รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Self/less (2015) สลับร่างล่าปริศนาชีวิตอมตะ

12042967_1080774425286691_742281211272878129_n

พล็อตของ Self/less นั้นจะว่าคุ้นก็คุ้นนะครับ รู้สึกเหมือนได้ดูหนังแนวนี้บ่อยๆ แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้มีให้ดูบ่อยๆ นะ (เขียนไปก็งงไปครับ แต่มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะ)

เรื่องก็เป็นแนวไซไฟครับ เมื่อเดเมี่ยน (Ben Kingsley) นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงกำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เขาก็ได้รับการทาบทามจาก ดร.ออลไบรท์ (Matthew Goode) นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถย้ายจิตวิญญาณของเดเมี่ยนไปสู่ร่างใหม่ที่หนุ่มขึ้นได้

และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เดเมี่ยนก็ต้องยอมใช้บริการครับ โดยย้ายมาอยู่ในร่างใหม่ (Ryan Reynolds) ตอนแรกเขาก็สนุกกับมันนะ ได้กลับมาหนุ่มอีกครั้ง ได้คั่วสาวๆ ได้ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ

แต่แล้วเขาก็เริ่มเห็นภาพหลอนเป็นผู้หญิงคนหนึ่งและเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้สึกผูกพันเหมือนรู้จักกับพวกเธอครับ เขาเลยสืบหาความจริงว่าภาพของพวกเธอนั้นมันเป็นเพียงอาการหลอนอย่างที่ออลไบร์ทว่า หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

ผมได้อ่านพล็อตเกี่ยวกับการย้ายร่างครั้งแรกในการ์ตูนของ อ.ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นๆ ที่มีความหมายมากครับ แล้วก็มาเจอพล็อตนี้อีกทีตอนดู Tales From the Crypt (เป็นตอนที่ Arnold Schwarzenegger โดดลงมากำกับครับ) ก็ยอมรับครับว่าเป็นพล็อตที่สร้างสรรค์นะ ยังไงมันก็น่าสนใจ ที่เหลือก็แค่ว่าตัวหนังจะเล่าได้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

สำหรับเรื่องนี้ก็ถือว่าไม่เลวครับ แม้พล็อตจะพอเดาทางได้ แต่ก็ถือว่าเล่าเรื่องได้น่าติดตามในระดับหนึ่ง มีกลิ่นอายความเป็นไซไฟ+ระทึกขวัญพอสมควร แต่กระนั้นหนังก็มีวาระอืดช้าอยู่ไม่น้อย (หนังยาวเกือบ 2 ชั่วโมงน่ะครับ) จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีการตัดบางช่วงออก แล้วเร่งระดับความฉับไวให้หนังอีกสักหน่อย ผลที่ได้อาจโดดเด่นกว่าที่เป็นก็ได้

หนังกำกับโดย Tarsem Singh ที่ถือว่าแก้มือจาก Mirror Mirror ได้สำเร็จ แต่ตัวหนังก็ยังไม่น่าจดจำแบบจัดๆ เท่า The Fall ที่โดยส่วนตัวผมยกให้เป็นงานที่เลิศสุดของเขาน่ะครับ ซึ่งถ้าให้ประมาณแล้ว ผมว่าเรื่องนี้พอๆ กับ The Cell และสนุกกว่า Immortals พอสมควรครับ

ดาราถือว่าไว้ใจได้ Reynolds ผ่านสบายๆ ครับ ส่วน Kingsley ก็มืออาชีพสุดๆ อยู่แล้ว อีกคนที่โผล่ไม่มากแต่ก็เด่นทุกทีที่โผล่คือ Victor Garber ในบท มาร์ติน เพื่อนของเดเมี่ยน สีหน้าแววตาท่าทางของเขามันสั่งได้จริงๆ ครับ ตอนอารมณ์ดีก็แววตาแบบหนึ่ง ตอนตกใจหรือฉงนก็หน้าตาแบบหนึ่ง เป็นอะไรที่เจ๋งทีเดียว ในขณะที่ Goode ถือว่าบทน่าสนใจ ก็พอเข้าใจครับว่าบทพี่แกต้องนิ่งๆ เนิ่บๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าเผยอารมณ์มากกว่านี้ในบางจังหวะ บทนี้ก็อาจจะเตะตากว่าที่เป็นก็ได้

ทราบมาว่าหนังรีเมคจากเรื่อง Seconds หนังปี 1966 ของ John Frankenheimer ซึ่งได้ข่าวว่าเรื่องนั้นเป็นหนังแนวไซไฟดราม่าที่ยอดเยี่ยมมากเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมก็ยังไม่ได้ดูครับ แต่คงต้องลองหามาดูบ้าง ^_^

ในแง่ของสาระก็มีอยู่ เช่น การชี้ชวนให้เห็นคุณค่าของชีวิต, ความหมายของการดำรงอยู่ของคนเรา (ถ้าอยู่แล้วหมายกอบโกยทุกสิ่ง ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตน โดยไม่สนว่าต้องทำลายชีวิตใครบ้าง เช่นนั้นแล้วต่อให้อยู่เป็น 10,000 ปี แล้วนั่นจะเรียกว่ามีความหมายไหม?)

หรือการรู้จักเสียสละเพื่อคนที่เรารัก อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะไม่ได้แทรกปรัชญาเข้มข้นอะไรมากครับ ดังนั้นถ้าใครคาดหวังอะไรที่ลึกซึ้งมากๆ ผมว่าหา Predestination มาดู น่าจะได้อะไรติดหัวกลับไปเยอะกว่านะ

สรุปว่าหนังเหมาะสำหรับคอไซไฟลึกลับผสมดราม่าน่ะครับ แม้ความลึกลับมันจะไม่ได้มากมายหรือซับซ้อนอะไรมาก (ยิ่งถ้าดูหนังไซไฟมาเยอะ ก็อาจจะเดามุขต่างๆ ของหนังได้อย่างไม่ยากเย็น และอันที่จริงบทบางช่วงก็ดูจะง่ายไปเหมือนกัน) แต่หากคุณถ้าชอบเสพหนังไซไฟดราม่าก็น่าจะโอเคกับหนังในระดับหนึ่งครับ ดูได้เพลินๆ (หรือจะรอดูแผ่นทีเดียวเลยก็ไม่เสียหายครับ) ^_^

สองดาวนิดๆ ครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements