รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Infiltrator (2016) แผนปล้นเหนือเมฆ

15995088_1490781057619357_1328157448301162197_o

ในเบื้องต้นพอเห็น Bryan Cranston มารับบทนำในหนังว่าด้วยขบวนการค้ายาเสพติดแบบนี้ก็ให้เกิดความรู้สึกว่าหนังน่าจะออกมาโอเคอยู่ล่ะครับ (สงสัยยังติดภาพความขลังของพี่แกจากซีรี่ส์ Breaking Bad อยู่แฮะ)

หนังสร้างจากเรื่องจริงของเจ้าหน้าที่ศุลกากร โรเบิร์ต มาซัวร์ (Bryan Cranston) เขามีภารกิจติดตามหาเบาะแสเพื่อนำพวกค้ายาเสพติดมารับโทษ โดยส่วนมากเขาต้องปลอมตัวไปแทรกซึมในองค์กรหรือไม่ก็ปลอมตัวไปล่อซื้อยา ซึ่งก็ถือเป็นภารกิจที่เสี่ยงตายไม่ใช่น้อย

แล้ววันหนึ่งโรเบิร์ตมีไอเดียว่า วิธีการติดตามร่องรอยยาเสพติดเพื่อสาวไปหาตัวผู้ค้าใหญ่แบบเดิมๆ นั้นไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร และส่วนใหญ่สุดท้ายแล้วก็มักจะจับได้แค่พวกปลายสายหรือไม่ก็ปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น ไม่เคยไปถึงตัวระดับบิ๊กจริงๆ เสียที

เขาเลยหันมาใช้วิธีใหม่คือติดตามที่ “เงิน” แทน เพราะเอาเข้าจริงแล้วพ่อค้ารายใหญ่จริงๆ จะพยายามไม่แตะยาหรือไม่ขายยาแบบตรงๆ อยู่แล้ว แต่เงินน่ะแตะแน่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นโรเบิร์ตเลยปลอมตัวเป็นพวกฟอกเงิน ดึงให้พวกค้ายาเข้ามาหาเขาเอง ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ทำตัวกลมกลืน จนสามารถไปตีสนิทกับพวกระดับบิ๊กๆ ขององค์กรได้

ตัวหนังเป็นแนวดราม่าผสมระทึกขวัญครับ ที่ว่าระทึกก็เพราะชีวิตของโรเบิร์ตรวมถึงคนค้ายาในเรื่องก็ถือว่ามีชีวิตที่เสี่ยงตายอยู่ตลอด ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ไปแฝงตัวก็ต้องระวังไม่ให้โดนจับได้ (เพราะถ้าโดนก็คือตาย) ส่วนฝ่ายค้ายานอกจากต้องระวังโดนเหล่าเจ้าหน้าที่เข้ามารวบตัวแล้ว ก็ต้องระวังภัยจากพวกค้ายาด้วยกัน (ไม่ว่าจะทับสัมปทานกัน, หักหลังกัน, ระแวงกัน ฯลฯ)

หนังเลยกดดันเกือบตลอดเรื่องครับ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ถึงรสถึงเครื่องอยู่ หลายช่วงนี่ทำเอาเกร็งตามตัวละครไปเลยเหมือนกัน ในขณะที่ดราม่าก็ถือว่าเด่นไม่แพ้กันครับ หนังสามารถถ่ายทอดชีวิตของแต่ละคนทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และพวกค้ายาได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

อย่างตัวโรเบิร์ตเอง จริงๆ แล้วเขามีลูกมีเมียครับ ดังนั้นการมารับงานนี้ก็ถือว่านำความเสี่ยงมาสู่ครอบครัวไม่น้อย ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นล่ะครับว่าภรรยาของเขาต้องอดทนแค่ไหน และพอเรื่องมันเกิดซ้ำมากๆ เข้า เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเขา (จนอดเห็นใจเขาและครอบครัวไม่ได้)

แต่ที่ผมสนใจมากคือหนังถ่ายทอดปมดราม่าของฝั่งพวกค้ายาด้วยครับ โดยเฉพาะเรื่องของโรเบอร์โต้ (Benjamin Bratt) คนระดับบิ๊กของพวกค้ายาอีกคนหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเขาทำผิดกฎหมาย แต่ในมุมหนึ่งเราก็ได้เห็นมุมคนปกติของเขาที่มีรัก มีห่วงใย และมีมิตรไมตรีกับคนที่เขาไว้ใจ

นั่นเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ มันไม่ใช่หนังถล่มพวกค้ายาแบบเดิมๆ แต่หนังเลือกจะถ่ายทอดให้เราเห็นว่าแต่ละชีวิตที่ต้องไปข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ (ไม่ว่าจะฝ่ายที่ค้าหรือฝ่ายที่พยายามหยุดยั้งการค้า) ต่างก็ได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งนั้น และต่อให้พวกเขาอยู่ฝ่ายไหนก็เถอะ แต่ยังไงๆ ทุกคนก็เป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น

ดาราแต่ละคนทำหน้าที่ได้ดีครับ Cranston ถนัดอยู่แล้วกับบทที่มีความลึกและซับซ้อนทางอารมณ์แบบนี้ (หน้าตาตอนพี่ท่านแสดงความลำบากใจหรืออึกอักนี่เป็นอะไรที่ได้อารมณ์เสมอ) อีกคนที่เด่นไม่แพ้กันก็คือ John Leguizamo ที่เล่นหนังเรื่องไหนก็ได้ใจทุกที

Bratt เองก็ยังไว้ลายครับ ระยะหลังเล่นบทสไตล์นี้บ่อย (อย่าง Ride Along 2 ก็เรื่องหนึ่งล่ะ) และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ส่วนดารารายอื่นๆ ก็เสริมความแน่นให้กับหนังได้ทั้งนั้น แต่รายที่มาน้อยทว่าน่าจดจำมากก็คือ Olympia Dukakisในบทคุณป้าวิคกี้ที่มาจริงๆ แค่ 2 ฉาก แต่ทุกฉากล้วนดึงความสนใจได้หมด

Brad Furman (The Lincoln Lawyer และ Runner Runner) กำกับหนังเรื่องนี้ได้พอเหมาะครับ น่าติดตาม กดดัน ผสมดราม่าและมีความลุ้นแทรกเป็นพักๆ ใครชอบหนังแนวนี้ก็ไม่น่าจะผิดหวังกันล่ะครับ

และเป็นอีกครั้งที่เพลง Everybody Knows ปรากฏในหนังที่ว่าด้วยเรื่องผิดกฎหมาย (อีกเรื่องก็ War Dogs) ถือว่าเป็นเพลงที่เหมาะกับหนังแบบนี้จริงๆ

ปล. (มีสปอยล์ละนะครับ)
++++++++++++++++

มีฉากหนึ่งที่กระแทกใจผมมาก คือฉากที่โรเบิร์ตจะแต่งงาน (ปลอมๆ) แล้วพวกมิตรสหายในวงการค้ายาก็มากันเพียบ ซึ่งคนอื่นนั้นไม่เท่าไรครับ แต่พอโรเบอร์โต้โผล่มานี้ผมน้ำตาซึมเลยนะ คือรู้แหละว่าเขาเป็นพวกค้ายา แต่มันก็เป็นฉากที่สื่อถึงมิตรภาพได้อย่างดี ประมาณว่าเขากำลังโดนไล่ล่า แต่หากเพื่อนจะแต่งงานเขาก็พร้อมเสี่ยงตายมาร่วมงาน แม้ต้องโดนจับก็ยอม มันเป็นมิตรภาพที่คลาสสิกมากจริงๆ

ฉากที่ว่านี่น้ำตามันเอ่อขึ้นมาเลย เพราะรู้แน่ว่าสุดท้ายโรเบอร์โต้และทุกคนต้องโดนรวบแน่ ซึ่งอะไรแบบนี้ก็แสดงว่าหนังถ่ายทอดอารมณ์เหล่านี้ได้ถึงประมาณหนึ่งล่ะครับ… ย้อนนึกไปถึงฉากที่แคธี่ (Diane Kruger) แสดงความเห็นใจครอบครัวของโรเบอร์โต้ ผมว่ามันก็แอบซึ้งแล้วนะ แต่พอเจอฉากนี้มันเหมือนกระทุ้งอารมณ์ต่อให้ทะลักยังไงยังงั้นเลย

และผมยอมรับว่าหนังฉลาดที่พอถึงฉากที่โรเบอร์โต้และคนอื่นโดนรวบ หนังก็แสดงให้เห็นว่าคนที่โดนจับโกรธแค้นแค่ไหน จนแสดงท่าทางน่ากลัวออกมา ฉากที่ว่าเหมือนเป็นการระงับไม่ให้คนดูเกิดความเห็นใจตัวละครที่ค้ายามากจนเกินไปนั่นเอง (เหมือนเป็นฉาก “เบรค” ไม่ให้คนดูเห็นดีเห็นงามกับโลกแห่งการค้ายามากเกินไป)

ของแบบนี้ก็ต้องใช้เทคนิคการเล่าดีๆ ครับ ถึงจะกำหนดทิศทางของหนังได้… และหนังเรื่องนี้ก็ทำได้ดีเลยล่ะ

สองดาวครึ่งกว่าๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements