Adventure

The Walk (2015) ไต่ขอบฟ้าท้านรก

the-walk-poster

Robert Zemeckis นี่คือผู้กำกับที่คอหนังอายุ 35 อัพทุกคนน่าจะจำชื่อแกได้แม่นครับ เพราะผลงานเก่าๆ ของเขามันคือตำนานประดับวงการขนานแท้

ไม่ว่าจะ Back To the Future ทั้ง 3 ภาค, Who Framed Roger Rabbit, Forrest Gump, Contact, Cast Away และ What Lies Beneath ที่น่าทึ่งคือเรื่องหลังสุดนี่เป็นงานกำกับคั่นเวลาระหว่างพักกอง Cast Away (ประมาณว่ารอ Tom Hanks ลดน้ำหนักให้ผอม ให้สมกับบทคนติดเกาะหลายๆ ปีน่ะครับ ระหว่างนั้นก็เลยถ่ายทำ What Lies Beneath แล้วพี่แกก็ทำทั้ง 2 เรื่องออกมาได้ดีทั้งคู่เลย)

ผมมองว่าจุดเด่นของผลงานของเขาคือการเล่าเรื่องอย่างพอเหมาะ โดยใช้องค์ประกอบอย่างดาราดีๆ, บทน่าสนใจ และเทคนิคพิเศษเข้ามาปั่นรวมกัน ผลที่ได้เลยเป็นความอร่อยที่ครบทั้งเป็นอาหารตา (ภาพสวยๆ หรือภาพที่แปลกตา), อาหารสมอง (เนื้อหาสาระที่มีประเด็นให้ต่อยอด) และอาหารใจ (ดูแล้วประทับใจ ไม่ด้วยพลังดาราก็ด้วยพลังเนื้อหา)

แต่ระยะหลังมา หลังจากพี่ท่านหันไปทำหนังแอนิเมชั่นที่พยายามจะเน้นความสมจริง ผมก็เริ่มห่างจากผลงานของเขา คือดูน่ะดูได้ครับ ยังโอเคอยู่ แต่มันไม่ได้รู้สึกถูกใจมากมายแบบสมัยทำหนังที่คนปกติแสดง เหมือนเสน่ห์มันหายไป (คือ CG จะเหมือนจริงแค่ไหน แต่มันก็แทนคนแสดงไม่ได้ล่ะครับ มันมีเรื่องอารมณ์และเลือดเนื้อมาเป็นตัวแปรสำคัญจริงๆ)

แล้วในที่สุดหนังแอนิเมชั่นเน้นสมจริงของเขาก็ไปไม่ถึงฝั่ง ทำให้ Zemeckis ต้องกลับมาจับงานคนแสดงอีกหน ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ไม่ว่าจะเรื่อง Flight หรือ The Walk ที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี่

The Walk จับเอาเรื่องจริงของนักไต่ลวดชื่อดัง ฟิลิปป์ เปอตีต์ (Joseph Gordon-Levitt) ที่สร้างตำนานด้วยการไต่ลวดข้ามไปหาระหว่างตึกเวิลด์เทรด ซึ่งหนังก็ทำการบอกเล่าเรื่องราวของฟิลิปป์ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ เรื่อยมาจนถึงตอนปฏิบัติการที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของเขา

หนังดูได้เรื่อยๆ ครับ ลีลาการเล่าเรื่องของ Zemeckis ยังถือว่าโอเค ยังสามารถดึงดูดความน่าสนใจของผู้ชมไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยตลอดเรื่องก็จะมีการแทรกอารมณ์ขันและเนื้อหาในเชิงดราม่าเล็กๆ ตลอด ครั้นพอถึงตอนไคลแม็กซ์ที่ตึกเวิลด์เทรด Zemeckis ก็สามารถจับสายตาผู้ชมให้จ้องจอได้โอเคในระดับหนึ่ง

แต่กระนั้นถ้าให้ว่าตรงๆ แล้ว บทอาจจะยังไม่แน่นเท่าไรครับ แม้หนังจะแนะนำตัวละครได้ดีและเดินเรื่องได้ฉับไว แต่ขณะเดียวกันมิติความลึกของตัวละครก็ดูจะเบาบางอยู่เหมือนกัน ซึ่งคนอื่นน่ะไม่เป็นไรครับ แต่ตัวฟิลิปป์นี่สำคัญ ซึ่งแม้ Gordon-Levitt จะถ่ายทอดบทนี้ได้ลื่นไหลเหมือนทุกครั้ง แต่ยอมรับครับว่าดูแล้วยังไม่ถึงขั้นอินไปกับความคิด ความฝัน หรืออารมณ์ของฟิลิปป์เท่าที่ควร (โดยเฉพาะในฉากไคลแม็กซ์ ที่จริงๆ แล้วมีการสื่ออารมณ์ในหลายระดับมาก และบางอารมณ์ก็เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ที่หนังเล่าก่อนหน้า แต่ระดับความเข้มข้นของอารมณ์ มันยังไม่ถึงกับลึกซึ้งอย่างที่ควรจะเป็น)

The-Walk-2015_01

หนังมีข้อจำกัดสำคัญคือ ตอนนี้ไม่มีตึกเวิลด์เทรดอีกต่อไป ทำให้ภาพตึกที่เห็นคือ CG เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแม้เทคนิคภาพ CG ของหนังจะเนียนแค่ไหน แต่โดยรวมก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ามันคือ CG จุดนี้ผมยอมรับเลยครับว่ามันทอนความลุ้นในใจผมลงไปพอสมควร

แต่กระนั้นก็ยังดีครับที่ Zemeckis สามารถใช้ทักษะการเล่าเรื่อง สร้างความน่าสนใจได้อย่างน่าพอใจ

ยอมรับครับว่าเมื่อดูจบแล้ว ผมโอเคกับหนัง จริงๆ คือชอบพอสมควรเลยล่ะครับ แต่มันรู้สึกไม่สุด พอๆ กับตอนดู Flight ที่ผมพูดได้เต็มปากว่าหนังน่ะดีเลยล่ะ แต่ในแง่อารมณ์หรือความลึกบางอย่าง มันรู้สึกยังไม่สุด

ซึ่งก็แปลกดีที่หนังเรื่องก่อนๆ นั้น จริงๆ Zemeckis ก็ไม่ได้เล่าลึกซึ้งอะไรมาก แต่อาจเพราถจังหวะการใช้ภาพเล่าเรื่องของเขา มันกำหนดอารมณ์คนดูได้อย่างแม่นยำ มีผ่อนมีเร่ง มีช้ามีกระชั้น ผลักดันอารมณ์เราให้ไปถึงจุดหมาย ในขณะที่เรื่องหลังๆ นี่ ผมคาดว่าคงเพราะพี่เขาร้างไปนานน่ะครับ (ก็ไปกำกับแอนิเมชั่นอยู่ 10 กว่าปีนี่ครับ) จังหวะจะโคนก็เลยยังไม่ลงล็อคเข้าที่เต็มร้อย

แต่ขนาดยังไม่ร้อยนี่ ก็ยังพูดได้เต็มปากครับว่าหนังเรื่องนี้มีดีน่าดู

เรื่องหน้าพี่แกทำหนังโรแมนติกทริลเลอร์ที่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นฉากหลัง (แสดงโดย Brad Pitt และ Marion Cotillard) ผมก็ภาวนาให้ฟอร์มพี่แกกลับคืนมาแบบเต็มๆ สักทีครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements