รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Quarantine (2008) ปิดตึกสยอง

1515125864

ถือเป็นการรีเมกที่ว่องไวมากครับ เพราะ REC หนังต้นฉบับจากสเปนออกฉายเมื่อปี 2007 พอมันออกมาดังก็เลยเป็นที่สนใจครับ แล้วไหนจะได้กระแสหนังแฮนด์เฮลด์แบบ Cloverfield มาช่วยกระพืออีก เลยมีเสือปืนไวไปซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นเวอร์ชั่นมะกันทันที… สมัยนี้ใครดีใครได้จริงๆ แฮะ

โดยโครงเรื่องก็ยกจาก REC มาทั้งดุ้นครับ ตัวเอกก็ชื่อเดียวกัน แองเจล่า ไวดัล (Jennifer Carpenter) นักข่าวสาวกับตากล้องคู่ใจ สก็อต (Steve Harris) ผู้ทำหน้าที่บันทึกภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ

คืนนี้แองเจล่ามีหน้าที่ตามติดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไปดูปฏิบัติการจริง ลงสนามตามไปถ่ายของจริง และภารกิจของคู่หูนักผจญเพลิงที่แองเจล่าติดตามก็คือการไปช่วยผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังคลุ้มคลั่ง ส่งเสียงร้องโหยหวนในตึกแห่งหนึ่ง… และเมื่อพวกเขาเข้าไปก็ต้องเผชิญกับเรื่องสยองครับ เมื่อผู้หญิงคนนั้นพุ่งเข้าทำร้ายผู้คน เธอกัดและฉีกเนื้อคนอย่างน่าสยดสยอง แต่เรื่องยังไม่หมดแค่นั้นเพราะเวลาต่อมาจู่ๆ ตึกก็ถูกสั่งปิด ไม่มีใครออกไปได้… แล้วความตายก็ค่อยๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วตึกครับ ตัวเอกที่เหลือรอดก็ต้องพยายามออกไปจากตึกนี้ให้ได้… แต่เหมือนจะไม่มีทางเลย

ปัญหาประการหนึ่งของหนังรีเมกก็คือ หากใครก็ตามเคยดูหนังต้นฉบับมาก่อนก็ย่อมเกิดอารมณ์เปรียบเทียบแบบอัตโนมัติ แอบคิดในใจว่าชอบฉบับไหนมากกว่า น้อยกว่าก็ว่ากันไปน่ะนะครับ ผมเองก็โดนเหมือนกัน ดูมาแล้วทั้งสองแบบเลยเกิดประเด้นในใจขึ้นมา แต่ก็ขอว่าถึงหนังเรื่องนี้แบบหนังเรื่องหนึ่งโดยไม่เปรียบไม่เทียบก่อนแล้วกันนะครับ

อย่างแรกที่ผมรู้สึกกับหนังก็คือ มันเป็นหนังน่ะครับ บางคนอาจบอก ก็มันหนังนี่หว่า ครับ อันนั้นผมทราบว่ามันเป็นหนัง แต่ผมหมายถึงเจตนาที่เขาตั้งใจจะถ่ายทอดน่ะครับ สไตล์ที่เขาพยายามจะใช้เล่าคือการเล่าเรื่องผ่านกล้องวีดีโอซึ่งมันน่าจะให้อารมณ์สมจริง ให้อารมณ์เหมือนถ่ายสารคดี ทว่าตอนดูเนี่ยมันรู้สึกเลยว่าเป็นหนังแน่ๆ ทั้งการพูดจา ท่าทางของนักแสดง การเดินเรื่อง จังหวะต่างๆ มันเหมือนหนังมากกว่าน่ะครับ เหมือนเป็นการวางช็อต เซ็ทฉาก มากกว่าจะถ่ายทอดสไตล์เรื่องจริงผ่านจอ

ดังนั้นด้านอารมณ์มันก็เลยกั๊กๆ จะเชื่อก็ไม่เต็มที่ เพราะจริงๆ หนังที่ทำแบบแฮนด์เฮลด์เนี่ยจะได้เปรียบในด้านความรู้สึกของคนดู มันจะก่อให้เกิดอารมณ์ “เชื่อภาพที่เห็นตรงหน้า” ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ลีลาการถ่ายของหนังเรื่องนี้ ดูยังไงก็เหมือนหนังมากกว่า บางฉากก็นิ่งเกินไปจนไม่เหมือนแฮนด์เฮลด์ บางฉากก็เฮลด์จริงๆ ครับ เฮลไรเซอร์เลยล่ะ มันเหวี่ยงจนมึน ก็เลยไม่รู้มันจะเอายังไงกันแน่ ตอนนิ่งก็นิ่งมาก พอเหวี่ยงก็ยังกะทอร์นาโดแน่ะ (ซึ่งผมว่าถ้ากล้องไม่นิ่งไปเรื่อยๆ มันยังพอทำให้คนดูชินได้นะครับ แต่พออันนี้ นึกจะเหวี่ยงก็เหวี่ยง แบบนี้โอกาสจะมึนเนี่ยสูงกว่าเยอะ)

ต่อมาก็คือตัวละครในเรื่องที่ดูนิ่งมากเกินไปในบางฉาก คือตอนแรกๆ น่ะไม่มีปัญหาเลยครับ จะนิ่งยังไงก็ไม่ว่าเพราะมันยังไม่เกิดอะไร แต่ช่วงท้ายๆ ที่เกิดเรื่องคอขาดบาดตาย ซอมบี้รุมอยู่ข้างนอก ซ้ำยังโดนปิดตึกอีก แต่ดีกรีความกดดันของตัวละครกลับน้อยพิกล ตอนดูก็ยิ่งไม่เชื่อไปกันใหญ่ว่าพวกเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์คอขาดบาดตาย

ว่ากันคร่าวๆ น่ะนะครับ อารมณ์ร่วมความสมจริงนั้นยังไม่มากเท่าไร ดาราก็ไม่ค่อยถ่ายทอดอารมณ์ในสถานการณ์ที่กดดันให้คนดูได้สัมผัสนัก แต่อย่างน้อยเรื่องความน่ากลัวสไตล์หนังซอมบี้ก็ยังพอมี ถ้าเราตัดความรู้สึกขัดๆ ว่า “ทำไมมันไม่ค่อยให้อารมณ์แฮนด์เฮลด์เท่าไรเลย” แล้วคิดเสียว่าดูหนังซอมบี้เรื่องหนึ่งอยู่ มันก็พอได้น่ะครับ เพียงแต่มันก็จะออกแนวเดิมๆ แบบตระกูล of the Dead เท่านั้นเอง

เอาล่ะ นั่นคือว่าถึงหนังแบบเพียวๆ นะครับ ทีนี้ลองมาเทียบกับต้นฉบับ ซึ่งผมออกจะชอบต้นฉบับมากกว่า เอาแต่นางเอกก็กินขาดแล้วล่ะครับ ต้นฉบับแสดงโดย Manuela Velasco แค่ฉากแรกก็ธรรมชาติมากๆ แล้วล่ะ มีความสดใสดูมีเลือดมีเนื้อ มีอารมณ์เบื่ออารมณ์ยิ้มแบบคนทั่วๆ ไป ทำให้คนดูสัมผัสได้ว่าเธอมีตัวตนนะ และพอถึงเรื่องตอนหลังๆ เราก็จะอยากเอาใจช่วยเธอแบบไม่รู้ตัว เพราะใจมันรับไปแล้วนี่ครับว่าแองเจล่ามีจริง

แต่กับฉบับนี้ Carpenter กับบทแองเจล่า ซึ่งดูแข็งมาก ดูแค่ฉากแรกเหมือนกันครับ เธอดูแข็งแบบ… แข็งไปอ้ะ เหมือนไม่รู้จะแสดงอะไร ไม่รู้จะทำอะไรต่อ การพูดการจา การแสดงอารมณ์ก็ไม่เร้าให้คนดูรู้สึกอะไรเท่าไร ตอนกดดันก็ไม่ได้แสดงอาการมากมาย แต่บางฉากนึกจะแรงก็แรงซะอย่างนั้น รู้สึกมัน… ประดิษฐ์ยังไงก็ไม่รู้สิ เช่นเดียวกับดาราเจ้าอื่นๆ ที่ไม่ใคร่จะเด่นเท่าใดนัก แสดงเหมือนแสดงน่ะครับ

… ผมอาจรู้สึกไปคนเดียวนะครับ แต่ผมว่า Quarantine ดูเป็นหนังประดิษฐ์ เป็นหนังถ่ายทำเซ็ตฉากแบบฮอลลีวู้ด ไม่เหมือน REC ที่แม้ลึกๆ จะทราบว่าเป็นหนัง แต่คนทำกับทีมงานก็รวมพลังกันผูกเรื่อง ถ่ายภาพ เร้าให้คนดูรู้สึกได้ว่ามันสมจริง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าผมจะชอบ REC มากกว่าทั้งในเรื่องความสด ความน่ากลัว ความตื่นเต้น กดดันที่ผมว่ามันเยอะกว่า Quarantine ในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องนักแสดง และอารมณ์ กับการถ่ายทอดเรื่องราวที่ยังดูเป็นแฮนด์เฮลด์มากกว่า และดู “ประดิษฐ์” น้อยกว่าด้วย

แต่ของแบบนี้เข้าข่ายนานาจิตตังนะครับ คุณอาจชอบ Quarantine มากกว่าก็ได้หากถูกปากสไตล์ฮอลลีวู้ด อันนี้แล้วแต่เลยครับผม

ทว่าถ้าถามผม ผมก็แนะนำ REC น่ะครับ สนุกกว่า สดกว่า สยองและกดดันมากกว่า ดูแล้วจิตตกพอตัว สำหรับฉบับรีเมกนี่… ก็เป็นหนังซอมบี้ที่ดูไม่ขี้ริ้วหรอกครับ เพียงแต่อาจจะไม่ใหม่อะไรนัก

แล้วแต่จะเลือกบริโภคครับ อย่างน้อย Quarantine ก็พอคุ้มค่าเช่าแผ่นมาดูบ้าง

แต่มีข้อแม้นะ… คุณต้องไม่เคยดู REC มาก่อน แล้วคุณอาจจะอร่อยกับ Quarantine มากขึ้นก็ได้

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements