รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

I Am (2010) ไอ แอม คิดเปลี่ยนโลก

1394030877

รู้จัก Tom Shadyac ไหมครับ?

เชื่อว่าหลายคนพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก ก็ขอบอกเลยแล้วกันครับว่าเขาคือผู้กำกับหนังฮาดังๆ ไม่ว่าจะ Ace Ventura: Pet Detective, The Nutty Professor, Liar Liar, Patch Adams และ Bruce Almighty ใช่ครับ พี่แกประสบความสำเร็จมากทีเดียวในวงการหลังกล้อง

แต่แล้วหลังจากผลงานเรื่อง Evan Almighty หนังปี 2007 เขาก็เหมือนจะหายไปจากวงการ ไม่มีผลงานหนังออกมาอีก ซึ่งเหตุผลสำคัญก็คือเขาประสบอุบัติเหตุครับ และหลังจากเหตุการณ์เฉียดตายนั้นเองที่ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป เขาเริ่มหันมาสนใจโลก สนใจสังคม สนใจมนุษย์ และสนใจสภาวการณ์ต่างๆ มากขึ้น ตามด้วยการสำรวจจิตใจของตนเองอย่างช้าๆ

แล้วเขาก็นึกย้อนชีวิตของตน ว่าเขานั้นถูกเลี้ยงดูมาแบบเด็กที่มุ่งหมายตั้งเป้าไปที่ความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะต้องสอบให้ได้ที่ดีๆ หรือทำงานที่ได้เงินมากๆ ซึ่งหากวัดจากความสำเร็จในนิยามเชิงวัตถุแล้ว Shadyac ก็ถือว่าทำได้ดีไม่ใช่น้อยครับ เพราะรายได้จากหนังแต่ละเรื่องของเขามันมากมายพอที่จะทำให้เขาซื้อบ้านแพงๆ ที่ใหญ่ราวกับวังได้แบบสบายๆ

“แต่รู้ไหมครับ วันที่ผมก้าวเข้าไปในคฤหาสน์หลังโตนั่น ผมกลับรู้สึกแปลกๆ… มันไม่ใช่ความรู้สึกที่มีความสุขเลย… แต่ผมรู้สึกว่าทำไมมันโดดเดี่ยวอย่างนี้ล่ะ?” นั่นคือความรู้สึกที่ Shadyac บรรยายให้เราฟัง

ที่เขารู้สึกนั่นคือตอนที่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุนะครับ ครั้นพอเกิดเหตุร้ายกับตนเอง เขาก็กลับมาทบทวนสิ่งต่างๆ เขาเริ่มตั้งคำถามว่า “มนุษยเกิดมาเพื่อแข่งขันกัน เอาชนะกัน ชิงชัยกันอย่างนั้นหรือ?”

นั่นจึงเป็นชนวนเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เขาสร้างสรรค์หนังสารคดีชิ้นนี้ขึ้นมาครับ ซึ่งถ้าให้ว่าตามจริงนี่อาจไม่ใช่สารคดีที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่กระนั้นผมก็ชอบครับ ชอบในสาระข้อมูลที่หนังพยายามสื่อ ไม่ว่าจะคำถามน่าคิดหรือแนวคิดน่าพิจารณาต่างๆ อันชี้ชวนให้เราทบทวนตัวเราและทบทวนโลกนี้

1394030910

หนังมาพร้อมคำถามตั้งต้นอย่าง “เกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้” ซึ่งคนที่ใส่ใจติดตามสภาวะโลกก็คงคุ้นเคยดีครับ อย่าง An Inconvenient Truth ของ Al Gore ก็เคยมาพร้อมสารพัดคำถามที่กระตุ้นให้เราหันมาใส่ใจโลก หันมาคิดให้ดีว่าเราทำอะไรลงไปกับโลกบ้าง และสิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ ทำนั้น มันส่งผลกระทบย้อนมาปักอกเราอย่างไรบ้าง ซึ่งใน I Am นี้ก็จะมาในแนวทางนั้นครับ แต่จะเจาะลึกลงมาที่ “ตัวตนของมนุษย์” เป็นหลัก

อาทิเช่นการถามตัวเองว่า “ธรรมชาติของมนุษย์แท้จริงเราเกิดมาเพื่อการแข่งขันหรือร่วมมือกัน? เราเกิดมาเพื่ออยู่กันโดยถูกปกครองสั่งการ หรือเราเกิดมาเพื่ออยู่แบบประชาธิปไตย?” เหล่านี้เป็นต้น

จุดที่ผมชอบในหนังสารคดีนี้มีหลายอย่างครับ อาทิเช่น

1. หนังพยายามบอกกับเราว่า จริงๆ แล้ว ชาร์ลส์ ดาร์วิน บิดาแห่งวิชาพันธุ์ศาสตร์ เจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการอันลือลั่น พยายามบอกกับเราว่า “ความรักและความเห็นอกเห็นใจกันคือคือสัญชาตญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์” เพราะความเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือกัน ดูแลประคองกัน ให้โอกาสและให้ความรักแก่กัน นั่นแหละครับที่จะทำให้ความขัดแย้งลดลง ความมุ่งร้ายแบบสัตว์ลดลง และมนุษย์จะไม่ต้องเอาตัวรอดเพียงลำพัง

แต่ปรากฏว่าคนมากมายลืมคำกล่าวเหล่านี้ไปเกือบหมด แล้วก็หันไปเน้นวาทะที่ว่า “ผู้เข้มแข็งที่สุดเท่านั้นถึงจะอยู่รอด มันคือกฎแห่งวิวัฒนาการ” ซึ่งหากพิจารณาแล้ว ก็อาจพบว่าผู้ที่ชอบใช้หลักนี้ มักจะใช้เพื่อสั่งการหรือแยงยุ กระตุ้นให้คนเกิดความอยากแข่งขัน อยากสร้างผลงาน ฯลฯ โดยที่สุดแล้วการแข่งขันทำงาน ทำเงิน หรือทำยอด ก็มักจะนำไปสู่ผลกำไรที่… ไหลเข้ากระเป๋าของผู้ที่นำหลักนี้มาเน้นย้ำนั่นเอง

ในมุมของ ดาร์วิน เขาพบว่าวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของมนุษย์ นั่นคือการร่วมมือ (ร่วมมือกันสร้าง ร่วมมือกันเอาชีวิตรอด) และการแบ่งปันเห็นใจกันและกัน ซึ่งหากจะมองว่านั่นคือวิวัฒนาการอันน่าอัศจรรย์ของคนก็ไม่น่าจะแปลก เพราะหากคนร่วมมือกัน เผื่อแผ่กัน แบ่งปันกัน เห็นแก่ตัวน้อยลงเห็นแก่กันมากขึ้น โอกาสที่คนจะอยู่รอดได้ในสังคม (โดยเฉพาะสังคมที่มีเงินเป็นตัวขับเคลื่อน) ย่อมมากขึ้น แต่ถ้าเราตัวใครตัวมันมากๆ เข้า ปริมาณ “ผู้รอด” ก็จะมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ และแน่นอนว่าปริมาณของ “ผู้ล่า” ที่ปรับตัวตามการแข่งขันก็จะมากขึ้น… การอยู่ในโลกแบบนั้นจะยากหรือง่ายขึ้น เชื่อว่าเราพิจารณาคำตอบได้ไม่ยากนะครับ

โดยส่วนตัวออกจะเห็นด้วยครับ เพราะยิ่งเราร่วมมือสามัคคีกัน พลังก็ยิ่งเยอะ ทำอะไรก็ได้มาก

1394030978

2. อีกเรื่องหนึ่งที่สะกิดใจคือเรื่อง “ประชาธิปไตยในฝูงสัตว์” ดูแล้วน่าทึ่งนะครับ เขายกตัวอย่างว่าเวลาสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งจะเดินไปตามแหล่งน้ำหรือไปที่ปลอดภัยตามสัญชาตญาณแล้ว สัตว์ตัวอื่นๆ ก็จะใช้สัญชาตญาณตามสัตว์ตัวนั้น และหากสัตว์ส่วนใหญ่เห็นตามนั้น พวกมันก็จะเดินตามไปเป็นหมู่คณะ โดยที่ไม่จำเป็นว่าสัตว์ตัวแรกที่นำนั้นจะต้องเป็นจ่าฝูง

ในมุมหนึ่งมันคือการร่วมมือกันเพื่อเอาตัวรอดครับ ใช้สัญชาตญาณมวลรวมนำพากันไป มันดูเป็นประชาธิปไตยแบบที่น่าสนใจครับ แล้วก็ย้อนมามองมนุษย์ที่จริงๆ ก็มีลักษณะแห่งสัญชาตญาณแบบนี้ แต่ในบางครั้งเราก็ยึดติดผู้นำมากเกินจนเดินเองไม่ได้ กว่าจะทำในสิ่งที่ควรทำจริงๆ ก็สายเกินไปแล้ว

อันที่จริงมนุษย์เราก็มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจนะครับ สัญชาตญาณเราอาจไม่แม่นเท่าสรรพสัตว์เพราะเรามีระบบความคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่าง่ายๆ คือมีเหตุผลนั่นเอง มันน่าจะเป็นนวัตกรรมที่ทำให้เราสามารถเลือกสรรพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้อย่างดีขึ้น

แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับครับว่าหลายขณะที่เราเอาระบบการคิดวิเคราะห์มารับใช้อัตตา มาโต้แย้งรักษาหน้าตาและตัวตน มาเถียงเพื่อทำให้ตัวเองชนะและได้การยอมรับ ซึ่งนั่นอาจเป็นการใช้เครื่องมือแห่งธรรมชาติที่พลาดไปจากวัตถุประสงค์หลัก ซึ่งก็คือการนำระบบคิดมารับใช้ “ชีวิต” มาสร้างสรรค์ มาทะนุบำรุงโลกใบนี้ หรือเพื่อเรื่องสามัญที่สุดอย่าง “การรักษาชีวิตให้รอดพ้นจากภัย

ไม่แน่ว่ามนุษย์อย่างเราๆ อาจยังถือว่าเยาว์นัก สำหรับระบบความคิดอันพิเศษและซับซ้อน ทำให้เราต้องหมั่นเรียนรู้เพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับมันเสมอๆ

3. ที่ผ่านมามนุษย์อาจมีองค์ความรู้มากพอที่จะประดิษฐ์เครื่องจักรและบริหารสิ่งไร้ชีวิตต่างๆ แต่เราอาจยังไม่เจ๋งพอ ยังไม่รู้มากพอที่จะบริหาร “คุณค่าอันแท้จริงของมนุษย์” เพราะหลายศตวรรษที่ผ่านมา เราใช้ศักยภาพมนุษย์ในเชิงแรงงานมากกว่าในเชิงสร้างสรรค์ เราเสกปั้นให้คนเข้าไปอยู่ในระบบดุจฟันเฟืองในเครื่องจักร

เมื่อเป็นแบบนั้นย่อมไม่แปลกหากหลายอย่างจะผิดเพี้ยนไป ไม่แปลกหากมนุษย์จะเริ่มกลายพันธุ์จนเป็นอะไรที่เหมือนมนุษย์น้อยลง เหมือนเครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งนั่นคือการใช้ทรัพยากรมนุษย์แบบ “ต่ำกว่าคุณค่าที่แท้จริง

โฉมหน้าโลกในทุกวันนี้คือหลักฐานที่น่าสนใจถึงสิ่งที่เราทำกันในอดีต… ว่าแต่นี่คือโฉมหน้าที่เราพูดได้เต็มปากแค่ไหนว่า “เราภูมิใจกับผลปัจจุบัน

1394031025

4. มีคนถามองค์ดาไลลามะว่า “อะไรคือวิธีที่จะรักษาโลกนี้ที่เราพอจะทำได้ในตอนนี้?”

พระองค์ทรงตอบว่า “จงใช้ความคิดวิเคราะห์ แล้วตามด้วยการกระทำ จงมองให้ออกว่าโลกของคุณเป็นเช่นไร ให้รู้ทะลุถึงเรื่องราว ถึงเหตุการณ์อันสำคัญของมนุษยชาติ และจงคิดหาทางว่าพรสวรรค์ที่คุณมีนั้นสามารถช่วยโลกให้ดีขึ้นได้อย่างไร

โดยเราแต่ละคนต้องทำในสิ่งที่ทำให้หัวใจของเราขับขานเป็นเสียงเพลง เพราะไม่มีใครจะต้องการทำมันกับเรา หากเราไม่มีใจรักในสิ่งนั้น และหากเราขาดไร้ซึ่งแรงบันดาลใจ”

คำตอบขององค์ดาไลลามะถือเป็นแนวทางที่น่าเก็บไปขบคิดอย่างยิ่งครับ

5. “วิธีกินช้างให้หมด ต้องกินทีละคำ และอย่าลืมว่ามหาสมุทรที่กว้างใหญ่ แท้จริงก็คือหยดน้ำเล็กๆ มากมายที่มารวมกันเท่านั้นเอง” นี่คือคำกล่าวของ เดสมอนด์ ตูตู ซึ่งผมชอบมากๆ จนขอยกมากล่าวไว้ที่นี่ด้วย

นี่อาจไม่ใช่สารคดีที่สมบูรณ์แบบครับ แต่มันมีหลายอย่างโดนใจ มันเต็มไปด้วยแนวคิด ผมไม่ปฏิเสธครับว่าสารคดีเรื่องนี้อาจพยายามชี้นำคุณ แต่อยากให้มองว่านี่คือการรวมองค์ความรู้และความคิดที่น่าสนใจในการศึกษาโลก เปลี่ยนโลก และเรียนรู้ตัวเอง

ไม่ต้องให้สารคดีนี้ชี้นำคุณ คุณสามารถดูแล้วคิดได้ พิจารณาได้ ตั้งคำถามได้ หรือจะไม่เชื่อก็ได้ ขอเพียงเราค่อยๆ คิดพิจารณา ทำความเข้าใจแต่ละสิ่งที่ Tom Shadyac สรรหามาบอกกับคุณ

ในความคิดผมแล้ว ผมแนะนำให้ดูครับ

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements