รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

30 Days of Night (2007) 30 ราตรี ผีแหกนรก

thirty_days_of_night_ver2_xlg

จากการ์ตูนแนวสยองขวัญ มาสู่หนังสยองแนวที่คุ้นเคยแต่ไม่ค่อยมีคนสร้างกันเท่าไรนัก

เหตุเกิดในช่วงที่เมืองอลาสก้าต้องตกอยู่ใต้ความมืดยาวนานถึง 30 วัน ชาวเมืองก็เตรียมกักตุนอาหาร นอนพักใช้ชีวิตตามประสาโดยมีนายอำเภออีเบน โอเลสัน (Josh Hartnett) คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีแวมไพร์กลุ่มเบ้อเริ่มบุกมาโจมตีเมือง ไล่ฆ่าคนเป็นว่าเล่น จนคนที่รอดชชีวิตต้องหาทางรับมือกับมัน แต่ทำไงได้ครับเมื่อเมืองต้องตกอยู่ในสภาพไร้แสงเดือดเป็นเดือน การไล่ล่าครั้งนี้มนุษย์จึงแทบจะหมดหวังไปเลย เพราะมันมากันเป็นสิบ … แล้วพวกเขาจะรอดไปได้หรือไม่ อันนี้ต้องติดตามครับ

นี่ถือเป็นแนวที่ผมว่าคุ้นนะ แต่ไม่ค่อยมีหนังแวมไพร็ทำออกมาลักษณะนี้ ทั้งๆ ที่มันออกจะสยองและสร้างความรู้สึกหมดหวังให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี แหม คิดดูครับแวมไพร์มันยกพวกกันมา ฆ่าหมดเมือง ฉากที่พวกผีดูดเลือดไล่เขมือบคน ไล่ฆ่านี่ยอดเยี่ยมมาก หดหูอย่างแรง สยองด้วย เพราะถ้าเราอยู่ตรงนั้นก็คงรอดยากล่ะครับ เล่นมากันเยอะแล้วยังไม่มีแสงแดดคอยช่วยด้วย ตามปกติมุกประเภทรอจนแสงแดดขึ้นแล้วพระเอกพลิกกลับมาเองชนะมันถือเป็นมุกเดิมก็จริง แต่ก็เป็นมุกที่ให้ความหวังผู้คนเหมือนกัน ทว่าเรื่องนี้ไม่มีครับ เราต้องมานั่งดูคนโดนฆ่าตั้งแต่ต้นจนเกือบจบเรื่อง … สลดจริงๆ

นี่จึงไม่ใช่หนังคลายเครียดวันหยุดแน่นอนครับ มีแต่ศพ เลือด คนคอขาด แขนขาด หรือไม่ก็แวมไพร์แยกเขี้ยวใส่ โอย กดดันเอาเรื่อง

แต่ถ้าถามในแง่หนังดีไหม ผมชอบเลยล่ะครับ ออกมาโหดถึงใจ แรงและสยองมาก ข้อเสียมีแค่นิดเดียวตรงความยาวที่ออกจะมากไปหน่อย (สองชั่วโมงกว่าได้) เลยมีช่วงอืดๆ แต่ก็พอจะเข้าใจเจตนาของหนังครับ ว่าจะให้เราได้ซึมซับความรู้สึกหมดหวังของตัวละครในเรื่องด้วย และยังเข้ากับการตัดสินใจของพระเอกในตอนท้ายอีกต่างหาก ประมาณว่ากรูเหลืออดแล้วโว้ย อะไรเงี้ยครับ

แรกเริ่มหนังเรื่องนี้จะถูกสร้างเป็นซีรี่ส์นะครับ แต่พอเขียนๆ บทไปก็ถูกเขยิบมาเป็นหนังใหญ่ซะเลย เพราะมันทำได้ และก็ออกมาดีด้วย ตอนผมดูนั้นก็นึกถึง Salem’s Lot ของ Stephen King ขึ้นมาทันที แนวมันคล้ายกันนิดหน่อยตรงที่แวมไพร์บุกมายังเมืองเล็กๆ และฆ่าคนไปเป็นเบือ แต่ Salem นั้นมันออกแนวนิ่งๆ เนิ่บๆ (แต่มันส์) แวมไพร์มาแบบค่อยๆ แทรกซึม แต่เรื่องนี้มาแบบอหังการเลย ซึ่งผมก็ชอบคนละแบบครับ Salem มันก็สนุกมีลุ้น ตื่นเต้นใช้ได้ น่ากลัวด้วย แล้วยังมีอารมณ์ขันอีก ส่วนเรื่องนี้ดีตรงความกดดันและความสยอง รวมถึงแวมไพร์ที่อำมหิตสุดขีด อารมณ์ขันนี่ไม่มีเลยครับ เครียดอย่างเดียว

Hartnett นั้นเล่นดีครับ แต่ไม่เด่นเพราะบทไม่ได้ส่งเท่าไร ก็แปลกดี เพราะแกเล่นนำนะครับ แต่บทไม่ค่อยให้ความเด่นกับนายอำเภอเลย ซึ่งคิดในแง่หนึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นแหละ เนื่องจากหนังทำออกมาในแนวสมจริง เลยไม่มีซูเปอร์ฮีโร่แบบจอห์น แม็คเคลนแห่ง Die Hard ว่าตามจริงหากเป็นหนังสูตรทั่วไป บทของ Hartnett ต้องประมาณ แม็คเคลนแหละครับ ต้องเก่งตลอด ไล่ฆ่าแวมไพร์ได้เป็นว่าเล่น แต่เผอิญเรื่องนี้เน้นความเป็นไปได้ บทตัวละครที่เป็นคนเลยไม่ค่อยโม้ ซึ่งผมว่าดีซะอีก เป็นการสร้างความใหม่ให้หนังได้เยอะ ไม่ต้องตามสูตร เน้นกดดันล้วนๆ

แต่ต้องยอมรับว่า ดูแล้วอดเครียดไม่ได้จริงๆ

ดาราเจ้าอื่นก็ออกแนวสมทบมากกว่า อย่าง Melissa George ในบทภรรยาของอีเบน, Danny Huston เป็นฮาร์โลว์ หัวหน้าแวมไพร์ที่สุดโหดขนานแท้ พี่แกน่ากลัวมากครับ เวลาแกโผล่หน้าออกมาทีรู้สึกหมดหวังในบัดดลครับ เพราะแกฆ่าเหยื่อได้แน่ๆ แต่มีการล้อเล่นก่อนจะฆ่า เฮ่อ สลดจริงๆ เวลาพี่แกฆ่าเหยื่อแต่ละรายเนี่ย

ถือเป็นหนังแวมไพร์ที่ดูแล้วได้อารมณ์สยองแบบแวมไพร์แท้ๆ อย่างที่ไม่ค่อยได้เจอเท่าไรในหนังแวมไพร์ส่วนมาก ที่ชอบตามสูตรครับ นั่นคือการปราบแวมไพร์เป็นไปอย่างง่ายดาย หรือไม่ต่อให้หมดหวังอย่างไรก็ต้องมีแสงแดดมาช่วย แต่เรื่องนี้ มีแต่ตายกับตายแบบสยอง!

ดูหนังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันสะท้อนชีวิตคนในสังคมหรือเปล่า ว่าคนเรามีทั้งช่วงที่ได้รับแสงแดด (ความหวัง) และช่วงที่เต็มไปด้วยความมืด (ความหดหู่และความทุกข์) และบางทีความมืดก็อยู่ยาวนานกว่าแสงสว่าง (เช่นในหนังไงครับ) ก็เปรียบเหมือนชีวิตเรานั้น บางทีก็มีความทุกข์มารุมล้อมมากกว่า โดยที่เราไม่รู้จะดิ้นไปทางไหนดี

ทางเดียวที่พอจะทำได้คือ สู้ต่อไป จนกว่ามันจะไม่สามารถสู้ได้อีก

แต่มันก็ไม่เสียหลายที่จะสู้นี่ครับ จริงไหม

เอาเป็นว่านี่คือหนังสยองแวมไพร์ที่ใช้ได้เลยครับ แต่ไม่ใช่หนังดูแล้วคลายเครียดนะ ดีไม่ดีจะทำให้สลดไปอีกด้วย แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังแวมไพร์ เรื่องนี้แนะนำเลยครับ ว่าไม่ควรพลาด

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements