Action

The Purge: Anarchy (2014) คืนอำมหิต: คืนล่าฆ่าไม่ผิด

91JoTMfLCmL._SL1500_

พูดได้แบบเต็มปากเต็มคำว่าชอบ The Purge: Anarchy เป็นยิ่งนัก

ตอนดูช่วง 10 นาทีแรกก็ยังไม่รู้สึกอะไรนะครับ เพราะถ้าให้ว่าตามจริงแล้วภาคแรกเปิดเรื่องได้น่าสนใจกว่า ไม่ว่าจะเพราะหน้าดาราหรือการเปิดประเด็นเรื่อง “คืนล้างบาป” ที่ทำให้รู้สึกว่าหนังมาพร้อมความสดใหม่ ในขณะที่ภาคนี้เปิดเรื่องมาเหมือนหนังชีวิตที่เรื่อยๆ ยังไม่ถึงกับโดนใจอะไร

แต่พอคืนล้างบาปเริ่มเท่านั้นล่ะ… “ของมันส์ๆ” ไหลมาเทมาทันที

หลังจากภาคแรกเล่นกับเหตุการณ์ในที่ปิดตาย มาภาคนี้หนังพาเราพล่านทั่วเมืองเลยครับ ตามติดเหล่าตัวละครหลักที่ต้องมารวมกันเพื่อเอาชีวิตรอดในคืนล้างบาป

ในแง่แอ็กชันระทึกขวัญ หนังทำได้สวยครับ จริงๆ จุดนี้ก็ไม่ได้ใหม่อะไรนะครับ คนกลุ่มหนึ่งพยายามเอาตัวรอดจากพวกโหดกระหายเลือด แต่ James DeMonaco (ผู้ให้กำเนิดหนังชุดนี้และกำกับทั้ง 2 ภาค) สามารถทำเสร็จใน 3 อย่างใหญ่ๆ อันได้แก่

1. สำเร็จในการดึงเราจมสู่โลกแห่งคืนล้างบาปที่เต็มไปด้วยความตาย

2. สำเร็จในการขยายรายละเอียดให้เราได้เห็นว่าคืนล้างบาปมันมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นจากภาคแรกมากมายนัก ทั้งในฝั่งคนที่ไล่ฆ่าและฝั่งคนที่พยายามเอาตัวรอด

3. สำเร็จในการที่ทำให้เราอยากเอาใจช่วยเหล่าตัวละครทั้งหลาย

ข้อ 3 นี่ถือเป็นไฮไลท์ก็ว่าได้ครับ ยอมรับว่าภาคแรกดูแล้วไม่อินเต็มร้อยอันเนื่องมาจากรำคาญบางตัวละคร แต่ภาคนี้ไม่มีเลยครับ ทุกคนล้วนมีจุดน่าสนใจ มีวาระขโมยซีนของตัวเอง ดูเป็นคนธรรมดาที่มีทั้งมุมมืดและมุมสว่าง แต่กระนั้นก็มีสมอง ฉลาดพอที่จะช่วยกันหาทางรอด ดูไปๆ ก็รู้สึกผูกพันแบบซึมลึก

รู้ตัวอีกทีก็ตอนท้ายน่ะครับ ตอนที่พวกเขาเจอวิกฤติแบบสุดๆ ตอนนั้นใจเต้นแบบรู้สึกได้เลยว่าไม่อยากให้ใครต้องมาตายในคืนนี้ แทบจะภาวนาให้รอดกันหมดทุกคนเลย

ด้านแอ็กชันไล่ล่ากดดันนั้นถือว่าทำได้น่ายกนิ้วครับ ลุ้นเรื่อยๆ แม้แต่ช่วงที่หนังผ่อนๆ ก็ยังอดผวาไม่ได้ กลัวว่ามันจะมีอะไรบ้าๆ เกิดแบบไม่ทันตั้งตัวอีกไหม

ดูเรื่องนี้แล้วนึกถึง Judgment Night ครับ ว่าด้วยคน 4 คนที่หลงทางเลยไปเห็นเหตุฆาตกรรมเลยเจอไล่ฆ่า ซึ่งเรื่องนี้และเรื่องนั้นจัดว่าสนุกไม่แพ้กันเลยครับ

ในแง่การจิกกัดหนังก็จัดให้เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องคนรวยกดขี่คนจน ภาคนี้เล่นชัดเจนมากขึ้น สะท้อนความจริงจากภาคแรกที่ว่าด้วย “คนรวยและคนมีอำนาจหาทางลอยลำเอาตัวรอด แล้วก็ประดิษฐ์กฎอะไรก็ตามที่หาประโยชน์เข้าตัว โดยไม่สนว่ามันจะทำร้ายคนที่ไม่รวยหรือมีโอกาสน้อยกว่าขนาดไหน”

แต่มุมที่เห็นมากขึ้นในภาคนี้คือ “เรื่องเชิงบวกและเรื่องความหวัง” ครับ ภาคนี้แม้จะกดดันและมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน หนังก็ยังแทรกความหวังหรือด้านดีของมนุษย์ลงไปบ้าง เรียกว่าหนังสะท้อนมิติของมนุษย์ทั้งมุมเลวร้ายและมุมดีให้เห็นไม่น้อยไปกว่ากัน

โดยรวมแล้วภาคนี้ดูสนุกขึ้นมากครับ ผมนี่ถึงขั้นชอบเลยก็ว่าได้

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

zWGAnbxjjwY3xFGuOeR26LGbBlG-1864x1049

Advertisements