รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Sleepy Hollow (1999) คนหัวขาด ล่าหัวคน

1361990185

อีกหนึ่งผลงานโดยผู้กำกับคนโปรดของผม Tim Burton ที่ผมติดใจรสมือพี่ท่านมานานตั้งแต่เด็กๆ

Sleepy Hollow นี่ก็เป็นหนังแนวสืบสวน สยองขวัญที่ผสมกลิ่นอายความเป็นหนังโกธิคลงไป (โบราณๆ ทะมึนๆ ศิลป์ๆ ผสมเสน่ห์มนต์ขลังจากสิ่งลี้ลับ) ซึ่งผมก็เอามาดูหลายรอบครับ ดีกรีความชอบก็ไม่ลดลงไป ยังคงดูสนุกเพลินไม่เสื่อมคลาย

เรื่องราวในหนังก็ว่าด้วยคดีฆาตกรรมฆ่าตัดหัวที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ใกล้นิวยอร์คที่ชื่อ สลีปปี้ ฮอลโลว์ โดยทางการได้ส่ง อิคาบอด เครน (Johnny Depp) นายตำรวจจอมคิดนอกกรอบมาสืบหาความจริง ซึ่งเครนก็มั่นใจว่านี่จะต้องเป็นฝีมือของมนุษย์ ไม่ใช่ผีขี่ม้าหัวขาดอย่างที่ชาวบ้านร่ำลือกัน… จนกระทั่งเขาได้เจอมันเข้ากับตา

ทราบไหมครับว่าแรกเริ่มเดิมที Sleppy Hollow จะไม่ได้เป็นหนังโกธิคอะไรแบบนี้เลยครับ แต่จะเป็นหนังฆาตกรรมธรรมดา

โดยโปรเจคท์นี้เริ่มขึ้นในปี 1993 ภายใต้การสร้างสรรค์ของ Kevin Yagher มือเมคอัพเอฟเฟคท์ที่อยู่เบื้องหลังซีรี่ส์ Tales from the Crypt ทีนี้เขาก็ได้ไอเดียอยากเอาตำนาน The Legend of Sleepy Hollow ของ Washington Irving มาทำเป็นหนังสยองแนวไล่เชือด โดยไปขอแรงจาก Andrew Kevin Walker คนเขียนบท Seven ให้มาช่วยกันคิดเรื่องด้วย

สำหรับตำนานดั้งเดิมของ Sleepy Hollow นั้นเล่าถึงคุณครูจอมปอดคนหนึ่งที่เดินทางไปสอนหนังสือที่เมืองแห่งนี้ แล้วเขาก็เจอกับอาถรรพ์ของชายขี่ม้าหัวขาดมาตามรังควาน

แต่สำหรับบทหนังนั้น Yager ตั้งใจปรับให้ตัวเอกเป็นตำรวจแทนที่จะเป็นครู แล้วก็ร่างบทหนังแนวสยองทุนต่ำเรื่องนี้จนเสร็จ แล้วเขาก็เอาบทไปเสนอตามสตูดิโอต่างๆ พร้อมคำโฆษณาว่า “หนังเรื่องนี้จะมีความสยองเสิร์ฟให้ผู้ชมทุกๆ 5 นาที” โดย Yager เสนอตัวว่าจะเป็นคนกำกับด้วย

แล้วบทก็ไปเข้าตา Scott Rudin ผู้อำนวยการสร้างที่คร่ำหวอดในวงการ จากนั้น Rudin ก็ส่งต่อไปให้ Paramount ลองพิจารณา ปรากฏว่าทางสตูดิโอได้ยื่นข้อเสนอสำคัญมา 2 อย่างครับ อย่างแรกคือ ขอให้คนอื่นกำกับแทน เพราะตอนนั้นพอดีว่าผลงานกำกับของ Yager ที่ชื่อว่า Hellraiser: Bloodline (ภาค 4 ของหนังชุดปีศาจหัวตะปู) ได้รับคำบ่นจากทั่วสารทิศจน Yager เองยังไม่กล้าลงชื่อเป็นผู้กำกับ แต่ใช้ชื่อ Alan Smithee ลงไปแทน ดังนั้นสตูดิโอจึงไม่อยากเสี่ยงให้เขากำกับ

คำขอต่อมาคือ ขอเปลี่ยนบทจากหนังทุนต่ำที่มีฉากสยองทุก 5 นาทีให้กลายเป็นหนังสยองย้อนยุคที่มีภาพสวยๆ เป็นฉากหลัง และมีอารมณ์ลึกลับแบบหนังสยองเก่าๆ เป็นเครื่องชูรส ซึ่งพอคิดถึงตรงนี้ ทาง Paramount ก็เล็งคนกำกับไปที่ Burton ทันที

ช่วงนั้น Burton ก็กำลังว่างพอดีครับ เนื่องจากความพยายามในการขอทำหนังเรื่อง Superman Lives ไม่ประสบความสำเร็จ (ฉบับที่เขาจะให้ Nicholas Cage มาแสดงเป็นพี่ซุปน่ะครับ) เขาเลยยินดีมากำกับ แล้วพี่แกก็มาพร้อมไอเดียดีๆ มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำหนังสไตล์โกธิค ลึกลับ ซับซ้อน ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปรับบทใหม่ โดย Rudin ได้ไปช่วยตาม Tom Stoppard ที่ชื่อกำลังดังหลังได้ออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเรื่อง Shakespeare in Love ให้มาช่วยเกลาบทอีกแรงหนึ่ง

ด้านดารานำทางผู้สร้างก็เล็ง Liam Neeson, Brad Pitt และ Daniel Day-Lewis แต่คนที่ Burton เห็นว่าเหมาะเกินใครกลับเป็น Johnny Depp ที่เคยร่วมงานกับเขามาแล้ว 2 ครั้ง (จาก Edward Scissorhands และ Ed Wood) ซึ่ง Depp ก็ยินดีครับ

สำหรับผลที่ได้นั้น ก็ขอชื่นชมในหลายๆ ส่วนครับ อย่างแรกคือบรรยากาศ อารมณ์โกธิค และงานด้านศิลป์ จนไม่น่าแปลกใจเลยที่เรื่องนี้จะสามารถซิวออสการ์สาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยมมาได้ ไหนจะการเล่นสีในเรื่องที่ส่วนใหญ่จะดูซีดไร้ชีวิต และนั่นทำให้พอฉากไหนมีเลือด เจ้าเลือดน้อยๆ เหล่านั้นก็จะสร้างความสะพรึงให้กับคนดูได้อย่างไม่ยากเย็น

SleepyHollow002

อย่างที่ 2 คือนักแสดงที่เข้ากับลีลาหนังเพี้ยนๆ แปลกๆ แบบ Tim Burton อย่าง Depp นั้นก็สามารถผสมคาแรคเตอร์เดิมของอิคาบอดในฉบับเรื่องเล่า (ที่เป็นคนขี้กลัว) เข้ากับคาแรคเตอร์นักสืบหัวเห็ดที่ชวนให้นึกถึง Basil Rathbone ตอนแสดงเป็นเชอร์ล็อค โฮล์มส์ เมื่อสมัยหนังขาวดำ

ดารารุ่นใหญ่ก็มือเด็ดทุกคน ไม่ว่าจะ Michael Gambon, Miranda Richardson, Jeffrey Jones, Richard Griffiths, Ian McDiarmid, Michael Gough, Christopher Walken และ Christopher Lee ซึ่งสำหรับในรายของ Gough และ Lee แล้ว Burton เชิญมาเพื่อเป็นการคารวะครับ เพราะพวกเขาเล่นหนังสยองของค่าย Hammer Films และหนังโกธิคบ่อยมากในอดีต

แล้วยังมีการแซวนอกรอบครับ ว่านี่คือหนังที่รวมเหล่าซิธแห่งหนังชุด Star Wars ไว้มากที่สุด ทั้ง Lee (เคาท์ดูกู), McDiarmid (ดาร์ธ ซีเดียส) และ Ray Park ที่มาแสดงฉากต่อสู้ให้กับชายขี่ม้า (ดาร์ธ มอล)

แต่รายที่ออกมาแล้วนิ่งกว่าที่คิดคือ Christina Ricci ที่แม้จะสวยและน่ารัก และแสดงอารมณ์ได้ดี แต่กลับไม่เด่นเท่าที่ควร พอๆ กับ Casper Van Dien ที่แม้บทจะเหมาะกับเขา แต่ก็ยังดันได้ไม่เด่นอยู่ดี

จุดเด็ดอย่างที่ 3 คือการทิ้งปมและขมวดปมครับ ตอนแรกเราอาจนึกว่าเป็นเพียงหนังสยองไล่ฆ่าธรรมดา แต่แล้วเรื่องราวกลับมีอะไรซ่อนเร้น การสรุปเรื่องเฉลยปมก็นับว่าเฉียบคมใช้ได้ อันนี้ขอยกความดีให้กับ Walker ที่เขียนบทได้ไม่เสียชื่อที่เคยทำ Seven เอาไว้ได้อย่างดี และ Stoppard ก็เป็นอีกคนที่ช่วยเกลาเรื่องจนกลมกล่อมพอประมาณเช่นนี้

ดนตรีประกอบโดย Danny Elfman ก็หายห่วงครับ เข้ากับหนังได้สบายๆ

เป็นหนังเก่าอีกเรื่องที่เอามาย้อนดูได้เสมอครับ สนุก ตื่นเต้น ลุ้น และเพลินไปกับการตามปม สังเกตสิ่งต่างๆ ว่ามันเชื่อมโยงกันได้อย่างไร

สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements