รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Ocean’s Thirteen (2007) โอเชียน 13 เซียนปล้นเหนือเมฆ

1365076814

ผมชอบโอเชี่ยนภาคนี้นะครับ ดีกรีความสนุกถือว่ามากกว่าภาค Ocean’s Twelve และเป็นรองจากภาค Ocean’s Eleven อยู่หน่อยหนึ่ง ว่าง่ายๆ ก็คือสนุกนั่นล่ะครับ

การรวมทีมกันปล้นรอบนี้ก็มีเหตุจูงใจที่สมเหตุสมผลไม่น้อยครับ เมื่อรูเบน (Elliott Gould) นักธุรกิจแห่งลาสเวกัสที่คอยสนับสนุนพวกโอเชี่ยนถูกโกงแบบหน้าด้านๆ โดย วิลลี่ แบงค์ (Al Pacino) ทำให้แดนนี่ (George Clooney) กับ รัสตี้ (Brad Pitt) ตัดสินใจเรียกทุกคนกลับมาเพื่อวางแผนถล่มคาสิโนของแบงค์ในคืนเปืดตัว แต่ลองว่ากลุ่มโอเชียนลงมือแล้ว คงไม่ใช่แค่เดินไปรวบเงินมาแค่ไม่กี่ล้านหรอกครับ แต่มันต้องเป็นการปล้นชนิดที่ทำให้แบงค์ล้มดังสั่นเมืองกันไปเลย

หลังจากภาคก่อน Steven Soderbergh ลองทำหนังออกมาแบบแนวๆ เน้นมุขตลกวงในและการขโมยแบบไม่ต้องอลังการซึ่งก็ทำให้ดีกรีความสนุกน้อยลงไปพอตัว คราวนี้เขาเลยกำกับแบบสายกลางครับ นั่นคือผสมลีลาจากภาคแรกและภาคสองลงไปในปริมาณพอดีๆ นั่นคือมีทั้งฉากการวางแผนและการปล้นที่อลังการ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมอารมณ์ขันทั้งมุขคำพูดและมุขวงใน ซึ่งก็เป็นการผสมกันที่ลงตัวไม่เลวครับ

ดาราในเรื่องคงไม่ต้องชมกันแลัวล่ะนะครับ เล่นกันดีฝีมือเก๋าเกมกันทุกคน และหนังก็พยายามเกลี่ยบทกระจายความเด่นได้ดีครับ ทุกคนมีวาระขโมยซีนของตัวเอง ส่วนผู้ที่มาใหม่อย่าง Pacino ในบทแบงค์ก็เล่นได้ลื่นมากครับ ดูเห็นแก่ตัว ชั่วนิ่มๆ เหลี่ยมจัดครบเครื่อง ซึ่ง Soderbergh หมายมั่นตั้งแต่แรกครับว่าบทนี้ต้องให้ Pacino แสดงเท่านั้น ซึ่ง Jerry Weintraub ผู้อำนวยการสร้างหนังชุดนี้เป็นเพื่อนกับ Pacino พอดี เลยชักชวนเขามาแสดงครับ ซึ่งทางนั้นก็ตอบรับด้วยความยินดี

และ Ellen Barkin ในบทอบิเกล สปอนเดอร์ ขานี้ก็ดูเป็นเลขาวัยกลางคนที่ร้ายแบบขำๆ ครับ แล้วก็ยังมีดาราจากภาคก่อนๆ กลับมาเล่นกันประปราย เรียกว่าเห็นหน้าก็พอจำได้ล่ะครับว่ามาจากภาคไหน ตอนไหน และฝ่ายไหนกันบ้าง อะไรพวกนี้ก็ทำให้เราสนุกไปกับการสังเกตได้ดีเหมือนกันครับ

นี่แหละครับ เคล็ดลับการดูหนังชุดนี้ให้สนุก ต้องตาไวแล้วเราจะฮากับรายละเอียดได้เรื่อยๆ

พูดถึงมุขวงในก็มีหลายอันเลยล่ะครับ โดยเฉพาะอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับบท ไลนัส ของ Matt Damon อย่างจมูกปลอมขนาดใหญ่ที่ไลนัสใช้ตอนปลอมตัวนั้นก็มีที่มาจากสมัยที่เขาร่วมแสดงใน The Brothers Grimm (ร่วมกับ Heath Ledger ผู้ล่วงลับ) ทีนี้ผู้กำกับ Terry Gilliam ต้องการให้ตัวเอกใส่จมูกปลอมเสริมดั้งขึ้นอีกนิด เพื่อให้คาแรคเตอร์ของพี่น้องกริมม์เด่นชัด ใบหน้าเป็นที่จดจำได้มากขึ้น แต่ทางสตูดิโอค้านหัวชนฝาเลยไม่ได้ใช้จมูกปลอมแต่อย่างใด พอมาเรื่องนี้ Damon ก็แอบแซวคำค้านของสตูดิโอด้วยประโยคว่า “บอกแล้วว่าจมูกปลอมนี่มัน Work”

หรือกลิ่นฟีโรโมนที่ไลนัสใช้นั้นก็มีชื่อว่า “เดอะ กิลรอย” นี่ก็สื่อถึง Tony Gilroy คนที่เขียนบทหนังชุด Jason Bourne 3 ภาคที่ Damon แสดง และยังเขียนบทพร้อมกำกับเรื่อง Michael Clayton ที่ George Clooney แสดง (โดยมี Soderbergh อำนวยการสร้าง) เรียกว่าแซวคนใกล้ตัวกันอุตลุดเลยครับ

ยิ่งตอนท้ายที่แดนนี่กับรัสตี้บอกลากันนี่ก็แอบแซวกันสนุกครับ อย่างรัสตี้บอกให้แดนนี่ลดน้ำหนักรักษาหุ่นอย่าให้หนักมากเกินในงานต่อไป ก็แซวตอนที่ Clooney ต้องเพิ่มน้ำหนักเพื่อรับบทนำใน Syriana แล้วด้วยความที่น้ำหนักเขามากขึ้นทำให้การขยับเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว จนทำให้พี่แกบาดเจ็บที่หลังตอนเล่นฉากแอ็กชันเองโดยไม่ใช่สตันท์ ส่วนแดนนี่ก็แซวกลับว่า “นายควรมีครอบครัวแล้วก็มีลูกซะ” นี่ก็แซว Pitt กับ Angelina Jolie แบบเต็มๆ

บทสนทนาในเรื่องก็ยังแฝงอารมณ์ขันไว้เรื่อยๆ น่ะครับ ถือว่าส่วนประกอบดีๆ ของหนังชุด Ocean นี้ก็ยังมีครบ อีกส่วนหนึ่งที่ดีมาตลอดและยังคงดีเยี่ยมในภาคนี้คือดนตรีประกอบโดย David Holmes ที่ทำได้อร่อยเหาะตั้งแต่ฉากแรกของภาคแรก ยันนาทีสุดท้ายของภาคนี้ ยิ่งฉาก “3 นาทีแห่งการปล้น” นั้นดนตรีได้ใจมากครับ เร้าอารมณ์ ผสมความสะใจ และกลิ่นอายแห่งชัยชนะของกลุ่มโอเชียน ชอบจริงๆ (ดนตรีในช่วงที่ว่านี่ มีชื่อเพลงว่า Snake Eyes ครับ)

และที่ผมรู้สึกชอบภาคนี้มากเป็นพิเศษคือ หนังสอดแทรกธีม “การเคารพและคารวะสิ่งเก่าๆ” ซึ่งเราจะสัมผัสได้ตลอดเรื่องครับ อย่างตอนแดนนี่กับรัสตี้ยืนคุยกันว่าเจอรูเบนอย่างไร และรูเบนเคยสอนอะไรพวกเขาบ้าง นั่นถือเป็นการอธิบายได้อย่างดีครับว่าทำไมพวกแดนนี่ถึงต้องเอาคืนแบงค์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นคุณสมบัติที่ดีของตอนสุดท้ายในหนังไตรภาคครับ ที่เราจะได้รู้อะไรที่ยังไม่รู้ในภาคก่อนๆ แต่มีผลเชื่อมโยงสนับสนุนกับบางประเด็นในภาคแรก

fbpwbjsh8wm7m9f22h69

การคารวะสิ่งเก่าๆ อย่างต่อมาคือเรื่องความซื่อสัตย์ โดยเฉพาะประโยคที่ชอบย้ำว่า “นายเคยจับมือกับซิเนตร้านะ” ซึ่งก็หมายถึง Frank Sinatra ที่เคยรับบทเป็นแดนนี่ โอเชียน ใน Ocean’s Eleven ภาคต้นฉบับ และในความหมายที่ลึกไปกว่านั้นคือการสื่อเพื่อเตือนสติครับ เพราะคนที่จะมีโอกาสได้เช็คแฮนด์กับ Sinatra นั้นมีน้อยนะครับ ต้องมีระดับและที่สำคัญคือต้องรุ่นเก๋าเก่าจริง เพราะ Sinatra นั้นก็ไม่ได้ให้เวลาส่วนตัวกับใครสุ่มสี่สุ่มห้า ใช่ว่าดังหรือมีเงินจ้างเขาแล้วเขาจะมาสุงสิงซะเมื่อไร แต่เขาจะให้เกียรติเฉพาะกับคนที่ให้เกียรติเขา ในขณะที่เงินเป็นเรื่องรอง แต่ความจริงใจนั้นมาเป็นที่หนึ่ง เหมือนที่เขายินดีคบสหายอย่าง Sammy Davis, Jr. ที่เป็นคนผิวดำ ทั้งที่ยุคนั้นเรื่องการเหยียดผิวก็ยังกรุ่นๆ อยู่ แต่เขาก็ไม่แคร์ครับ ยังคงมีไมตรีมิตรภาพต่อกันเสมอ

ดังนั้นที่ใครต่อใครย้ำกับแบงค์เรื่องนี้ก็ด้วยสาเหตุนี้ล่ะครับ ในมุมหนึ่งก็เหมือนสอนเตือนใจว่า “คุณเป็นคนเก่าแก่ เป็นรุ่นเสาหลักของลาสเวกัสนะ หากทำตัวเยี่ยงนี้มันเท่ากับทำลายเกียรติตัวเอง และยังมองหน้าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ด้วย”

อีกฉากที่ผมชอบคือตอนแดนนี่กับรัสตี้ไปยืนคุยเรื่องเก่าๆ นอกจากเรื่องรูเบนแล้วก็ยังพูดเกี่ยวกับตึกรามบ้านช่องในเวกัส

รัสตี้เอ่ยว่า “เดอะแซนด์อยู่ตรงนั้น… เดอะ เดสเสิร์ท อินน์…”

แดนนี่กล่าวตอบ “สมัยนั้นเขาสร้างโรงแรมเล็กกว่านี้เยอะ”

รัสตี้พูดขึ้นว่า “แต่มันดูยิ่งใหญ่”

แดนนี่เผยรอยยิ้มที่เปื้อนบางสิ่งจากอดีต “… เมืองเปลี่ยนไป…”

ยอมรับว่าตอนดูฉากนี้ผมทำหน้าไม่ต่างจาก 2 หน่อในเรื่องเลยครับ ฟังแล้วมันเห็นภาพจริงๆ…

คืออย่างนี้ครับ เดอะ เดสเสิร์ท อินน์ กับ เดอะ แซนด์ เป็นโรงแรมคาสิโนที่เปิดเป็นแห่งแรกๆ ในเขต Las Vegas Strip หรือโซนเริงรมย์ของเมือง ซึ่ง เดสเสิร์ท อินน์เปิดเป็นแห่งที่ 5 ส่วนเดอะ แซนด์ เปิดเป็นแห่งที่ 7 ซึ่งทั้ง 2 ที่นี่ล้วนเป็นสถานที่ถ่ายทำ Ocean’s Eleven ภาคต้นฉบับปี 1960 กันมาแล้วทั้งสิ้น

แต่ถึงตอนนี้ทั้ง 2 แห่งได้ปิดตัวลงไป พร้อมด้วยการแทนที่ของตึกใหม่ที่ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า โกยเงินได้มากกว่า (คนโกยคือเจ้าของบ่อนนะครับ) เล่นชนะได้ยากกว่า (ก็เทคนิคของเจ้ามือมันล้ำขึ้นนี่ครับ) ในขณะที่สมัยก่อนนั้นคาสิโนจะไม่ทำใหญ่มากมาย และไม่ได้เอาชนะยากเย็นเท่ากับสมัยนี้… เมืองเปลี่ยนไป… เป็นอย่างที่แดนนี่บอกจริงๆ

ในมุมหนึ่งหากมองให้ลึกลงไป เหตุการณ์ต่างๆ ในหนังก็เหมือนเป็นตัวแทนสถานการณ์ที่เกิดจริงในลาสเวกัสน่ะครับ ตอนนี้เวกัสกลายเป็นเมืองที่คนเหลี่ยมเยอะเท่านั้นถึงจะอยู่รอด ต้องเป็นคนอย่างแบงค์ที่ไหลลื่น พร้อมทำเรื่องสกปรกแต่ไม่ยอมแบ่งผลประโยชน์ให้ใคร หรือแม้แต่เทอร์รี่ เบเนดิก (Andy Garcia) คู่อริตลอดกาลกับพวกโอเชี่ยน ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกับแบงค์เหมือนกัน

ส่วนคนตรงๆ ยึดมั่นในสัญญาอย่างรูเบนก็ไม่ต่างจากตึกเก่าที่มีแต่โดนคนอื่นโกง และต้องโดนถล่มทิ้งเข้าสักวัน

ด้วยเหตุนี้หากพิจารณาแบบหนังจีนแล้ว จะได้เป็นว่า
เพราะแบงค์ไม่ซื่อและคิดคด ย่อมมิอาจไม่สั่งสอน
เพราะแบงค์ทำตัวไม่เหมาะแก่การเป็นคนรุ่นบุกเบิก นี่ยิ่งมิอาจไม่สั่งสอน
เพราะแบงค์ผิดแล้วผิดเล่าไม่คิดกลับใจ ยิ่งมิอาจละเว้นได้

และถ้าดูจนจบจะพบว่าขบวนการโอเชี่ยนไม่ได้เล่นแค่แบงค์ครับ แต่ใครที่ไม่ซื่อก็โดนจัดการทั้งหมด

ไม่ได้สรุปหรือเชียร์ว่าพวกเขาคือฮีโร่… แต่พวกเขาเจ๋งจริงๆ

ครับ ความสนุกของภาคนี้ถือว่าอยู่ตรงกลางระหว่างภาค 11 และ 12 แต่ดาราเล่นดี ดนตรีสุดยอด การเดินเรื่องอาจเชื่องช้าเล็กๆ ในบางช่วง แต่ก็ถือว่าน้อยครับ เพราะหนังค่อนข้างลื่น มีอารมณ์ขันทำหน้าที่เป็นจาระบีเพิ่มความลื่นให้กับหนังได้เรื่อยๆ อีกทั้งมุมคิดมุมสะท้อนที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว

สนุกไม่ผิดหวังกับบทสรุปปิดไตรภาค

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements