดูเรื่องนี้แบบสุดสุดครับ

หนังแนะนำให้เรารู้จักกับวิล ฮาเยส (Ryan Reynolds) กับลูกสาวแสนน่ารัก มายา (รับบทได้อย่างสดใสโดย Abigail Breslin) ที่ตั้งคำถามใส่พ่อหลังจากเรียนวิชาเพศศึกษามาว่า พ่อกับแม่ทำอะไรแบบนั้นกันจริงๆ เหรอ พ่อก็ต้องมาอ้ำอึ้งตอบบ้างข้ามบ้างตามประสาพ่อแม่ที่ลำบากเวลาคุยเรื่องเพศกับลูกน่ะครับ

แต่แล้วก็มีคำถามหนึ่งที่สะดุดใจวิลอย่างจัง “เพื่อนหนูเขาบอกว่า การที่พ่อแม่มีเขามันเป็นอุบัติเหตุ … แล้วพ่อมีหนูเพราะอุบัติเหตุหรือเปล่าคะ” วิลรีบตอบทันทีว่า “ไม่จ้ะลูกรัก ไม่เลย” เพราะมายาเกิดจากความรักและเป็นแก้วตาดวงใจของวิลอย่างแท้จริง…

คำถามนั้นก็กระทบใจคนเป็นพ่อเป็นแม่เหมือนกันนะครับ และตัวผมเองก็เริ่มรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีดีน่าดูเพราะบทสนทนาชุดนี้นี่แหละ

จากนั้นพ่อลูกก็คุยกันถึงความหมายของ “ความรัก” ซึ่งวิลเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เลยตัดสินใจเล่าอดีตชีวิตรักให้ลูกได้รับฟัง จะได้ค่อยๆ ค้นหาความหมายของความรักไปพร้อมๆ กัน เพราะวิลเองก็ยังตอบไม่ได้เลยครับว่าไอ้ความรักนั้น หน้าตาแท้จริงมันเป็นอย่างไร มีจมูกปากหรือมีกิ่งใบกันแน่

วิลมีแฟนสามคนครับ ได้แก่ เอมิลี่ (Elizabeth Banks), เอพริล (Isla Fisher) และซัมเมอร์ (Rachel Weisz) ซึ่งแต่ละคนก็มอบบทเรียนความรักให้วิลคนละแบบ มีทั้งสุขสันต์หรรษา และโศกเศร้าเคล้ากันไป ซึ่งหลายสิ่งที่วิลต้องประสบเราก็นำเอามาเรียนรู้ชีวิตรักและความเป็นจริงในโลกได้ดีทีเดียวล่ะครับ

 

รักครั้งที่หนึ่ง

แฟนคนแรกที่วิลกล่าวถึงคือ เอมิลี่ครับ ทั้งคู่ผูกพันอยู่ใกล้กันตลอด แต่เมื่อถึงวัยทำงาน วิลก็มีอุดมการณ์อยากทำงานให้นักการเมืองที่เขาชื่นชอบ (เขาคนนั้นคือ บิลล์ คลินตันครับ) เลยตัดสินใจเดินทางจากรัฐวิสคอนซิลไปนิวยอร์ก เพื่อทำงานสนับสนุนช่วยคลินตันหาเสียง การเลือกครั้งนี้ทำให้เขาต้องห่างไกลกับเอมิลี่โดยไม่อาจเลี่ยงได้

ระหว่างนั้นเขาก็พยายามโทรหาพูดคุยกับเธอตลอด และตั้งมั่นว่าเมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะขอเธอแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราว… แต่คุณคงพอเดาได้ใช่ไหมครับ ความเหินห่าง ห่างไกล มันทำให้เกิดอะไรขึ้นได้หลายสิ่ง ทั้งสิ่งที่เราต้องการให้เกิด และที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ของวิลและเอมิลี่จึงจบลงตรงที่ เอมิลี่เดินทางมานิวยอร์กเพื่อสารภาพกับวิลว่า เธอเผลอไผลแอบนอกใจวิลซะแล้ว… เธอบอกความจริงกับเขาในวันที่เขากำลังจะขอเธอแต่งงานพอดี วิลก็ใจสลายสิครับ

… อันว่าความผิดหวังในชีวิตกับช่วงเวลา Low สุดขีดนั้นมีได้เสมอครับ มันมักมาโดยไม่ทันตั้งตัวและมักจะมาติดๆ กัน คนผิดหวังเรื่องความรัก มีอยู่เสมอในโลกใบนี้ ซึ่งใครไม่เคยลิ้มรสย่อมไม่เข้าใจหรอกครับ มันทรมานพาใจดิ้นทุรนทุราย เหมือนอากาศไม่มีหายใจ ผมเองยังเคยเลยครับ จนรู้ซึ้งเลยว่าสภาวะอารมณ์ตอนเดินริมถนน ตากฝนตามลำพัง (แบบในมิวสิกวีดีโอน่ะ) มันรสชาติขมขาดใจแค่ไหน

ผมจึงอยากแนะนำคนที่กำลังเจอเรื่องร้าวอกเช่นนี้ให้รีบฉุดตัวเองขึ้นมาโดยไวครับ ผมไม่อยากให้ใครต้องชอกช้ำและทำร้ายตนเองไปเรื่อยๆ เคล็ดสำคัญคือคุณจะต้องรีบลุกเดินหน้าหาอย่างอื่นทำต่อ ไม่ว่าคุณจะผิดหวังเรื่องรัก เรื่องงานหรือเรื่องครอบครัว เรื่องใดก็ตาม เมื่อความทุกข์มาขี่หลังคุณ คุณต้องสลัดมันให้หลุดและก้าวต่อไป จำเรื่อง The Pursuit of Happyness ได้ไหมครับ จากเรื่องจริงของคริส การ์ดเนอร์ (Will Smith) ชายผู้ชีวิตเคยตกต่ำถึงขีดสุดมาแล้ว ทั้งไร้งาน ไร้เงิน ไร้บ้าน เมียทิ้ง แต่สิ่งที่เขาทำคือการเดินหน้าต่อไป เพื่อหนีจากความทุกข์นั้นให้ได้ ในขณะที่วิลในเรื่อง DM เขาก็เดินหน้าต่อด้วยการทำงานเช่นกัน

อันที่จริงหนึ่งชีวิตของเรา มีหลายมุมเหลือเกิน เมื่อเราลืมตาตื่นในตอนเช้า เรามีมุมกิจวัตรประจำวัน ตามด้วยมุมงาน มุมเพื่อน มุมคนรัก มุมทรัพย์สิน ทุกมุมเราต้องหาทางจัดการมันให้เกิดความสมดุลย์ หากมุมไหนเกิดปัญหาเราต้องแก้ไข แต่ถ้ามันแก้ไม่ได้ เราก็ควรเจียดเวลาหันไปจัดการมุมอื่น รักษาองค์ประกอบอื่นในชีวิตเราให้ไม่เสียไป การเศร้าเพราะทุกข์ไม่ใช่เรื่องผิดครับ คนเราเศร้ากันได้ แต่การไม่ลุกขึ้นมา ย่อมไม่ใช่ทางที่เข้าท่าแน่นอน

 

รักครั้งต่อมา … เพื่อนสนิท

ระหว่างที่วิลยังเฝ้าฝันถึงเอมิลี่ (ตอนที่เธอยังไม่ได้มาสารภาพว่าแอบไปนอนกับรูมเมทน้ะนะครับ) เขามีโอกาสได้รู้จักกับเอพริล สาวถ่ายเอกสารทำงานที่เดียวกับวิล เธอคนนี้มาพร้อมหัวใจสดใส พูดตรงไม่กลัวใคร และที่ทำให้วิลอึ้งอย่างมากคือเธอมาทำงานให้คลินตัน แต่โดยส่วนตัวเธอไม่ได้สนใจหรอกว่าจะทำงานให้ใคร เพราะคนก็เหมือนๆ กัน ไม่ได้ต้องแบ่งฝักฝ่ายอะไร ช่วงแรกวิลเลยหงุดหงิดทุกครั้งที่เจอยัยนี่ครับ เห็นว่าไร้อุดมการณ์เกินไป

แต่หลังจากวิลอกหักดังเป๊าะ ก็สนิทกับเอพริลมากขึ้น เริ่มสัมผัสถึงมุมน่ารักในหัวใจที่รักอิสระของเธอ แต่ก็ไม่ได้สานสัมพันธ์ให้เป็นมากกว่าเพื่อน ได้แต่ติดต่อกันไปมา ในขณะที่วิลทำงานอยู่ในเมือง เอพริลก็ตัดสินใจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ระหว่างนั้นก็เขียนจดหมายมาหาวิลเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็รู้ใจตนครับ กลับมาหาวิลเพื่อจะบอกว่าต วิลคือคนที่เธออยากอยู่ใกล้ที่สุด … แต่อนิจจาครับ วิลดันมีคนอื่นคบหาอยู่พอดี (ซึ่งก็คือซัมเมอร์นั่นเอง) เอพริลเลยต้องก้มหน้ายอมรับ…

แต่ความรักมันไม่แน่นอนจริงๆ ครับ พอวิลแยกทางกับซัมเมอร์แล้วเริ่มรู้ใจตนว่าห่วงหาเอพริลเหมือนกัน ครั้นพอตั้งใจจะไปบอกความในใจ เอพริลก็ดันคบคนอื่นไปเสียแล้ว… รักออกแบบไม่ได้จริงๆ เชียว

… มันน่าสนใจนะครับว่าทำไมพล็อตประเภทเพื่อนสนิท เพื่อนรักเพื่อนถึงขายได้เรื่อยๆ อมตะไม่มีวันตายพอๆ กับหนังเฮียเฟรดดี้กับพี่เจสัน… ก็เพราะมันโดนใจคนไงครับ หนุ่มสาวเพียบที่เจอประสบการณ์เพื่อนสนิทน่ารักๆ เข้าจู่โจมหัวใจ มันคือชูรสชีวิตที่แสนจะจั๊กกะเดียมหัวใจยามนึกถึง มันจะเสียนิดหน่อยถ้าเรากินแห้วนั่นแหละ

คู่ของวิลและเอพริลคือความรักที่ค่อยๆ ก่อตัว จากชายหญิงที่ต่างกันก็ค่อยๆ มองเห็นมุมดี มุมที่เข้ากันได้ ความรักลักษณะนี้มักจะยั่งยืนครับ เพราะมันไม่ได้เริ่มจากความใคร่ ไม่ใช่เพราะความชอบพอกันที่หน้าตาหรือฐานะทางการเงิน มันคือการรักที่ตัวตน เกี่ยวกันด้วยใจและเสน่หา รักทั้งกายใจและสมอง (หมายถึงความคิดครับ)

และถ้าอยากให้ความรักแบบนี้ยั่งยืนยิ่งขึ้นไปอีก ก็ต้องผสมการปรับตัวลงไปอีกหน่อยครับ เพราะคนเรามีความเปลี่ยนแปลงเสมอ ตอนหนุ่มแบบหนึ่ง ตอนแก่ตัวขึ้นก็อาจเป็นอีกแบบตามประสบการณ์ชีวิตที่ผันผ่าน ดังนั้นการจะอยู่ร่วมกันได้เรื่อยๆ คือ เราต้องปรับใจไปด้วยกัน ก้าวไปด้วยเสมอ

และอย่าลืมพร้อมรับ หากรักแบบเพื่อนสนิทไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ (แบบที่ทั้งวิลและเอพริลเจอกันไปคนละหนึ่งดอก)… เราต้องลุกขึ้นมารักตนเองเสมอนะครับ

 

รักระหว่างนั้น … กับคนรักสันโดษ

แฟนคนที่วิลคบอยู่จนทำให้เขาต้องปฏิเสธความรักที่เอพริลมีให้ก็คือซัมเมอร์ สาวแกร่งผู้เก่งและฉลาด เป็นนักเขียนที่มีความคิดอ่านก้าวหน้า เธอเป็นตัวแทนของผู้หญิงแถวหน้าครับ คนที่พึ่งพาตนเองได้ อยู่ด้วยตนเองก็ไม่ตาย เอาตัวรอดได้เสมอ ส่วนการที่เธอกับวิลมาคบหากันพักหนึ่งนั้นก็เพราะ ต่างคนต่างเข้ากันได้ ในเรื่องความคิด นิสัยใจคอ รวมไปถึงหน้าที่การงาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อซัมเมอร์ต้องเลือกระหว่างงานกับวิล เธอก็ตัดสินใจเลือกงาน อันนำมาสู่จุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์ฉันท์คู่รัก

… คุณอาจมองว่าซัมเมอร์ตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ที่เลือกงาน ไม่เลือกวิล แต่ผมมีอีกมุมนำเสนอครับ

ผู้หญิงหลายคนพึงใจกับการทำงาน (เหมือนชายหลายคนพึงใจชาย หญิงหลายคนพึงใจหญิงนั่นแหละ) มันคือความชอบ พอใจในสิ่งนั้นๆ คงต้องยอมรับนะครับ บางคนเกิดมาแล้วสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้เขาอยู่เป็นโสด อยู่คนเดียว สนุกกับงานและเพื่อน ใช้ชีวิตลำพังแบบคุ้มค่า ซึ่งซัมเมอร์ก็เป็นบุคคลประเภทนั้น

โลกเปลี่ยนไปเยอะครับ ในอดีตมนุษย์เรามีข้อแม้จำกัดตัวเองเยอะ เช่น ต้องมีคู่นะ ผู้หญิงคนไหนไร้คู่จะดูไร้ค่านะ ต้องมีผู้ชายไว้คอยดูแล ซึ่งถ้ามองว่าคนแนะนำเรื่องเหล่านี้แนะด้วยความหวังดี เนื่องจากการอยู่คนเดียวอาจลำบากหรือเหงา ดังนั้นถ้ามีใครอีกคนมาร่วมชีวิตเป็นเพื่อนเดินไปด้วยกัน มีอะไรจะได้ช่วยเหลือดูแล ร่วมกันสร้างอนาคต สร้างครอบครัวด้วยกัน แต่อีกด้านหนึ่งล่ะครับ คนที่เกิดมาแล้วอยากอยู่สันโดษ มีจริตที่ต้องการอยู่เพียงลำพังก็มีถมไป ไม่ใช่ไม่ชอบสังคมนะครับ เพียงแค่อยากใช้ชีวิตของฉันเอง กำหนดมันด้วยตนเองและยืดอกรับทางที่ตนเลือกอย่างเต็มใจ เขาหรือเธอไม่ใช่คนแปลกครับ มันเป็นไปได้ที่คนเราจะชอบต่างกัน แล้วคิดดูครับถ้าเขาเป็นแบบนี้แล้ว จะไปบังคับฝืนใจให้อยู่ในแบบที่ตัวไม่ต้องการ แล้วมันจะนำความสุขมาให้ได้อย่างไร

ในระยะแรกซัมเมอร์รู้สึกดีกับการที่มีวิลอยู่ด้วย พอต้องแยกทางกันเธอก็ยังคบหาคนอื่นอีกหลายราย จนในที่สุดก็ค้นพบตนเองว่า อยู่ของฉันคนเดียวแบบนี้นี่แหละคือที่สุดที่ฉันต้องการ… การมีคู่ใช่ว่าจะเป็นที่สุดแห่งความสุขนะครับ เราจะสุขได้หรือไม่ ต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเราเป็นแบบไหน วิถีชีวิตแนวใดที่จะทำให้มีความสุขที่สุด ถ้าวิถีนั้นไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็เลือกได้ครับ แต่ถ้าเป็นการอยู่คนเดียวเพื่อประชดชีวิต อันนั้นก็ต้องตรองให้ดีนะครับ

อะไรที่ไม่ใช่ตัวคุณ แต่คุณพยายามยัดเยียดให้คุณเป็นมัน หรือมันเป็นคุณนั้น ยากจะนำมาซึ่งความสุขที่ยืนยาว

แล้วหนังยังมีประเด็นยอดเยี่ยมที่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับใครก็ตามที่โลกกำลังมืดมนเพราะการหย่าร้าง และคนที่เอาแต่มองว่าลูกคือส่วนเกินชีวิต

ผมบอกได้ว่า ไม่มีลูกคนไหนเป็นส่วนเกินของพ่อแม่ ไม่ว่าลูกจะเกิดมาโดยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เขาเป็นคนดีของสังคมได้ทั้งสิ้น นี่บอกถึงคุณลูกทุกคนด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าละครอย่าง “โบตั๋นกลีบสุดท้าย” ได้ใจใครหลายคน เพราะเนื้อหามันโดนใจลูกที่ถูกพ่อหรือแม่หมางเมิน เอาแต่บ่นว่า ขนาดผมเองไม่ได้ดูละครไทยมานาน ยังติดเรื่องนี้เลยครับ เพราะมันมีคุณค่าอย่างยิ่ง ดูแล้วได้กำไรคิดและกำลังใจผสมกันไป กล่าวคือดูแล้ว มีแต่ดีกับดี
ดังนั้นคุณลูกคนใดที่มักโดนพ่อแม่ด่าทอ เป็นเหมือนอาจูในละครเรื่องนั้น โปรดติดตามอีกนิดนะครับ ผมมีอะไรอยากให้คุณได้อ่านกัน

 

เรื่องของมายา โซ่ทองคล้องใจ

หลังจากบอกเรื่องราวความรักสามแบบของนายวิล แต่ยังไม่ได้เฉลยว่าตกลงนายวิลแกไปตกร่องปล่องชิ้นกับสาวคนไหนจนเกิดเป็นหนูน้อย มายา ก็ได้เวลาเล่าต่อนะครับ ว่าใครคือแม่ของมายา… คุณเดาได้ไหมครับ คุณดูหนังหรือยังเอ่ย ถ้าหากยังและไม่อยากรู้เนื้อในก็ข้ามโลดเลยครับ

พอนายวิลเล่าไปเล่าถึงตอนที่เขาตัดใจจากเอพริล เพื่อนสนิทที่เคยแอบรักเขา แต่เขาดันไปคบกับซัมเมอร์ ครั้นพอเลิกกับซัมเมอร์ ว่าจะมาหาเอพริล คุณเธอก็มีแฟนซะแล้ว นายวิลเลยหมดอาลัยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเจอกับอดีตคนรักอีกครั้ง… ถึงตรงนี้ มายาก็เดาได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นแม่ของเธอแน่นอน เดาได้จากการที่พ่อบอกว่าแม่มีบุคลิกเฉพาะชอบลูบผมลูบหู เธอรู้ทันทีว่าต้องเป็นเอมิลี่ ผู้หญิงคนแรกที่วิลหมายมั่นว่าจะแต่งงานด้วยแต่เธอดันไปทำอะไรกับเพื่อนร่วมห้องของเขานั้นเอง

แล้วเรื่องก็เฉลยครับ เอมิลี่กับวิลกลับมาคบกันอีกครั้ง แต่งงานกันและมีมายาเป็นพยานรัก แต่พอเล่าถึงแค่นี้ มายาก็โพล่งออกมาแสดงท่าว่าไม่อยากฟังต่อ เพราะเรื่องนี้ไม่มีทางจบแบบ Happy Ending ได้หรอก เนื่องจากตอนนี้เอมิลี่กับวิลกำลังจะหย่ากัน แต่วิลกลับยืนกรานว่า “ไม่นะจ้ะมายา เรื่องนี้ยังจบลงแบบ Happy นะ” แต่มายาไม่ฟังครับ ทำให้การเล่าเป็นอันชะงักลง ตอนผมดูก็เกิดคำถามเหมือนมายา สงสัยว่าเรื่องมันจะแฮ้ปปี้ได้อย่างไร ในเมื่อวิลกับเอมิลี่กำลังจะแยกทางกัน แต่ไม่กี่นาทีต่อมาหนังก็เฉลยคำตอบให้รู้ครับ

ที่วิลบอกว่าเรื่องนี้จบลงอย่างแฮ้ปปี้ ก็เพราะการแยกทางระหว่างเขากับเอมิลี่นั้น ไม่ใช่แยกทางเพราะความเกลียดเลยครับ แต่มันมาถึงจุดที่ทั้งสองอยากเป็นเพื่อนกัน ไม่ได้มีอารมณ์เสน่หาอย่างแต่เก่า แม้ทั้งคู่จะหย่าร้างในทางกฎหมาย แต่ในแง่ความสัมพันธ์ทั้งคู่ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้

แต่ที่จับใจผมคือเหตุผลแห่งความ “แฮ้ปปี้” ข้อต่อมาครับ เมื่อวิลเดินมาเฉลยให้มายารู้ว่า “ลูกรู้ไหม ทำไมพ่อถึงบอกว่าเรื่องนี้จบลงอย่างแฮ้ปปี้” เขาพูดพร้อมสบตาลูกด้วยความรัก “… ก็เพราะลูกยังไงล่ะ

ประโยคนี้แหละครับ ตอนฟังเหมือนโดนซัดโฮกไปหนึ่งดอก มันโดน และเข้าใจเลยว่าทำไมวิลถึงบอกว่าเรื่องนี้จบลงแบบแฮ้ปปี้ ก็เพราะลูกไงครับ แม้ชีวิตแต่งงานจะไปกันไม่ได้ แต่เขาได้เป็นพ่อ ได้มีลูกที่น่ารัก ได้เฝ้าดูเขาคนหนึ่งเติบใหญ่ แล้วคิดในใจเสมอว่า “นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตผม เด็กน้อยน่ารักคนนี้ เป็นลูกที่เราเลี้ยงเขาด้วยความตั้งใจ

มันไม่ใช่ของง่ายเลยครับที่มนุษย์คนหนึ่งเป็นพ่อคนได้อย่างดี แต่สำหรับวิลแม้บทบาทสามีอาจไม่ได้จบลงด้วยความสุข แต่วิลก็ไม่ละเลยลูก ไม่ทำร้ายจิตใจลูกไม่ว่าในทางใดๆ เขาตระหนักเสมอว่า ไม่ว่าเขากับเอมิลี่จะแยกทางกันวันนี้ แต่วันที่มายาเกิดมา เขาได้เห็นทารกตัวเล็กๆ อันเป็นผลผลิตจากความรักอย่างลึกซึ้งระหว่างเขากับเอมิลี่… ซึ่งสวยงามกว่าสิ่งใด และเขาจะไม่ให้สิ่งงดงามนี้ต้องเสียหายเพราะการตัดสินใจของเขากับภรรยาเป็นอันขาด

นี่แหละครับการแยกแยะที่เหมาะสม นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำเมื่อเกิดปัญหาครับ นั่นคือบอกกล่าวให้ลูกรู้ถึงปัญหาที่มี ให้ลูกทำความเข้าใจอย่างมีเหตุผล จากนั้นก็ต้องแบ่งให้ถูก ไม่เอาอารมณ์หงุดหงิดเรื่องหย่ามาพาลใส่ลูก แยกแยะว่า… ลูกน้อยของคุณ เขาไม่เกี่ยวครับ เขายังเด็ก ไม่ว่าคุณจะเจอปัญหามากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการเลี้ยงลูกอย่างทิ้งขวางได้

เรามักเชื่อมาตลอดว่า พ่อแม่ที่หย่าร้างมักก่อให้เกิดลูกที่กลายเป็นปัญหาของสังคมหรือไม่ลูกก็จะมีปมด้อย แต่อันที่จริงการหย่าไม่ใช่สาเหตุตัวเอ้ที่ทำให้ลูกมีปัญหา แต่มันเนื่องมาจากการปฏิบัติของพ่อแม่ต่างหาก การไปเหมารวมว่าต้องหงุดหงิดกับคนทั้งโลกนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเท่าใดนัก ผมจึงชอบนายวิลครับ แม้พี่ท่านจะจัดการเรื่องความรักไม่ดีนัก แต่เรื่องพ่อขอยกนิ้วให้ ใครอยากเรียนรู้การเป็นพ่อที่น่ารัก แนะนำหนังเรื่องนี้ครับ

ทีนี้ สำหรับคุณลูกที่พ่อแม่แยกทางกัน ผมอยากให้ลองสังเกตมายาในเรื่องดู แม้จะเป็นเด็กแต่ก็น่ารัก เข้าใจผู้ใหญ่ได้อย่างดี อย่าคิดว่าเธอเป็นเพียงตัวละครครับ ในชีวิตจริงเด็กที่ฉลาดขนาดนี้ก็มีมาก เด็กลักษณะนี้ทำให้ผมประทับใจเสมอครับ ผมอยากให้คุณลูกศึกษาสังเกตเธอเป็นตัวอย่าง ไม่จำเป็นเลยครับที่เมื่อพ่อแม่แยกทางแล้วเราจะต้องประชดชีวิต เราเลือกได้ว่าจะทำตัวดีและเดินไปข้างหน้าเพื่อว่าวันหนึ่งเมื่อเราสร้างครอบครัว จะได้เอาจุดบกพร่องที่พ่อแม่มีมาเป็นคัมภีร์ชีวิตคู่ว่าเรื่องไหนควรทำ เรื่องไหนไม่ควรทำ

และจุดสำคัญนะครับ อย่าโทษตนเอง การที่พ่อแม่เขาแยกทางกันส่วนใหญ่ก็เกิดจากปัญหาระหว่างผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่นั่นแหละ เราอย่าไปใส่ใจกับคำแย่ๆ ที่พ่อแม่บางคนโยนความผิดมาใส่ลูก หรือเอาแต่ดุด่าลูก อย่าครับ อย่าให้มันทำลายชีวิตคุณ คำพูดไม่ดีทั้งหลายนั้นเกิดจากความเครียดและการลืมคุมสติของพ่อแม่เท่านั้น จงให้อภัยท่านแล้วก็ก้าวต่อไปข้างหน้า สร้างอนาคตที่ดีให้ชีวิต มองแต่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขดีกว่าครับ

 

บทสรุปของเรื่องราว

หนังเรื่องนี้มีส่วนให้ผมชอบทั้งเรื่องจริงๆ ครับ พอจบเรื่องเล่าก็เข้าเรื่องปัจจุบัน ซึ่งก็น่าติดตามอีกว่าชีวิตนายวิลจะไปทางไหน หลังจากแยกทางกับเอมิลี่หนังก็เฉลยว่า วิลยังคิดถึงเอพริลอยู่ แต่ก็ไม่ได้ติดต่อไป เพราะตัวเองก็ยังหย่าไม่เสร็จอีกทั้งยังมีลูกทั้งคน การจะไปหาผู้หญิงคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเหมาะนัก (หมอนี่คิดถึงลูกตลอดจริงๆ ให้ตายเถอะ เป็นพ่อที่น่ารักโคตรๆ) แต่แล้วคนที่บอกให้วิลไปหาเอพริลคือมายาเองนั่นแหละ จนในที่สุดสิ่งที่ค้างคาใจวิลมานานก็ได้สะสางเสียที

ผมรักหนูน้อยมายาจริงๆ ครับ เป็นลูกล่ะรักตายเลย น่ารัก เข้าใจพ่อแม่ดีมาก จึงเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ขอฝากไว้ เมื่อคุณเกิดเป็นลูกใครสักคน คงดีมากทีเดียวถ้าคุณจะทำตัวดี เข้าอกเข้าใจพ่อแม่ แม้เขาจะเจ้าอารมณ์หรืออะไรก็ตาม แต่เราไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องเหล่านั้นมาสร้างความเครียดให้ตัวเองครับ เมื่อเราคุมอารมณ์ตนเองได้ ไม่คิดมากกับพฤติกรรมที่ไม่ดีของเขา อะไรๆ ก็จะดีเองครับ เขาจะพูดอะไรมาเราก็ไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องสนใจ จะได้ไม่ต้องไปทะเลาะด้วย หรือบางกรณีคุณอาจทำความเข้าใจพ่อแม่ตัวเองก็ได้ว่าตอนนี้กำลังมีปัญหาอะไร ผมอยากให้คิดติดหัวไว้เลยนะครับ เมื่อใดก็ตามที่คนเราแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวย่อมแปลว่ามีเรื่องมากวนจิตใจ แบบนี้ก็น่าจะนั่งลงทำให้ท่านอารมณ์เย็นสักนิด แล้วค่อยๆ สางปัญหา แบบที่มายาทำ ช่วยเหลือให้พ่อพ้นจากพันธนาการทางใจที่คามานานหลายปีให้จบลงเสียที…

…ดูหนังเรื่องเดียวก็จริง แต่คิดเรื่องความสัมพันธ์และครอบครัวได้ครบวงจรดีนะครับ

ตัวหนัง ถือว่าครบรสอย่างยิ่งในเรื่องความรัก จุดที่ผมประทับใจ คือ การเล่าเรื่องที่ลื่น เหมือนเราได้ติดตามดูชีวิตรักของชายคนหนึ่ง อินไปกับเขา ขำไปกับเขา สุขและทุกข์ไปกับเขา ซึ่งไม่บ่อยที่หนังสไตล์นี้จะอร่อยครบรสถึงเพียงนี้ อยากให้ลองดูกันครับ แล้วก็ต้องขอชม Adam Brooks ที่เขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ออกมาได้เด็ดสุดๆ น่ะนะครับ ซึ่งถือว่าพัฒนาการในการทำหนังของพี่ท่านเติบโตขึ้นทุกทีๆ ไล่มาตั้งแต่ French Kiss, Practical Magic, The Invisible Circus, Wimbledon ซึ่งก็มีอะไรน่าสนใจขึ้นตามลำดับ และเรื่องนี้แหละครับ จัดว่าท็อปฟอร์มสำหรับเขาจริงๆ

ลองว่าครบเครื่อง ดาราเล่นดี เล่าเรื่องลื่น ซึ้ง อบอุ่น น่ารักครบแบบนี้ ก็ต้อง Highly Recommended กันหน่อยล่ะนะครับ

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements