Action

The Lone Ranger (2013) หน้ากากพิฆาตอธรรม

1376470366

ตอนแรกนั้นผมกะจะขึ้นประโยคแรกของรีวิวว่า “การทำหนังแอ็กชันแนวคาวบอยตะวันตกเป็นเรื่องยาก” แต่พอนึกถึงความอร่อยสาแก่ใจใน Django Unchained เลยขอถอดประโยคที่ว่าออกจากสารบบในทันที

ผมเคยคิดว่าการทำหนังแนวคาวบอยแอ็กชันให้สนุกนั้นน่าจะยาก แต่จริงๆ แล้วถ้าคนทำผสมผสานใส่ลูกเล่นเจ๋งๆ (แบบ Django) เขย่าพล็อตเดิมๆ ให้มีความสนุกน่าสนใจมากขึ้น บวกกับพลังดาราอีกหน่อย (แบบ Silverado) หรือเอาขนบเดิมๆ มาเติมไฟลงไปใหม่ (แบบ Unforgiven และ Open Range) หนังแนวนี้ที่รสชาติดีก็สามารถถือกำเนิดขึ้นได้

The Lone Ranger นั้นคือเรื่องแนวฮีโร่คาวบอยที่ได้รับความนิยมเสมอมา ไม่ว่าจะตอนยุค 30 และ ยุค 50 ที่ดังจัดจนมีทั้งฉบับซีรี่ส์และหนังใหญ่ วันดีคืนดีพี่โลนเรนเจอร์ของเราก็ไปเป็นดารารับเชิญในซีรี่ส์อย่าง Lassie เป็นต้น

เสน่ห์สำคัญของ The Lone Ranger ต้องยกให้ 2 ตัวละครหลักที่ดูพอเหมาะเข้ากัน คนหนึ่งก็คือโลนเรนเจอร์ คาวบอยพิทักษ์ธรรมที่สวมหน้ากากขี่ม้าอย่างองอาจไล่ปราบผู้ร้าย และทอนโต้ อินเดียนแดงคู่ใจที่เป็นผู้ช่วยแสนซื่อสัตย์ เรียกว่า 2 คนนี้ทำงานเข้าขากันอย่างดีครับ โดยโลนเรนเจอร์จะเป็นผู้นำ คอยประเมินสถานการณ์ วางแผน และพอถึงคราวลงมือก็จะมอบหมายหน้าที่ให้กับทอนโต้ แล้วจากนั้นทั้งสองก็จะประสานงานกัน พิชิตเหล่าอธรรมจนลุล่วงไป ซึ่งถ้าใครสนใจอยากสัมผัสเสน่ห์ที่ผมบอกนี้ แนะนำให้ลองไป Youtube แล้วค้นคำว่า “The Lone Ranger 1956” อาจจะยังพอหาดูบรรยากาศของหนังต้นฉบับเรื่องนี้ได้ครับ

สำหรับฉบับใหม่นี้ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าทำเงินติดตัวแดง จากทุน $215 ล้านตอนนี้ทำไปประมาณ $200 ล้านจากทั่วโลกซึ่งก็ต้องไปคืนทุนตอนออกแผ่นและขายลิขสิทธิ์ทางทีวี แต่ที่แน่ๆ คือตัว Jerry Bruckheimer ผู้สร้างหนังก็โดนหางเลข โดยทางบริษัท Walt Disney ปรับสัญญาใหม่ว่านับแต่นี้ไป เขาจะไม่ได้รับสิทธิ์ในการ Final Cut หนังอีกต่อไป เพราะตามปกตินั้นหนังภายใต้การสร้างของ Bruckheimer นั้นเขาจะได้รับสิทธิ์ตัดต่อตามความเห็นชอบของเขาก่อนออกฉายจริง แต่ตอนนี้เขาไม่ได้รับสิทธิ์นั้นจนกว่า Disney จะอนุมัติเป็นกรณีๆ ไป ก็เรียกได้ว่า Disney เองก็ชักไม่มั่นใจในวิสัยทัศน์ของผู้สร้างคนเก่งคนนี้แล้ว

แล้วหนังเป็นยังไง… ถ้าให้ว่าตามจริงก็คือดูได้ครับ แต่ก็ไม่ได้เด่นเป็นพิเศษอะไร หนังก็ว่าด้วยเรื่องของจอห์น รี๊ด (Armie Hammer) หนุ่มนักกฎหมายผู้รักคุณธรรมที่โดนเหล่าร้ายเล่นงานปางตาย แต่แล้วเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากทอนโต้ (Johnny Depp) อินเดียนแดงสุดแนว แล้วจากนั้นพวกเขาก็มาช่วยกันล้างแค้นปราบผู้ร้ายตามสูตร

จริงๆ หนังก็ไม่ได้เลวร้ายน่ะครับ เพียงแต่รสชาติออกมาธรรมดา ไม่ค่อยมีความลุ้นหรือความเร้าใจ มีเพียงพระเอกไล่ซัดผู้ร้ายไปเรื่อยๆ มีฉากเสี่ยงตายบ้าง (แต่เสี่ยงตายอย่างมากก็คือวิ่งบนรถไฟและไล่ล่ากันแบบโดดข้ามโบกี้) ส่วนผู้ร้ายก็ต้องพิมพ์นิยม นั่นคือถ้าไม่ใช่พวกนอกกฎหมายที่ร้ายเหี่ยมแบบ ม. ม้าวิ่งหนี ก็จะเป็นข้าราชการหรือเศรษฐีที่มีเงินแต่ไม่มีคุณธรรม คอยโกงกินหรือทำธุรกิจมืด ซึ่งในเรื่องก็มีครบทั้งสองแบบครับ และอันที่จริงดาราฝ่ายผู้ร้ายก็มืออาชีพทั้งนั้น ไม่ว่าจะ William Fichtner ในบท บุช คาเวนดิช หมอนี่เป็นคู่อาฆาตของโลนเรนเจอร์มาตั้งแต่สมัยซีรี่ส์ยุค 50 แล้วน่ะครับ แล้วก็ได้ Tom Wilkinson มาแสดงเป็น โคล คนโลภจอมวายร้ายที่รวยแบบเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์

Hammer กับ Depp จริงๆ ก็แสดงกันได้ไม่เลวครับ เพียงแต่คาแรคเตอร์ของพวกเขายังไม่จับใจพอ ไปๆ มาๆ ในฐานะที่เคยดูฉบับเก่ามาก่อนก็ออกจะเสียดาย เพราะจริงๆ โลนเรนเจอร์แบบดั้งเดิมก็ดีอยู่แล้วน่ะครับ องอาจ มาดผู้นำ มีอารมณ์ขันมากพอๆ กับสติปัญญา และที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างโลนเรนเจอร์กับทอนโต้นั้นก็ถือเป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งในเรื่องราวชุดต้นฉบับ เพราะจริงๆ ทั้งสองมาจากคนละเผ่า คนหนึ่งก็เป็นคนขาว อีกคนก็เป็นอินเดียนแดง แต่ทั้งสองก็ปรับความคิดเข้าหากันเสมอ บางครั้งโลนเรนเจอร์ก็เป็นคนสอนแนวคิดและยุทธวิธีให้ทอนโต้ ส่วนทอนโต้เองก็เป็นคนสอนวิถีแห่งธรรมชาติ ตามแบบฉบับของอินเดียนแดงให้กับโลนเรนเจอร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนคู่นี้จะเป็นที่ถูกใจของผู้ชม

แต่โลนเรนเจอร์ พ.ศ. นี้ถูกลดดีกรีความองอาจและความเป็นผู้นำลง ส่วนหนึ่งก็คงเพื่อดันให้บททอนโต้เด่นขึ้นมาทัดเทียม ซึ่งเป็นอะไรที่คิดอยู่แล้วล่ะครับ ลองว่า Depp มาเล่นจะให้บทน้อยกว่าหรือเป็นลูกคู่ก็คงกระไรอยู่ แต่จริงๆ ผมว่าถ้าหนังกล้าทำแบบนั้น กล้าให้โลนเรนเจอร์เป็นพระเอกนำมากกว่านี้ แล้วลดระดับทอนโต้ให้เด่นแบบบทเสริม ความลงตัวแบบที่ The Lone Ranger เคยมีสมัยก่อน อาจกลับมาก็ได้ หรือไม่ก็เปลี่ยนเลยครับ ไหนๆ จะดันบททอนโต้ก็เอาให้ทอนโต้ขึ้นนำไปเลย เด่นแบบไม่ต้องกั๊กใส่แบบไม่ต้องยั้ง เพราะจริงๆ ฮีโร่พันธุ์อินเดียนแดงก็ยังไม่มีมาก่อน อย่าง Depp นี่การจะดันคาแรคเตอร์แปลกๆ ให้เด่นก็ไม่ยากเกินไปอยู่แล้ว ดีไม่ดีผลลัพธ์ของหนังอาจเป็นอะไรที่สดใหม่และน่าสนใจกว่านี้ก็ได้ แบบนั้นถ้าต้องเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ก็ยังคุ้มครับ

สารภาพว่าระหว่างดู รู้สึกว่าสองคาแรคเตอร์นี้มาแนวเดียวกับ The Green Hornet ฉบับใหม่ ที่ให้พระเอกต๊องขึ้น เป็นผู้นำน้อยลง แล้วก็ดันบทผู้ช่วยให้ขึ้นมาตีคู่ ซึ่งผลที่ได้ก็คล้ายกันครับ นั่นคือยังไม่ลงล็อคเท่าไร (จริงๆ หนังเรื่องนั้นน่าจะเป็นบทเรียนให้หนังเรื่องนี้ได้นะครับ)

แม้ดาราจะแสดงดีทั้งคนดีและคนร้าย หรือแม้แต่บทสมทบอย่าง Helena Bonham Carter ก็ยังถือว่าน่าพอใจ แต่เพราะบทไม่มีอะไรดึงดูด การเดินเรื่องก็ไม่มีอะไรพลิกแพลง ความมันส์ก็ไม่มาก หนังจะมามันส์เอาจริงๆ ก็ตอนท้ายน่ะครับ ฉากไล่ล่ากันคลอด้วยเพลงธีมสุดอมตะของ The Lone Ranger (เชื่อว่าหลายคนจะได้รู้ซะทีว่าทำนองสุดเร้าใจ “ทะละแหล่น ทะละแหล่น ทะละแลนแทนแท๊น” เนี่ย มาจากซีรี่ส์เรื่องนี้เองครับ) ช่วงท้ายนี่แหละครับที่ถือว่าดูมันส์ ดูตื่นเต้น แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าหนังคาวบอยอาจจะจำกัดในเรื่องสถานที่บู๊ เพราะมันบู๊ได้อย่างมากก็แค่โรงงานกลางหุบเขา, รถไฟ หรือในถ้ำ และการจะออกแบบฉากบู๊ในสถานที่เหล่านี้ให้สดใหม่ก็คงต้องพลิกสมองคิดกันพอดู

ทีมงานส่วนใหญ่ก็มาจาก Pirates of the Caribbean ไม่ว่าจะดารา ผู้สร้าง หรือผู้กำกับอย่าง Gore Verbinski แต่ท้ายที่สุดแล้วผลที่ได้ก็อยู่ในระดับธรรมดา ดูได้แต่ไม่ถึงกับชวนให้ดูซ้ำ และอีกจุดอ่อนหนึ่งของหนังคือความยาวครับ ตั้งเกือบสองชั่วโมงครึ่ง ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้หนังยืดอืดเกินไป

แต่ถ้าถามว่าผิดหวังไหมก็ตอบได้เลยครับว่า “ไม่” เพราะแต่แรกเริ่มผมก็คิดอยู่แล้วว่าหนังคงออกมาประมาณนี้นั่นแหละ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements