รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Day of the Dead (1985) ฉีกก่อนงาบ

Day-Of-The-Dead-iTunes-Poster

ด้วยกระแสความดังของ Dawn of the Dead ทำให้ชื่อของ George A. Romero กลับมาอีกครั้งแบบดังกว่าเดิม นับจากนั้นเขาก็ทำหนังด้วยความระมัดระวัง ไม่ระดมเอาแต่จำนวนเหมือนแต่ก่อน ทำให้งานอย่าง Knightriders (1981) และ Creepshow (1982) ที่ทำกับ Stephen King ทั้งหมดล้วนออกมาน่าพอใจ รายได้ไม่ขี้ริ้ว

ทีนี้ Romero ก็เลยตั้งหลักได้ครับ พอจะมีอำนาจต่อรองในการทำหนังมากขึ้นกว่าเดิม จึงเอาเวลาว่างระหว่างทำหนังสองเรื่องนั้นมาคิดหนังซอมบี้ที่ตั้งใจจะให้เป็นตอนจบของหนังชุด The Living Dead โดยตั้งชื่อตอนสุดท้ายปิดไตรภาคนี้ไว้ว่า Day of the Dead

คราวนี้ Romero หมายมั่นจะปิดตำนานซอมบี้อย่างยิ่งใหญ่ หยิบพล็อตตอนสุดท้ายที่คิดไว้ตั้งแต่ปี 1967 มาขยาย กลายเป็นเรื่องราวของกลุ่มคนผู้รอดชีวิตและคนจากทางการได้รวมตัวกัน ตั้งเป็นป้อมปราการล้อมเมืองใหญ่เอาไว้ ป้อมที่ว่านี้ล้อมด้วยรั้วไฟฟ้า และผู้คนก็หลบอยู่อย่างปลอดภัยที่ฐานลับใต้ดิน พร้อมพวกทหารกับนักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มทำการทดลองเพื่อสังเกตพัฒนาการของซอมบี้ จะได้ฝึกไว้ใช้งาน

แต่แล้วเมื่อคนเกิดขัดแย้งกันเอง เลยทำให้เกิดเหตุนองเลือด และพวกซอมบี้ก็เพิ่มจำนวนจนเกินควบคุม อันนำมาสู่ศึกครั้งใหญ่ระหว่างคนดีกับคนชั่วและซอมบี้ … อลังการงานสร้างมากใช่ไหมครับ … ซึ่งก็เป็นไปตามเจตนาของ Romero นั่นเอง

แต่ Romero กลับฝันสลายกลางอากาศ ด้วยสาเหตุจากเรื่องเงินทองเพียงประการเดียว!

พล็อตของ Romero ถูกใจผู้สร้างก็จริงอยู่ แต่ปัญหาคือลุงแกจะทำหนังภาค Day นี้ออกมาเป็น Unrated กล่าวคือมันจะโหดและรุนแรงจนทะลุเรต R ไปหลายกิโลแน่นอน

พอแกประกาศแบบนี้ทำให้บริษัทนายทุนอย่าง United Film Distribution Company เกิดไม่ยอมขึ้นมาสิครับ ขืนทำหนังแรงขนาดนั้น รายได้หดหายอย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เนื่องมาจากในช่วงเวลาดังกล่าวกฏจำกัดเรตผู้ชมเข้มงวดมาก จนบอกได้เลยว่าถ้าหนังออกมาแบบ Unrated เมื่อไร ผู้ชมอายุต่ำกว่า 17 ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของหนังสยองขวัญต้องไม่ได้ตีตั๋วเข้ามาดูแน่นอน

แต่ Romero ก็ยืนกราน และมั่นใจว่าหนังจะได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมเสนอไปว่าขอทุน 7 ล้านเหรียญเพื่อจบไตรภาคนี้ ปรากฏว่าผู้สร้างก็ประชุมจนได้ความว่า ถ้าไม่ยอมลดความรุนแรงให้เหลือแค่เรต R ก็เอาทุนไปแค่ครึ่งเดียวพอ…

BvQq9jhvuFekVsUdHEKQqX

ถึงอย่างนั้น Romero ก็ไม่ยอมครับ ยังไงก็จะ Unrated ผู้สร้างเลยยัดทุนใส่มือแค่ 3.5 ล้านเท่านั้น

Day of the Dead เลยกลายเป็นบทสรุปที่ Romero ไม่พอใจอย่างแรง เพราะทำอะไรไม่ได้เลยด้วยทุนแค่นั้น พล็อตที่วางไว้ใหญ่ก็ต้องลดขนาดลงไปหลายเท่าตัว

จากป้อมปราการก็เหลือแค่ฐานใต้ดินแคบๆ

จากสงครามสุดยิ่งใหญ่เหลือเพียงฝูงซอมบี้ไล่กินคนแบบเดิมๆ

จากความข้ดแย้งระหว่างประชาชนกับนายทหารที่น่าจะก่อให้เกิดอารมณ์ขัดแย้งผสมการเมือง ก็ทำได้แค่เถียงกันบนโต๊ะประชุม

ส่วนฉากการรบพุ่งที่ยิ่งใหญ่ระหว่างคนดี คนชั่ว และซอมบี้นั้นก็ลืมไปได้เลยครับ ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน

สิ่งเดียวที่ Romero คงไว้สำเร็จ คือประเด็นการเรียนรู้ของซอมบี้ที่ชื่อ บั๊บ (Sherman Howard) ที่ได้รับการฝึกสอนจากดร.โลแกน (Richard Liberty) ให้รู้จักพูด (ประโยคอมตะที่แฟนหนังชุดนี้ไม่ลืมคือตอนที่บั๊บพูดว่า “Hello Aunt Alicia”) รู้จักหยิบปืน หยิบข้าวของ อันเป็นการสานต่อวิวัฒนาการของซอมบี้ตามที่ Romero วางไว้ตั้งแต่ภาคก่อน

… นั่นเป็นอย่างเดียวที่ลุงแกทำได้ดั่งใจครับ เพราะไม่ต้องใช้ทุนเหมือนอย่างอื่น แค่เขียนบทวางฉากเท่านั้นพอ

แทบไม่ต้องพูดนะครับว่าผลของหนังเป็นอย่างไร… Day กลายเป็นหนังชุด The Living Dead ตอนที่คนปลื้มน้อยที่สุด แม้ Romero จะพยายามแทรกประเด็นซอมบี้เรียนรู้ได้ แล้วก็ประเด็นความขัดแย้งของคนที่ก่อให้เกิดเรื่องที่ไม่น่าเกิด เพียงแค่มองต่างมุมและไม่ยอมฟังซึ่งกันและกันก็ทำให้เกิดหายนะได้

หากคนหันหน้าเข้าหากัน คุยกันดีๆ รับฟังความคิดเห็นก่อนการโต้แย้ง มันก็คงไม่เกิดเรื่องชวนสลดขึ้นมาได้ นี่ก็การแฝงเรื่องสามัคคีสไตล์ Romero เขาแหละครับ

ประเด็นที่น่าพูดถึงสุดหนีไม่พ้นเรื่องของ บั๊บ ที่แม้จะเป็นซอมบี้แต่ก็สามารถเรียนรู้ถูกผิดได้ รู้จักกตัญญูรู้คุณคน ไม่เหมือนพวกบ้าอำนาจ เอาแต่ตนเป็นใหญ่ไม่เห็นหัวใคร ไม่คิดทำดีกับใคร สุดท้ายก็มีแต่ความพินาศ

Romero ได้แต่เก็บงำความคับข้องใจไว้ เพราะถือว่าเป็นการสรุปไตรภาค The Living Dead ได้ไม่ตรงใจเขาเลย เรียกว่าที่วาดไว้เท่าไร ก็ได้คืนมาแค่ครึ่งเดียว

สำหรับตัวหนังนั้นถ้าจะว่าไป ก็ออกมาในระดับเรื่อยๆ ครับ ไม่ได้น่าติดตามหรือตื่นเต้นเป็นพิเศษ ถ้าให้ว่าตามตรงคือมีช่วงน่าเบื่อเจือปนอยู่เยอะเหมือนกัน อย่างฉากการพูดคุยกึ่งเถียง ระหว่างนางเอกของเรื่องที่ชื่อซาร่าห์ (Lori Cardille) กับนายผู้กองโรดส์ (Joseph Pilato) นายทหารจอมบ้าอำนาจ (และเรื่องมันก็เลวร้ายเพราะการตัดสินใจของหมอนี่ล่ะครับ) จริงๆ ฉากปะทะคารมของสองคนนี้น่าจะชวนติดตาม แต่บทสนทนากลับออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้ถกกันแบบน่าสนใจสักเท่าไร

แล้วหนังทั้งเรื่องก็อุดมไปด้วยฉากสนทนานี่แหละครับ เป็นการสนทนาที่ยังไม่จับใจ ยังไม่ดึงดูดคนดูอย่างเต็มที่

ส่วนที่ดีจริงๆ ของหนังก็หนีไม่พ้นฉากซอมบี้รุมกินโต๊ะคน ที่ทำให้โหดมากๆ จนเรียกได้ว่าโหดกว่าภาคก่อนๆ มากเลยทีเดียว (แหม ถึงขนาดมีคนตัวขาด ไม่เรียกว่าโหดได้ยังไงล่ะครับ ) ซึ่งกว่าจะมีฉากพวกนี้ก็ตอนท้ายแล้วครับ

แต่ผมชอบนะ ฉากซอมบี้ช่วงท้ายๆ ที่มันค่อยๆ ยกขบวนลงมายังฐานใต้ดิน ฉากนี้ต้องดูครับ ชวนสยองมากๆ เพราะมันค่อยๆ ลงมาตามลิฟท์ครับ มากันเป็นร้อย ชนิดที่ถ้าลิฟท์นั้นถึงพื้นเมื่อไร คนตายหมดแน่นอน

จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นหนังซอมบี้ที่ไม่เลวล่ะครับ ดูได้ แต่อย่าเอาไปเทียบกับสองภาคที่แล้ว และถ้าเราดูแบบใส่ใจสิ่งที่ Romero พยายามจะสื่อจะบอกก็จะช่วยให้ดูหนังได้คล่องคอขึ้นเยอะ

สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)