Action (Series)

Gotham Season 2 (2015 – 2016) ก็อตแธม นครรัตติกาล ปี 2

Gotham-Season-2-Episode-5-The-Rise-of-the-Villains-Scarification

สารภาพเลยครับว่าปีแรกไม่ถึงกับติดอะไรมาก แม้มันจะเป็นซีรี่ส์ที่ทำออกมาดีก็เถอะ แต่ความสนุกไม่ถึงกับเยอะ ส่วนหนึ่งก็เพราะผมคาดผิดไปน่ะครับ ผมมองว่ามันน่าจะออกมาประมาณ Arrow หรือ The Flash ที่มีกลิ่นอายความเป็นหนังจากคอมมิคซูเปอร์ฮีโร่

ครั้นพอได้ดูจริงก็รู้สึกว่ามันเน้นเรื่องของเจ้าพ่อและโลกใต้ดินมาก (ดูๆ ไปนึกว่า Boardwalk Empire) และยังมาเน้นโฟกัสที่เพนกวินมากจนนึกว่าซีรี่ส์ชุดนี้ชื่อ Penguin ซะอีก ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธครับว่า Robin Lord Taylor เล่นได้เจ๋งแท้ในบทเพนกวิน แต่ความเพลินและลื่นไหลของเรื่องอาจยังไม่เยอะเท่าไร เพราะเรื่องมันออกจะหนักน่ะครับ

ทั้งหมดทั้งปวงเลยทำให้พอดูจบปีแรกแล้ว ผมเลยเว้นไปนานเลยครับกว่าจะเอาปี 2 มาดูต่อ (อารมณ์เดียวกับ Agent of S.H.I.E.L.D. ครับ พอปีแรกไม่ติด เลยรอนานเหมือนกันกว่าจะสานต่อปี 2)

แล้วผลที่ได้ในปีนี้ก็ค่อยรู้สึกว่ามันสนุกเข้าทางขึ้นมาหน่อย คาดว่าทีมงานเองก็คงได้รับฟีดแบ๊คพอสมควรน่ะครับ เลยปรับทิศทาง หลังจากจริงจังและออกแนวโลกเจ้าพ่อเมื่อปีแรก พอมาปีนี้โทนก็เปลี่ยนครับ เนื้อเรื่องดูมีสีสัน มีอารมณ์แฟนตาซีและได้อารมณ์คอมมิคซูเปอรฮีโร่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม

จุดสนุกของปีนี้อยู่ที่เรื่องราวที่เข้มข้น จริงๆ ปีก่อนก็เข้มข้นครับ แต่ด้วยความหม่นและหนักมันเลยไม่เพลิน แต่ปีนี้มันเพลินครับ ทีนี้พอความเพลินมาเจอกับความเข้มข้น ผลที่ได้เลยเป็นความสนุกชวนติดตาม โดยแต่ละตอนก็จะมีพล็อตหลักแบบจบในตอน แล้วก็จะมีพล็อตใหญ่ของปีเดินเรื่องต่อเนื่องกันไป

จุดสนุกต่อมาคือตัวร้ายของโลกแบทแมนเริ่มฉายแสงเปล่งสีสันกันจัดจ้านขึ้น คนที่ได้ใจและเด่นโคตรต้องยกให้เจอโรม (Cameron Monaghan) ที่ฟังจากเสียงหัวเราะก็รู้ว่าหมอนี่มีอนาคตเป็นโจ๊กเกอร์แหงๆ รายนี้เด่นทุกฉากที่ปรากฏตัวครับ

คนต่อมาที่เริ่มเด่นแบบชัดขึ้นก็คือ เอ็ดเวิร์ด นิกม่า (Cory Michael Smith) ที่ฉายแววความเป็นริดเลอร์มากขึ้น ในขณะที่ Taylor ก็ไปได้สวยเช่นเดิมกับบทเพนกวินครับ โผล่ทีไรก็เด่นเสมอ (มีซีนหนึ่งตอนท้ายๆ ที่พี่แกเท่ห์มาก ตอนที่ถือบาซูก้ามาน่ะครับ เท่ห์ได้ใจจริงๆ)

ตัวละครอื่นๆ ก็เล่นกันได้ดีครับ แต่มีคนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าบทมีความเปลี่ยนแปลงเยอะเลย นั่นคือ ฮาร์วี่ย์ บูลล็อก (Donal Logue) ที่ปีแรกพี่แกออกแนวเครียด แต่พอมาปีนี้พี่แกดูเบาลง บางจังหวะนี่แทบจะเป็นตัวฮาเลยล่ะครับ ถือเป็นตัวละครที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับธีมของ Gotham ที่ดูเบาลง เน้นอารมณ์ขันและแฟนตาซีมากขึ้น

สไตล์ของปีนี้ยังเหมือนกับแบ่งเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลังน่ะครับ เหมือนครึ่งแรกก็มีบอสใหญ่ตัวหนึ่ง พอมาครึ่งหลังก็เน้นไปที่อีกสตอรี่หนึ่ง ซึ่งจริงๆ ผมว่าก็ดีนะ เพราะหลายซีรี่ส์พยายามจะมีแต่พล็อตหลักพล็อตเดียว แล้วยืดเรื่องให้จบทั้งปี (ประมาณ 22 – 24 ตอน) ซึ่งบางทีก็ยืดแล้วอืด หรือยืดแล้วลดความสนุกลง

แต่กับเรื่องนี้เดินเรื่องไวครับ ไม่ต้องมาอืดมายืดให้ครบเวลา ซึ่งถือเป็นข้อดีนะ อารมณ์มันต่างจากตอนดูปีแรกอยู่เหมือนกัน เพราะปีแรกเหมือนเรื่องมันยังเดินไปไม่ถึงไหน แต่สำหรับปีนี้พอดูจบปุ๊บ เหมือน Gotham พาเราเดินทางมาไกลจากเดิมพอสมควรเลย

อีกจุดที่ผมชอบคือตัวละครเริ่มออกจาก “โลกสวย Zone” แล้วครับ เริ่มตั้งคำถามกับการเดินในกรอบว่ามันจะทำให้ชนะพวกผู้ร้ายได้จริงเหรอ อย่างการทำตนเป็นสุภาพชนไม่ลงมือสังหารคนร้ายตอนที่มีโอกาส แล้วพอคนร้ายรายนั้นมีโอกาสก็หันมาฆ่าคนต่อ (เรียกว่าถ้าฆ่าแต่แรก คนที่ถูกฆ่าตอนหลังก็อาจไม่ตาย)

คำถามคือการไม่ฆ่าคนร้ายจนส่งผลให้คนร้ายมีโอกาสไปฆ่าคนต่อนั้น มันใช่จริงหรือ แน่นอนว่ามันถูกโดยหลักการ แต่ในความเป็นจริงมันก็เป็นอีกเรื่องที่สามารถเอามาถกกันได้ยาว และหลายๆ ตัวละครใน Gotham ปีนี้ก็เผชิญกับการตั้งคำถามที่ว่า

สรุปว่าปีนี้สนุกเพลิดเพลินครับ ทำให้อยากดูปีต่อไปขึ้นมาเลย ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements