Action

Legion (2010) สงครามเทวาล้างนรก

legion2010

พล็อตคุ้นเคยครับ ประมาณว่าคนกลุ่มหนึ่งต้องมารวมตัวกันเอาชีวิตรอดในพื้นที่ปิดตาย จะออกไปก็ไม่ได้ เพราะมีตัวประหลาด, สิ่งชั่วร้าย หรืออะไรต่อมิอะไรมารุมล้อมพร้อมจะกินโต๊ะพวกเขา

อย่างเรื่องที่ผมว่าคล้ายมากก็ Tales from the Crypt: Demon Knight ที่เพิ่งเขียนถึงเมื่อวันก่อน

แต่อย่างน้อยหนังก็มาพร้อมจุดน่าสนใจอย่างหนึ่งครับ นั่นคือ หนังเรื่องนี้ตัวร้ายไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเทวดาที่ได้รับคำสั่งจากพระเจ้าให้ลงมาล้างโลก เนื่องจากเบื้องบนหมดศรัทธาในมนุษย์ที่เอาแต่ฆ่ากันเอง ทำร้ายธรรมชาติ เห็นแก่ตัว ทำชั่วแบบไม่กลัวบาปกรรม พระเจ้าเลยคิดล้างเผ่าพันธุ์ให้สิ้นแบบเดียวกับยุคโนอาห์ที่เกิดน้ำท่วมโลก

ทว่าอัครเทวดา มิคาเอล (Paul Bettany) ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เลยตัดสินใจโฉบลงมาบนโลก เพื่อปกป้องทารกในท้องของชาร์ลี (Adrianne Palicki) สาวเสิร์ฟคนหนึ่ง ตามคำทำนายที่ว่ากันว่า หากเด็กถือกำเนิดได้ เขาก็จะโตขึ้นกลายเป็นผู้นำช่วยกู้โลกขึ้นมาใหม่ ช่วยรวมใจคนให้เป็นหนึ่งได้

ดังนั้นมิคาเอลกับคนกลุ่มหนึ่งในร้านอาหารที่ชาร์ลีทำงานอยู่ ก็ต้องปกป้องเด็กคนนี้ พร้อมทั้งตั้งรับสู้กับกองทัพเทวดาที่กลายสภาพจากผู้พิทักษ์มนุษย์ เป็นผู้ล้างผลาญมนุษย์แทน

ดูจบแล้ว ให้อารมณ์ก้ำกึ่งครับ จะว่าดีก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายหรือโล่งโถงจนไม่มีอะไรให้ดูเลย (ถัดจากนี้ไปอาจมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องนะครับ แต่เป็นการเปิดเผยเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ไคลแม็กซ์ ซึ่งถ้าไม่ถือก็สามารถอ่านได้ครับ แต่ถ้าไม่อยากทราบใดๆ ก็ข้ามไปอ่านตรงสรุปให้ดาวได้เลยครับ)

จุดที่ถือว่าโอเคก็คือดารามือเก๋าที่ช่วยพยุงหนังไว้ ไม่ว่าจะ Dennis Quaid ที่ไปได้ดีมากๆ กับบทพ่อที่ไม่อยากให้ลูกไร้อนาคตเหมือนตน, Charles S. Dutton ก็หายห่วงกับบทคนดีแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือคนอื่นๆ ในร้านอาหารก็เล่นกันได้ดีครับ ดูน่าเชื่อโดยเฉพาะซีนที่ต้องแสดงอารมณ์สับสนหรืออ่อนโยน

แต่ที่ออกจะผิดคาดหน่อยๆ คือบทมิคาเอลของ Bettany ที่พี่แกมีดีตรงความเท่ห์ยามออกศึกครับ แต่นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ตอนแรกนึกว่าจะเด่น มาพร้อมข้อคิดหรือมุมมองเจ๋งๆ เพิ่มสีสันให้หนัง แต่ไปๆ มาๆ เหมือนคาแรคเตอร์มิคาเอลของพี่ท่านกลับไม่ชัดสักเท่าไร บางทีขัดกันอีกต่างหาก

อย่างการที่มิคาเอลสาธยายเหตุผลว่าที่ลงมาปกป้องมนุษย์ก็เพราะเขายังมีศรัทธาในมนุษย์ เพราะรักในความดีที่มนุษย์บางส่วนยังทำให้กัน รักในความเมตตา เกื้อกูล และน้ำใจ แต่พอมนุษย์ในเรื่องมีภัยแทนที่พี่แกจะรีบช่วยดันปล่อยให้ตาย ทั้งๆ ที่ถ้าจะออกไปช่วยก็ทำได้แท้ๆ

จะว่าลงมาช่วยมนุษย์ก็ไม่ชัด หรือลงมาลองใจมนุษย์ก็ไม่ชัดอีก เลยทำให้คาแรคเตอร์มิคาเอลที่น่าจะเด่น กลับลงเอยด้วยความนิ่งด้วยประการละฉะนี้

จุดที่โอเคต่อมาคือบรรยากาศครับ ช่วงต้นๆ ที่โลกเริ่มโดนเทวดายึด โทรศัพท์เริ่มติดต่อไม่ได้ ทีวีไม่มีสัญญาณ ท้องฟ้าก็เหมือนมีหมอกสีทะมึนค่อยๆ คืบคลานปิดแสงสว่าง ช่วงนั้นเข้าท่าครับ บิลด์อารมณ์ค่อนข้างดี ดนตรีก็ช่วยเสริมอารมณ์วันดับโลกได้ดีเหมือนกัน

และที่ผมออกจะชอบมากหน่อย คือบทสนทนาระหว่างตัวละคร ที่เนื้อความก็มีเรื่องให้น่าคิดหลายอย่างครับ เช่นที่ เพอร์ซี่ (Dutton) สอนหนุ่มผิวดำไคล์ วิลเลี่ยมส์ (Tyrese Gibson) ว่าควรเลือกทางเดินชีวิตอย่างไร หรือที่ไคล์บอกกับสาวน้อยออเดรย์ (Willa Holland) ว่า “การทำตัวเป็นคนไม่ดีน่ะ ตอนเด็กๆ อาจจะสนุก เพราะคนยังให้อภัยว่าเราไร้เดียงสา แต่พอเป็นผู้ใหญ่แล้ว การกระทำของเรามันจะมีแรงสะท้อนกลับมาเสมอ ไม่มีทางที่เราจะหลบหนีจากความรับผิดชอบไปได้” อะไรพวกนี้พอจะทำให้หนังมีอะไรมากขึ้นอีกนิด (แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะช่วยให้หนังเด็ดขึ้นมาได้)

โดยฟอร์มหนังแล้วนะครับ ดารา ดนตรี เทคนิคพิเศษถือว่าได้มาตรฐาน แต่ปัญหาที่ทำให้หนังไม่สนุกเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็นก็คือ

โครงเรื่องที่เดาได้ ซึ่งยังดีที่บรรยากาศมันยังชวนให้อิน ดาราเล่นกันดี เลยพอน่าตามดูจนจบบ้าง

แอ็กชันก็ไม่ได้เด็ดดังคาด แหม เทวดาตีกันน่ะครับ ไหงดูพิสดารน้อยกว่า The Matrix หรือคนตีกับซอมบี้ใน Resident Evil ซะอีก

สาระเจ๋ง ประเด็นมันส์ที่น่าจะเอามาเล่นก็ไม่ค่อยเจอเท่าไร ทั้งที่โครงเรื่องพระเจ้าลงโทษมนุษย์มันก็มีอะไรให้เล่นเยอะ ทั้งการถกเถียง วิเคราะห์ ตีความ อย่างถ้าให้มีตัวละครประเภทที่เชื่อพระเจ้ามากจนเห็นด้วยกับการล้างโลกมาตีหรือคลั่งทำร้ายคนในร้าน รสชาติมันอาจจะลุ้นขึ้น แต่ในหนังกลับจับแบบผิวๆ เท่านั้นเอง

เหมือนจะใหม่ แต่ก็ไม่ใหม่ นอกจากประเด็นพระเจ้าเป็นตัวร้าย และเทวดาลงมาปกป้องมนุษย์แล้ว อย่างอื่นก็คุ้นๆ จากหนังอย่าง Tales from the Crypt: Demon Knight (คนต้องตั้งป้อมสู้ในที่ปิดตาย), The Prophecy (เทวดาทำสงครามกัน โดยมีพื้นโลกเป็นสมรภูมิ) หรือสารพัดหนังซอมบี้ ที่มีคนติดเชื้อจ้องจะเข้ามาฆ่าคนในที่มั่น

เหมือนจะคม แต่ก็ไม่คม ในประเด็นสรุปตอนท้าย มันค่อนข้างเข้าท่าครับ ถ้าหนังเน้นหรือวางโครงเรื่องโน้มน้าว เตรียมให้คนดูเข้าใจยามถึงบทสรุป หนังทั้งเรื่องคงจะดูเป็นเนื้อเดียวกันและดูคมไม่เลว แต่เท่าที่เป็น ตอนต้นกับตอนท้ายยังไม่ค่อยเนียนเข้ากันสักเท่าไร

ฤทธิ์ตัวร้าย ไม่ยักกะเยอะ เหมือนซอมบี้หรือคนติดเชื้อจริงๆ น่ะแหละครับ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย ส่วนหัวหน้าเทวดาที่ลงมาเพื่อฉะกับมิคาเอล ก็เท่ห์ตรงที่ปีกกันกระสุนได้ แต่นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเหมือนกัน

สรุปว่า จะรอดูแผ่นก็ไม่เสียหายครับ (ตรงไปไหมหนอ) แม้หนังไม่ถึงกับย่ำแย่ แต่ก็ไม่คุ้มขนาดต้องตีตั๋วดูในโรง ยกเว้นคอหนังแอ็กชันสยองที่โหยหาหนังสไตล์นี้ จะลองก็ได้ไม่ว่ากัน

… แต่ไปๆ มาๆ ผมว่า Tales from the Crypt: Demon Knight อร่อยกว่ากันเยอะแฮะ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements