รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Christmas Eve (2015)

24131571_1848159608548165_1010678547196807904_n

เมื่อพูดถึงหนังวันคริสต์มาสแล้ว ก็มีทั้งที่ผมชอบมากๆ หรือไม่ก็เฉยๆ และก็มีอีกไม่น้อยเหมือนกันที่เกือบจะชอบอยู่แล้วเชียว ถ้าได้นั่นอีกนิดนี่อีกหน่อยก็คงดี หนังก็คงกลมกล่อมอร่อยลิ้นมากขึ้นเยอะ ซึ่ง Christmas Eve เรื่องนี้ก็เป็นหนังที่อยู่ในข่ายนั้นครับ

มาเริ่มจากดารากันก่อนครับ สำหรับผมนี่คือการรวมดาราที่มีระดับพอสมควร เริ่มจาก Patrick Stewart (กัปตันพิคาร์ดแห่ง Star Trek: The Next Generation และโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์จาก X-Men), Gary Cole (ดารารุ่นเก่าที่เชื่อว่าคอหนังยุค 90 พอเห็นต้องร้องอ๋อแน่นอน)

ตามด้วย Jon Heder (Blades of Glory), Cheryl Hines (The Ugly Truth, Herbie Fully Loaded) และ Julianna Guill (Friday the 13th เวอร์ชั่นล่าสุด) และหนังอำนวยการสร้างโดย Larry King พิธีกรชื่อดังของอเมริกัน

เรื่องเกิดในคืนวันคริสต์มาสอีฟครับ ประมาณว่าหนังเล่าเรื่องของคนที่ติดอยู่ในลิฟต์ ซึ่งตอนอ่านเรื่องย่อครั้งแรก ผมนึกว่าพวกเขาติดในลิฟต์ตัวเดียวกัน แล้วก็ได้มารู้จักกันระหว่างที่ติดอยู่ในลิฟต์นั้น แต่ปรากฏว่าไม่ใช่แฮะ

เหมือนว่าทั่วเมืองเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค เลยมีลิฟต์หลายตัวที่ค้าง และหนังก็แบ่งสรรปันเวลาไปเล่าเรื่องของคนที่ติดอยู่ในลิฟต์แต่ละตัวที่ค้างนั่นแหละ บ้างก็ทะเลาะกัน บ้างก็แบ่งปันเรื่องราวกัน หรือบางคนก็ต้องอยู่ในเดียวในลิฟต์ จนหงุดหงิดอาละวาดกันไป

จุดอ่อนอย่างแรกเลยก็คือ หนังมีตัวละครเยอะครับ อย่างที่บอกว่ามีลิฟต์หลายตัวและมีคนหลายคนในลิฟต์พวกนั้น การแบ่งพื้นที่เล่าเรื่องมันเลยออกจะจำกัด ทำให้หนังไม่สามารถลงลึกเรื่องราวของใครได้แบบเต็มๆ

คนที่ถือว่าเอาตัวรอดได้ก็คือ Stewart ครับ เพราะเขารับบทเป็นชายแก่อารมณ์ร้าย แบบเดียวกับที่เขาเคยเล่นเป็นสครูจใน A Christmas Carol ซึ่งเขาติดลิฟต์อยู่คนเดียวครับ เลยได้แสดงอารมณ์แบบไม่โดนใครแย่งความเด่น และเขาก็แสดงได้ดีด้วยครับ

ท่าทางของตอนอารมณ์ร้ายก็แบบหนึ่ง ประมาณว่าพอติดลิฟต์ก็อยากได้คนช่วย แต่เขาพูดจาไม่ดี ฟาดงวงฟาดงาไปเรื่อย ครั้นพอได้เรียนรู้แล้วว่าความขี้หงุดหงิดของเขาเป็นอะไรที่ไม่น่ารักเลย เขาก็สามารถถ่ายทอดบท “คนที่ดวงตาเห็นธรรม” ได้อย่างพอเหมาะ

จริงๆ ผมว่าเรื่องของคนในแต่ละลิฟต์นั้นมีความน่าสนใจอยู่ครับ แต่อย่างที่บอกว่าหนังมีเวลาจำกัด เลยแตะเรื่องของคนอื่นๆ ได้แค่ผิวๆ ทั้งที่ถ้ามองในเรื่องการแสดงแล้ว ผมว่าหลายคนเล่นดีนะ จนอดเสียดายไม่ได้เหมือนกันที่พวกเขาไม่ได้รับเวลามากกว่านี้

ผมชอบตัวละครที่ชื่อ เกลน (Steve John Shepherd) ครับ เขาเป็นคนเนิร์ดๆ ดูหงอๆ แต่จริงๆ มีความรู้และเป็นคนน่ารัก ฉากที่เขาแสดงให้คนในลิฟต์เห็นว่างานของเขาคิืออะไรนี่เป็นไฮไลท์หนึ่งทีเดียว (เขาทำหน้าที่เป็นเหมือนคนที่เป็นผู้บรรยาย-พาทัวร์ในหอศิลป์น่ะครับ ฉากที่ว่านี่เขาสามารถบรรยายจนกำแพงลิฟต์ธรรมดาๆ กลายเป็นประหนึ่งภาพล้ำค่าไปเลย)

ฉากตอนทุกคนออกมาจากลิฟต์ (ลิฟต์ที่มีเกลนอยู่) แล้ว กลายเป็นว่าสาวๆ ที่อยู่ในลิฟต์เดียวกับเกลนดันไปรุมสนใจคนหล่อกล้ามโตมากกว่า มันก็สะท้อนความจริงได้ดีครับ ว่ายังไงคนหล่อๆ ล่ำๆ ก็ได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนคนเนิร์ดๆ เหนียมๆ แม้จะมีความรู้แค่ไหน มีท่าทีเป็นสุภาพบุรุษแค่ไหนก็อาจจะไม่ได้รับการเหลียวมองในทันที

พูดๆ ตรงผมว่าหนังไม่ได้แย่ครับ เพียงแต่ยังดีได้อีกเยอะ จริงๆ ถ้าหนังจะเล่าเรื่องในลิฟต์หลายตัวก็ยังโอเคน่ะครับ ถ้าสัก 3 – 4 ตัวก็น่าจะพอไหว แต่นี่น่าจะประมาณ 6 เหตุการณ์น่ะครับ และตัวละครในแต่ละเหตุการณ์ก็ไม่น้อยด้วย มันเลยเป็นของยากหากจะทำให้ออกมากลมกล่อมลงตัวมากๆ ได้

นึกถึงหนังอย่าง Love Actually ขึ้นมาเลยครับ ผมว่าหนังเรื่องนี้ก็แนวนั้นแหละ เพียงแต่คนเขียนบทต้องเข้าใจบทอย่างดี ต้องรู้ว่าเล่าประมาณไหนถึงจะเหมาะ เล่าประเด็นไหนถึงจะโดน ไม่งั้นหนังก็จะอยู่เพียงในระดับโอเค ทั้งที่หากทำดีๆ ก็จะสามารถไปได้ไกลกว่านั้น

อย่างเรื่องของหนุ่มสาวที่ติดอยู่ในลิฟต์ (James Roday กับ Julianna Guill) ที่ถ้าทำดีๆ นี่ก็จะได้อารมณ์ประมาณหนังตระกูล Before Sunrise หรือ Before We Go เลยล่ะครับ พวกเขาคือคนที่อยู่ในตึกเดียวกัน แต่ไม่เคยรู้จักกัน แล้วได้มาแบ่งปันความรู้สึกกัน ได้มารู้จักกัน ผลัดกันบอกเล่าเรื่องราว

โมเมนต์แบบนี้มันสวยงามนะครับ การได้คุยกับใครสักคนที่สุดท้ายอาจจะไม่ได้เจอกันอีก เจอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วจากกัน แบบนั้นเราอาจจะเผยตัวตนหรือระบายความรู้สึกในใจได้แบบเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีผลอะไร บางทีเราก็อาจจะระบายได้มากกว่าตอนระบายกับคนรู้จักเสียอีก

หรือเรื่องของแฮร์ริส (Stewart) ที่หงุดหงิดคนไปทั่ว โทษทั้งจักรวาลแต่ไม่ยอมหันมาคิดบ้างว่าบางปัญหาที่เขาต้องเผชิญนั้นก็เป็นผลมาจากการกระทำที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของเขานี่แหละ – เมื่อเราไม่เคารพหรือไม่ทำดีกับใครๆ แล้วใครเล่าจะอยากมาเคารพหรือทำดีกับเรา

มันทำให้ผมย้อนมามองสังคมทุกวันนี้น่ะครับ พูดตรงๆ คือคนส่วนใหญ่เห็นแก่ตน-คิดถึงแต่ตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ผิดครับ เพราะเราก็เป็นสิ่งมีชีวิต เราก็ต้องพยายามทำเพื่อให้มีชีวิตรอดให้ได้นานที่สุด มันเลยเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ ที่เราจะต้องนึกถึงตัวเองก่อนคนอื่น

แต่ประเด็นคือสำหรับบางคนแล้ว เราไม่ได้นึกถึงตัวเองในระดับที่พอเหมาะพอสม กลายเป็นว่าเราพร้อมจะเอาเปรียบเบียดเบียนคนอื่น บางทีก็หลงไปกับคำอ้างอย่างเช่น “ฉันมีสิทธิ์ สิทธิ์ของฉัน เรื่องของฉัน” ฯลฯ ตามด้วยการที่เราเสกสรรปั้นแต่ง “เหตุผลที่ฟังดูเข้าท่า” มารองรับ “สิทธิ์” ของเรากันเต็มไปหมด

บอกตรงๆ ว่าบางเหตุผลจริงๆ มันเข้าข้างตัวเองสุดๆ เป็นเหตุผลแบบ “ก็ฉันจะเอา ฉันว่าแบบนั้น ใครจะทำไม” มันเหมือนมาตรฐานของเหตุผลถูกบิดเบือนบิดเบ้ไปตามความเห็นชอบของตัวเราเอง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและจะส่งผลต่อเนื่องให้สังคมบิดเบี้ยวยิ่งๆ ขึ้นไป

บางทีคนเราก็เอาคำคม-ปรัชญามาเอ่ยอ้าง ที่ได้ยินบ่อยมากคือ คำว่า “ดี-ชั่ว มันไม่มีนิยามจริงๆ หรอก มันก็แค่สิ่งสมมติเท่านั้น” ซึ่งถ้ามองในเชิงปรัชญามันก็อย่างหนึ่งครับ แต่บางทีวลีนี้กลับถูกนำมารองรับการกระทำของคนที่เราดูก็รู้ว่ามันไม่ดีน่ะ แต่กลายเป็นว่าเอาวลีในบริบทหนึ่ง มาเอื้อในบริบทที่ทำให้เราสามารถทำไม่ดีได้อย่างถูกต้อง – เอามาอุดปากหากใครจะว่าเรา มันกลายเป็นแบบนั้นไป

ผมว่าจริงๆ เรารู้นะว่าการทำอะไร/แบบไหนที่มันเหมาะสม เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ น่ะ เรามีมาตรฐานทางสังคมเป็นแนวทางอยู่แล้ว การที่เราเดินตามทางนั้น ทำตามแนวนั้นมันก็ทำให้สังคมส่วนใหญ่เป็นไปได้ด้วยดี เรารู้ว่าเราไม่ควรด่าทอใคร รู้ว่าควรพูดกันดีๆ รู้ว่าควรสวมหมวกกันน็อกเวลานั่งมอเตอร์ไซค์ รู้ว่าเมาแล้วไม่ควรขับ รู้ว่าไม่ควรเอาเปรียบใคร รู้ว่า รู้ว่า รู้ว่า รู้ว่า รู้ว่า….

แต่ทุกวันนี้ “รู้ว่า” หลายๆ อันมันโดน “แซะ” ด้วยเหตุผลที่ถูกเสกสรรมาเพื่อทำให้การกระทำที่เคยดูไม่เหมาะกลายเป็นเหมาะ ถ้ามองในแง่วิวัฒนาการแล้ว ก็พูดได้นะครับว่าหลายๆ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตัวมนุษย์มันกำลังหาทาง “อยู่รอด” เมื่อโลกนี้มีสนับสนุน “เหตุผล” กันนัก ก็แค่หาเหตุหาผลมา Support สิ่งที่เราอยากทำ แล้วหักล้างเหตุผลเดิมๆ ซะ แค่นี้พฤติกรรมเหล่านั้น (ที่ส่วนมา่กจะเป็นพฤติกรรม “ตามใจฉัน ฉันจะเอา มันเรื่องของฉัน”) ก็อยู่รอดได้แล้ว… ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคือวิวัฒน์ หรือวิบัติกันแน่

กลับมาเรื่องหนังอีกครั้งครับ จริงๆ ผมว่าหนังมีเมล็ดพันธุ์สาระหลายอย่างนะ แต่ก็เล่าได้ไม่ถึงระดับ เช่นเดียวกับเรื่องราวที่จริงๆ ผมว่าดี แต่ก็ไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ถามว่าดูเอาเพลินได้ไหม ผมก็ว่าได้ครับ เพียงแต่มันอาจจะมีช่วงอืดหรือช่วงที่ควรเน้นให้ได้ Feel กว่านี้แทรกอยู่เป็นระยะๆ

แม้จะไม่ได้ชอบอะไรมากมาย แต่ก็ถือว่าไม่เลวครับ และมันทำให้ผมอยากย้อนไปเอา Love Actually กับ Before We Go มาดูอีกสักรอบ คงเพราะดูแล้วมันยังไม่อิ่ม เลยอยากไปเอาหนังที่เคยดูแล้วอิ่มมาเสพ มาเติมเต็มอีกสักรอบน่ะครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements