รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Blade Runner 2049 (2017) เบลด รันเนอร์ 2049

26220713_1889927814371344_416770633429471379_o

ผมเคยมองว่า Blade Runner เป็นหนังที่มาก่อนกาลเวลา เลยทำให้หนังไม่ทำเงินมากมายเท่าที่ควร แต่มาระยะหลังผมเริ่มมองว่ามันเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม กล่าวคือมีคนดูหนังแบบนี้อยู่ทุกยุคทุก Generation นั่นแหละครับ เพียงแต่ปริมาณคนชอบอาจไม่ได้มากมายเท่าหนังตลาดเท่านั้นเอง

สำหรับภาค 2049 นี้ ถ้าถามว่าชอบไหม ผมก็ตอบได้ว่าชอบครับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังยาวมาก บางจังหวะอารมณ์ผมระหว่างดูก็แอบเนือยเล็กๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหนังเล่ากระชับกว่านี้ ก็น่าจะดีไม่น้อย

แต่ก็ยังดีครับที่ท่ามกลางความอืดช้าของหนังนั้น มันมีงานภาพสวยๆ แทรกมาเรื่อยๆ ซึ่งพอดีเป็นของชอบสำหรับผม ก็เลยทำให้ยังดูได้เรื่อยๆ แม้จะยาวเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ก็รับประกันได้เลยว่าต้องมีคนไม่ชอบหนังเรื่องนี้แน่นอนเหมือนกัน

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่มีคำว่าผิดครับ มันคือรสนิยมส่วนบุคคล เราอาจไม่ชอบแนวนี้แต่ชอบแนวนั้น ซึ่งถ้าใครชอบก็ชอบไป ใครไม่ชอบก็ไม่ชอบไป แวะมาคุยแบ่งปันกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทุ่มเถียงเปรี้ยงอารมณ์ใส่กัน เพราะการสนทนาแบบแลกเปลี่ยนมันให้อะไรเราได้มากกว่าการเถียงด้วยอารมณ์เสมอ

ภาคนี้เล่าเหตุการณ์ต่อจากภาคที่แล้ว โลกยังคงมีหุ่นยนต์และยังมีนักล่าหุ่นยนต์ที่ถูกเรียกว่า เบลด รันเนอร์ คอยทำการล่าหุ่นที่หลบหนีการจับกุม ซึ่งมือดีที่ทำหน้าที่ในตอนนี้นี้ก็คือ เค (Ryan Gosling)

หลักๆ หนังก็จะเล่าการทำงานของเค ตามด้วยชีวิตส่วนตัวที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และการตามไปสืบจนเจอปมบางอย่าง อันทำให้เขาได้ไปเจอกับริค เดคการ์ด (Harrison Ford) เบลด รันเนอร์ระดับตำนานที่หายตัวไป ซึ่งบทสรุปสุดท้ายจะนำไปสู่อะไร ก็ต้องลองติดตามกันครับ

ผมชอบงานภาพครับ ฉากเมืองในลกอนาคตดูแล้วได้อารมณ์สืบต่อจากภาคแรก ดูอลังการ หม่นมืด แออัด หรือฉากอื่นๆ อย่างเมืองรกร้างในตอนท้ายก็ได้ใจมากครับ มันดูยิ่งใหญ่มากๆ แผ่นดินรกร้างก็เวิ้งว้างแบบได้อารมณ์ อันนี้ต้องยอมรับเลยครับว่าทีมงานทำได้ถึงจริงๆ

หลายฉากถ่ายออกมาได้สวยมาก อย่างอาคารของวอลเลซ (Jared Leto) นี่เป็นอะไรที่เจ๋งมาก มันดูเรียบๆ พื้นๆ แต่โคตรล้ำยุคและโคตรอาร์ท ก็ต้องยกนิ้วให้ Roger Deakins ผู้กำกับภาพที่ยังคงถ่ายทอดภาพเจ๋งๆ ได้ตลอดเรื่อง ซึ่งสไตล์หนังแบบนี้ต้องยกให้เขาเลยครับ (นอกจากเรื่องนี้แล้ว เขาก็เคยทำ Sicario, Skyfall และ True Grit ครับ แต่ละเรื่องงานภาพยอดๆ ทั้งนั้นเลย)

หนังไม่ได้สนุกตื่นเต้นเร้าใจอะไรครับ ใครคาดหวังความมันส์ขอให้พักความคาดหวังไว้ก่อนชม เพราะตัวอย่างเหมือนพยายามตัดฉากเร้าใจมาขาย แต่กว่า 90% ของหนังมันคือไซไฟโลกอนาคตที่เน้นการดำเนินไปของตัวละคร มากกว่าจะเน้นเหตุการณ์หรือการตามปม

หนังสานต่ออารมณ์จากภาคต้นฉบับที่มีประเด็นเกี่ยวกับจิตวิญญาณและตัวตนในหุ่นยนต์ (ที่ในบางบริบทก็สะท้อนมิติของมนุษย์เอาไว้) อีกทั้งมันจะเป็นไปได้ไหมที่ปัญญาประดิษฐ์จะมีความรู้สึกนึกคิด มีแรงขับภายใน และมีวิวัฒนาการ? อะไรที่แยกมนุษย์ออกจากหุ่น? ฯลฯ

ถ้าดูจากในเรื่องแล้ว ก็ดูเหมือนว่าทั้งคนและหุ่นต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในช่วงค้นหาความหมาย อาจเป็นเพราะโลกอนาคตในหนังมันต่างจากโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ มันดูเวิ้งว้างไร้แก่นสาร เหมือนความเจริญทางวัตถุไปถึงไหนๆ ชนิดที่คนหรือหุ่นต่างก็สามารถเสพความสบายจากสิ่งของได้อย่างมากมาย แต่เราๆ ก็คงเดากันได้ว่ามันไม่เคยมีคำว่า “พอ” เราจะต้องถามหา “ขั้นต่อไป” ถามหา “ความสุขยิ่งกว่า” หรือไม่ก็ “คำตอบที่ลึกซึ้งกว่า” เสมอ

สิ่งล้ำค่าที่เราเคยเฝ้าฝันเมื่อวันวาน ครั้นพอเราได้มันในปัจจุบัน คุณค่ามันอาจจางหายไป แล้วเราก็ไปเฝ้าหา “ฝันล้ำค่า” อันต่อไป

นั่นเลยทำให้บางครั้ง เราอาจพลาดสิ่งล้ำค่าในปัจจุบันไป เพียงเพราะเราไขว่คว้าหาแต่อนาคต

ใครก็ตามที่ค้นพบ และตระหนักได้ถึงความสุขได้ในปัจจุบันขณะ นับเป็นผู้มีโชคอย่างยิ่ง

การเสพ Blade Runner 2049 ก็คงเหมือนตอนเสพภาคต้นฉบับ หากใครเสพแล้วไม่ชอบ ก็แค่หยุดเสพ แต่หากใครเสพแล้วถูกจริต ก็ควรค่าแก่การเสพซ้ำ เสพจนเราสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่เราไม่ได้สัมผัสในการเสพครั้งก่อน

หนังเรื่องนี้อาจเป็นเพียงหนัง เป็นเพียงวัสดุที่ถูกประดิษฐ์ ไม่ได้มีเลือดเนื้อและจิตใจ แต่มันอาจทำให้ใครบางคนตระหนักได้ถึงเลือดเนื้อและจิตใจของตนมากยิ่งขึ้น ก็เป็นได้

และการเสพหนังเรื่องนี้ของผม มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครับ ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements