รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Frequency (2000) เจาะเวลาผ่าความถี่ฆ่า

1362332613

ในบรรดาหนังที่มีเนื้อหาว่าด้วย “การทะลุเวลา – แก้อดีต – เปลี่ยนอนาคต” ที่ผมโปรดสุดๆ เป็นเรื่องแรกในชีวิต ก็หนีไม่พ้นไตรภาค Back to the Future ส่วนเรื่องต่อมาก็อยากขอยกตำแหน่งให้กับหนังเรื่อง Frequency นี้ครับ

ตอนดูรอบแรกชอบมาก ดูซ้ำก็ชอบอยู่ จนตอนนี้ดูอีกก็ยังชอบอีก แสดงว่าหนังเรื่องนี้มีดีแบบไม่จำกัดช่วงเวลา

เนื้อหาเล่าง่ายๆ ก็คือ จอห์น ซัลลิแวน (Jim Caviezel) ตำรวจหนุ่มผู้สูญเสียพ่อ (Dennis Quaid) ซึ่งเป็นนักดับเพลิงไปตั้งแต่เขายังเล็กๆ แต่แล้วจู่ๆ วิทยุเครื่องโปรดของพ่อที่เขาเก็บไว้ เกิดสามารถส่งสัญญาณข้ามเวลาไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทำให้จอห์น สามารถคุยกับพ่อได้

ในตอนแรกทั้งคู่ก็ไม่เชื่อหรอกครับว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่หลังจากการพิสูจน์ทำให้พ่อลูกคู่นี้แน่ใจได้ว่าพวกเขาไม่ได้ฝันไป เขากำลังส่งเสียงข้ามเวลาสนทนากันอยู่จริงๆ

และสิ่งที่จอห์นอยากทำที่สุดก็คือการเปลี่ยนอดีตครับ ให้พ่อของเขารอดจากอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงานดับเพลิงเมื่อ 30 ปีก่อน…

ใช่ครับ จอห์นทำได้ พ่อของเขารอด แต่นั่นกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความตื่นเต้นและน่าติดตาม เพราะแม้พ่อของเขาจะรอดจากเหตุร้ายนั้นมาได้ เขากลับพบว่าพ่อยังคงต้องตายตั้งแต่ในอดีตอยู่ดี… แล้วเหตุการณ์ครั้งใหม่นี้มันคืออะไร จอห์นจะสืบหาสาเหตุเพื่อยับยั้งมันได้หรือไม่ แล้วสุดท้ายจอห์นกับพ่อจะได้พบกันจริงๆ สักครั้งหรือไม่… ขอให้ตามไปดูในหนังเรื่องนี้ได้เลยครับ

สนุกมว๊ากกกก ไม่รู้อาการชอบจะออกนอกหน้าไปหรือเปล่านะครับ แต่ผมชอบจริงๆ หนังทำได้สนุก น่าติดตาม และมีหลายแนวผสมรวมกันอยู่ในหนังเรื่องเดียว ไม่ว่าจะความสัมพันธ์พ่อลูก (แนวชีวิต) การสืบสวนตามปม (สืบสวนสอบสวน) ความตื่นเต้นลุ้นตัวเกร็ง (ระทึกขวัญ) และการเปลี่ยนไปมาของอดีตที่ส่งผลถึงอนาคต (ไซไฟ) ซึ่งแนวต่างๆ ในหนังถูกผสมกันอย่างดีครับ หนังค่อนข้างลงตัว สนุกครบรสทีเดียว

1362334595

และแต่ละแนวในแต่ละช่วงนั้นหนังก็ทำได้ถึงนะครับ อยากเวลาพ่อลูกซัลลิแวนคุยกัน มันได้อารมณ์ความรัก ความห่วงใยแบบพ่อคุยกับลูกจริงๆ อันนี้ขอยกนิ้วให้ Caviezel กับ Quaid เลยครับ เล่นเข้ากันได้ดีมาก ผมชอบช่วงที่พวกเขาคุยกันไปหัวเราะไป มันได้อารมณ์มากๆ หรือยามซึ้งก็ชวนให้เกิดอารมณ์ซึ้งได้จริงๆ

ยิ่งพวกเขาดูผูกพันกันเท่าไร คนดูอย่างเราๆ นี่แหละที่จะผูกพันตามไปแบบไม่รู้ตัว และถ้าเรารู้สึกผูกพันพวกเขาเมื่อไร ทีนี้ล่ะถ้าเกิดอะไรกับพวกเขาก็เป็นอันใจหายได้เหมือนกัน

ด้านการสืบสวนตามคดีอันนี้ก็มีลุ้นเหมือนกันครับ ดูไปก็ลุ้นไปว่าตกลงมันเกิดเรื่องอะไรกันแน่ และพวกเขาจะสามารถยับยั้งเรื่องร้ายได้ไหม ซึ่งจุดที่ทำให้การสืบสวนตามปมมันออกมาโอเคก็เพราะหนังใส่โจทย์ให้สองพ่อลูกช่วยกันแก้อยู่ตลอด เรียกว่ากว่าจะช่วยกันสำเร็จนี่ทั้งเหนื่อยทั้งเสี่ยงตาย และยิ่งพวกเขาเจอโจทย์ยากเท่าไร คนดูก็จะพลอยตื่นเต้นและพลอยเอาใจช่วยมากขึ้นไปอีก (อันนี้ก็เป็นอีกจุดที่ดึงให้คนดูผูกพัน)

ส่วนช่วงตื่นเต้นก็หายห่วงครับ ไคลแม็กซ์นี่ยิ่งลุ้นเลย ในขณะที่ช่วงไซไฟก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าหลักการเรื่อง “การเปลี่ยนอดีตเปลี่ยนอนาคต” ของหนังอาจมีบางจุดที่อ่อนเหตุผลสำหรับหลายๆ คนที่ดูหนังไซไฟมาเยอะ แต่ถ้าดูแบบไม่คิดมากผมว่า Toby Emmerich คนเขียนบทสามารถจับเอาเงื่อนไขเรื่องเวลาในแบบของหนังไซไฟมาใช้สร้างความสนุกเร้าใจให้กับหนังได้เป็นอย่างดี

แต่เคล็ดลับการดูหนังเรื่องนี้ให้สนุกอย่างหนึ่งก็คือ พยายามคล้อยตามเรื่องราวไปเรื่อยๆ ครับ บางอย่างดูเวอร์ไปบ้างหรือดูเกินจริงไปนิด เราก็หยวนๆ บ้างอะไรบ้าง แล้วรับรองว่าความสนุกที่หนังมีให้จะไหลมาเทมาเอง

หนังกำกับโดย Gregory Hoblit ที่มีหนังเด็ดในทำเนียบอย่าง Primal Fear ส่วนเรื่องนี้ผมก็ยกให้เป็นหนังที่มีความเด็ดไม่แพ้กันครับ ดีคนละแบบ แต่ก็สนุกทั้งคู่ มีอะไรให้ลุ้นให้ตื่นเต้นพอกันทั้งคู่ สามารถดึงอารมณ์คนดูไปขยี้ได้ทั้งคู่ และดูจบแล้วพอดูซ้ำก็ยังมีดีให้ชมทั้งคู่

maxresd244efault

สำหรับขั้นตอนการสร้างหนังเรื่องนี้ก็นับว่าน่าสนใจนะครับ อันว่าบทหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1997 ในตอนนั้นมีข่าวว่าเก้าอี้กำกับจะเป็นของ Renny Harlin (Die Hard 2 และ Cliffhanger) ขณะเดียวกัน Sylvester Stallone ก็สนใจจะแสดงนำด้วย ในบทแฟรงค์ (คนพ่อน่ะครับ) แต่พอพี่สไลแกเอ่ยปากเรื่องค่าตัวเท่านั้นล่ะ ผู้สร้างพากันถอยรูด เพราะสมัยนั้นแกเรียกทีเป็นสิบล้านน่ะครับ หลังจากนั้นทั้ง Stallone และ Harlin ก็ออกจากโปรเจคท์ไป

แล้วระหว่างนั้น Hoblit ก็ลองอ่านบท ซึ่งเขาก็สนใจในทันที เพราะก่อนหน้านั้นประมาณปีครึ่งเขาเพิ่งสูญเสียพ่อไปครับ บทหนังเรื่องนี้จึงโดนใจเขาอย่างที่สุด และพอดูจากผลลัพธ์ ผมก็เลยไมแปลกใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้มันถึงให้อารมณ์ซึ้งได้ขนาดนี้

นอกจากความสนุกตื่นเต้นที่หนังให้แล้ว หนังยังมีสาระดีๆ ชวนคิดอีกด้วยครับ สิ่งสำคัญเลยก็คือ การตระหนักเสมอว่าปัจจุบันมีผลจากอดีต และอนาคตจะเป็นเช่นไร ย่อมมีปัจจุบันนี่แหละเป็นดั่งจุดเริ่มต้น ดังนั้นหากปัจจุบันเป็นเช่นไร อย่าโทษชะตาฟ้าหรือเวรกรรม แต่โปรดพิจารณาที่การกระทำของเราเอง ว่าเหตุเช่นใดที่นำมาสู่ผลเช่นนี้

อีกอย่างที่น่าคิดไม่น้อยก็คือ การกระทำของเรามีผลกระทบสืบเนื่องไปถึงคนอื่นเสมอ ในหลายวาระที่เราเลือกจะกำกับชีวิตตนเอง มันก็อาจจจะมีผลข้างเคียง กลายเป็นกำกับชีวิตของคนอื่นไปพร้อมๆ กันก็ได้

อย่างพอสองพ่อลูกเปลี่ยนบางสิ่ง ก็เกิดบางสิ่งตามมา และสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้จำกัดวงเกิดแต่กับพวกเขาเท่านั้น

เพราะเราอยู่ในโลกครับ เราอยู่ในสังคม ดังนั้นการที่เราทำหรือไม่ทำอะไรมันก็สามารถส่งผลได้เสมอ…

เช่นนั้นแล้วก่อนทำอะไรอย่าลืมไตร่ตรองให้ดี ไตร่ตรองในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่คิดถึงตนเอง แต่ลองคิดถึงคนอื่นรอบตัวอีกสักหน่อยด้วยก็ดี

แม้เราจะไม่ใช่สไปเดอร์แมน แต่เราก็เกิดมาพร้อมความรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่าพี่แมงมุมหรอกครับ

สรุปสำนวนได้ว่า หากใครยังไม่เคยดูขอแนะนำให้ลองชมสักคราครับ หรือถ้าดูแล้วเกิดอยากดูอีกระหว่างอ่านรีวิวอันนี้ ก็อย่ารอช้าครับ หาโอกาสดูเลย อย่างผมเองก็ว่าจะเอามาดูอีกเหมือนกัน

แต่ก็คงต้องขอบอกเพื่อไม่ให้คาดหวังกันเกินไปว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้ และมันด็มีดีสนุกสนาน ทว่ามันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบนะครับ มันจะมีช่วงอืดช้าไปบ้าง หรือบางอย่างก็อาจดูไม่สมเหตุผลบ้าง แต่ด้วยของดีที่หนังมี มันทำให้ผมชอบและพร้อมจะมองข้ามจุดอ่อนบางประการของหนังไปได้

แต่ไม่ต้องห่วงครับ ยามต้องให้ดาวก็ต้องให้แบบหาร ระหว่างความชอบส่วนตัวและคุณภาพที่หนังมี

สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements