รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Koyaanisqatsi (1982) โคย่านิสคัทสึ

1370330433

คุณเคยรู้สึกถึงความเล็กจ้อยและใหญ่ยิ่งของตนเองไปพร้อมกันในเวลาเดียวกันไหมครับ?

ในนาทีหนึ่งคุณสัมผัสได้ว่าตัวเราช่างเล็ก เป็นองค์ประกอบขนาดจ้อยในโลกอันไพศาล มันยังมีสิ่งยิ่งใหญ่อลังการ น่าค้นหา น่าฉงน น่าสนใจอีกมากมาย มันอยู่สารพัดทิศทางรอบตัว จนบางครั้งเราแทบจะอยากขำตัวเองเป็นภาษาจีนกลาง ที่บางขณะเรากลับเอาแต่ “สน-หมกมุ่น-ครุ่นคิด” กับสิ่งที่เกิดในชีวิตเรา ประหนึ่งว่ามันสำคัญที่สุด ใหญ่สุดในจักรวาล

และนาทีเดียวกันนั้นเองใจมันก็พองโตคับอก เลือดสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น ตาวาวเมื่อรู้สึกว่าสารพัดสิ่งที่ฉันเห็นในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ป่าเขาอันกว้างใหญ่ มหาสมุทรอันไพศาล เกาะแก่งโขดหิน ลมหมอกฟ้าดิน ตึกสูงเทียมฟ้า ผู้คนหลากหลาย สีสันแปลกตา รถราข้าวของ จรวดยานเครื่องจักร ฯลฯ ทั้งหมดทั้งปวงนี้อยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียวกับที่ฉันอาศัยอยู่… นี่เราคือส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งอันใหญ่ยิ่งเหล่านี้จริงๆ หรือ

Koyaanisqatsi คือหนังสารคดีที่ไร้ภาษาเสียงสำเนียงพูด มีเพียงภาพมาเรียงร้อยต่อกัน แล้วก็มีดนตรีเล่นคลอประกอบตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งสำหรับบางท่านแล้วนี่คงถือเป็นหนังนอกสายตา แต่สำหรับคอสารคดีและคอหนังที่ชอบอะไรแปลกใหม่ ชอบความสร้างสรรค์ หรือแม้แต่คนที่อยากเรียนรู้การทำหนัง ควรจะหาโอกาสชมสักครั้ง

จริงครับที่หนังไร้ภาษาสื่อสาร ไร้คำจำนรรจาถ่ายทอดความคิดผู้สร้างมาสู่ผู้ชม แต่ถ้าจะบอกว่าหนังไร้ทิศทางก็คงไม่ใช่ครับ เพราะการร้อยเรียงภาพต่างๆ นั้นทำได้อย่างน่าติดตาม ซึ่งภาพทั้งหลายในเรื่องก็ถ่ายทำโดย Ron Fricke ส่วนหน้าที่การเรียงร้อยเล่าเรื่องก็เป็นฝีมือของผู้กำกับ Godfrey Reggio

อยากจะบอกว่า ภาพที่ผมเห็นและการร้อยเรียงที่ผมได้ดูนั้น มันช่างเปี่ยมความหมาย มันกระตุ้นให้เราเกิดความคิดบางอย่าง มันทำให้เราได้เห็นหลายสิ่งที่เราไม่เคยได้สัมผัส ได้ลองพิจารณาในแง่มุมบางส่วนของโลกที่ถือว่าเร้นลับสำหรับเรา มันทำให้เราตื่นตาเพราะยังมีภาพอันแสนวิจิตรของธรรมชาติอีกหลายภาพเหลือเกินที่คนส่วนใหญ๋ไม่มีโอกาสจะมองเห็น

1371008321

ไหนจะดนตรีอันทรงพลังของ Philip Glass ที่สอดรับกับอารมณ์แห่งภาพที่ได้รับการร้อยเรียงนั้น ระหว่างที่ผมดูก็ยอมรับเลยครับว่าเกิดอารมณ์ความรู้สึกประหนึ่งกำลังดูหนังสักเรื่อง หนังที่มีการเกริ่นนำ เล่าเรื่อง เร้าอารมณ์ จากจุดกำเนิดหนึ่งนำเราไปสู่ผลลัพธ์หนึ่ง จากธรรมชาตินำเราไปสู่เทคโนโลยี จากการสร้างสรรค์นำไปสู่การทำลาย และจากการทำลายก็นำไปสู่การสร้างสรรค์ วัฏจักรหลายประการเกิดและดับ ดับและเกิดตรงหน้าของเรา สรรพสิ่งที่ผมรู้สึกนั้นก็รู้สึกได้ผ่านการจ้องมองภาพที่รวบรวมมาจากวิถีแห่งโลก มาจากความเป็นไปบนโลกกลมๆ ใบนี้

ยอมรับเลยครับว่าในบางฉากบางขณะผมจ้องมองภาพแล้วค่อยๆ ลุกยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว… ราวกับโดนภาพและดนตรีดึงดูดให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับมัน

แมัหนังเรื่องนี้จะมีการใช้ดนตรีเร่งเร้าและบอกเล่าเรื่องราวที่คนทำอยากนำเสนอบอกกล่าว แต่ Reggio ก็เคยบอกไว้ว่าเขาทำหนังสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าและเปิดประสบการณ์ให้กับผู้ชม มากกว่าจะเป็นหนังที่เสนอความคิดหรือข้อมูล กล่าวคือหน้าที่ของ Reggio คือสานต่อและนำเสนอในสิ่งที่เขานึกออก แต่ผู้ชมดูแล้วคิดยังไง ชอบหรือไม่ ได้อะไรกลับไปบ้าง ผู้สร้างก็ปล่อยให้เรามีอิสระในการคิดต่อยอดกันตามสบาย จะมองว่านี่คือหนังวิพากษ์เทคโนโลยีก็ได้ มองว่าเป็นหนังรักษ์ธรรมชาติก็ได้ “หรือจะมองว่ามันเป็นหนังขยะชัดๆ ก็ได้ครับ ไม่ว่ากัน” ประโยคนี้ Reggio เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้

ในความเห็นของ Reggio นั้น การที่เขาไม่ใส่บทบรรยายใดๆ ลงไปไม่ใช่เพราะเขาไม่เห็นคุณค่าของภาษา แต่เพราะเขารู้สึกว่า ภาษาใดในโลกก็ตาม ไม่อาจอธิบายความเป็นจริง ความเป็นไป หรือธรรมชาติของโลกที่เราอยู่ได้แบบชัดถ้อย เขาเลยเปิดโอกาสให้คนดูใช้ภาพที่เห็นสื่อสารโดยตรงไปยังสมอง แล้วจากนั้นก็ค่อยตรองกันเอาเองว่าภาพที่เห็นนำไปสู่ความคิดอะไร

ซึ่งความคิดที่เราได้มานั้น มันก็จะสะท้อนตัวหนังและสะท้อนตัวเราไปในคราวเดียวกัน

ผมชอบคำหนึ่งที่ Reggio กล่าว เขาบอกว่าภาพสิ่งต่างๆ ในหนังมันคือภาพที่มักจะถูกประกอบอยู่ในฉากหลังของหนังทั่วไป ไม่ว่าจะธรรมชาติ ป่าเขา หนองน้ำมหาสมุทร หรือภาพตึกรามบ้านช่อง ผู้คน แสงไฟ และวัสดุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชนิดต่างๆ ของมนุษย์ ทั้งหมดเรามักเห็นเป็นตัวประกอบใช่ไหมครับ แต่ Reggio มีความตั้งใจจะดันเอา “ฉากหลังที่ใกล้ตัวมนุษย์มาก จนมนุษย์เองอาจมองไม่เห็น” มาเป็นตัวเอก และตัดเอาตัวละครมนุษย์ออกไป ถ้ามีก็เป็นแค่ของประกอบฉากเท่านั้น

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้มันเกิดความคิดมากมายเหลือเกินครับ บางอย่างผมก็เคยพูดในรีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ไปแล้ว บางอันก็เป็นความคิดแว่บวูบที่โผล่ผึงขึ้นมา ก่อนจะลอยไปไกลดุจโดนเกลียวคลื่นแห่งภาพตรงหน้ามาตีม้วนเอาไป

1371093569

อันว่าความคิดนั้น แม้จะไม่เห็นชัดเจนเท่าภาพสิ่งต่างๆ ในโลก แต่มันก็เป็นอะไรที่น่าค้นหาไม่แพ้กันจริงๆ ครับ เพราะในภาพที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ (หรือในหนังเรื่องไหนก็ตาม) ล้วนเต็มไปด้วยคลื่นความคิดที่มองไม่เห็น ที่ผู้สร้างสรรค์แต่ละด้าน (ผู้กำกับ, เขียนบท, คนทำดนตรี, ตากล้อง ฯลฯ) ได้สอดแทรกเข้ามาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม รอให้เราค้นหา เก็บเกี่ยว นำมาต่อยอดพัฒนา ทั้งพัฒนาความคิดเหล่านั้นให้คมขึ้นลึกขึ้น และให้ความคิดเหล่านั้นมาพัฒนาเติมเต็มตัวเรา

สำหรับผมนั้นก็เกิดความคิดหลายประการขึ้นอย่างที่บอกน่ะครับ ความคิดอย่างเช่น โลกเราช่างมหัศจรรย์และงดงาม ธรรมชาติก็ช่างยิ่งใหญ่ ก้อนหินแต่ละก้อน น้ำแต่ละหยด ป่าไม้หมอกควันกระแสลม การทำงานและเติบโตของสิ่งเหล่านี้มันช่างน่าทึ่งนัก

ชวนนึกถึงสมัยเรียนวิทยาศาสตร์นะครับ เรารู้ว่าโลกต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะปรับสมดุลย์ให้เข้าที่ โลกเราต้องผ่านทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สภาวะอากาศแปรปรวนมากมาย ส่วนสิ่งมีชีวิตก็เริ่มจากสิ่งเล็กๆ กว่าจะเติบใหญ่พัฒนามาเป็นสิ่งมีชีวิตที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ก็ต้องผ่านอะไรมามากเช่นกัน… ก็ชวนคิดต่ออีกนิดว่าโลกแบบที่มีมนุษย์นี้จะต้องปรับตัวอีกแค่ไหน ต้องผ่านการเกิดและดับ ผ่านการสร้างสรรคืและทำลายอีกกี่ประการกว่าจะค้นพบจุดสมดุลย์ได้

ขณะเดียวกันพวกเราก็อาจต้องเตรียมใจเผื่อไว้ เพราะมนุษย์เราก็อาจเป็นเพียง “ทางผ่านแห่งวิวัฒนาการของโลก” ในอนาคตอาจมีเผ่าพันธุ์อื่นๆ ย้อนมาศึกษาเราในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เคยครองโลกมาก่อน เหมือนที่ทุกวันนี้เราพยายามย้อนไปศึกษาไดโนเสารในฐานะผู้ครองโลกมาก่อน…

ถ้าไดโนเสาร์มีความคิด มันก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีวันที่พวกมันสูญพันธุ์… วันที่พวกมันได้อยู่เป็นโลกเป็นครั้งสุดท้าย

ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน… ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนชั่วกาล

เป็นธรรมดาของความเปลี่ยนแปลงครับ จะวิวัฒนาการ จะพัฒนาการ หรือการทำลายมันก็อยู่ในหัวข้อ “ความเปลี่ยนแปลง” เหมือนกันนั่นแหละ

บางครั้งเราใช้คำว่า “วิวัฒน์” ได้แบบไม่เต็มปาก เพราะสิ่งที่มนุษย์เราเรียกว่า ของใหม่, การพัฒนา, ความก้าวหน้า หรือความเจริญ นั้น ตอนที่มันเกิดขึ้น มันก็มักจะเกิดพร้อม “การดับ” ของบางสิ่งเสมอ

มนุษย์สร้างความเจริญมาได้ ก็โดยการทำบางอย่างกับธรรมชาติเสียก่อน บ้างก็แค่พึ่งพิงอิงอาศัยอยู่ไปกับป่าเขา แต่ส่วนใหญ่ในยุคนี้เราใช้ธรรมชาติเป็นเหมือนสารตั้งต้น ก่อนจะแปลงสารนั้นให้กลายเป็นประดิษฐกรรมต่างๆ เราต้องระเบิดภูเขาเพื่อเอามาทำอิฐหรือปูน เราต้องไถถมที่ดินที่มีแต่ดินและต้นไม้ให้กลายเป็นที่โล่ง เพื่อเอาตึกเอาบ้านไปลงปลูกสร้าง จากนั้นมนุษย์ค่อยมาอยู่อาศัย… กระบวนการสร้างความเจริญของเราก็ “ผลาญ” ทรัพยากรของธรรมชาติอยู่เนืองๆ

เปล่าครับ ผมไม่ได้คิดจะต่อต้านหรอก ไม้ได้จะประนามผู้ใด เพราะอันที่จริงการประนามมันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เพราะวิถีโลกมันเป็นเช่นนี้มานานจนยากจะเปลี่ยนได้ง่ายๆ คนเรายังเอาธรรมชาติมาทำหน้าที่เป็นก้อนอิฐสร้างบ้าน เป็นส่วนประกอบของเครื่องอำนวยความสะดวก อย่างบ้านที่ผมอยู่ในเวลานี้ คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้ หรือแม้แต่พืชผักและเนื้อสัตว์ที่ผมรับประทาน ฯลฯ ทุกอย่างก็คือของที่เราเอามาจากธรรมชาติทั้งสิ้น

1371008376

แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ไหนๆ เราเป็นฝ่าย “เอา” มาจากธรรมชาติ เราระเบิดนั่น เราผลาญนี่ เราเฉือนโน่นเพื่อสร้างความสบายให้พวกเราแล้ว เราก็ควรตระหนักถึงบุญคุณของธรรมชาติ

ไหนๆ ธรรมชาติก็สละสิ่งที่มันเป็น ยอมสูญสลายเพื่อแปลงกายมาอำนวยความสะดวกให้เราแล้ว เราก็ควรใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ให้คุ้มกับที่ป่าโดนทำลาย ภูเขาโดนระเบิด สัตว์ไร้ที่อยู่หรือต้องตายไป ฯลฯ

ว่าแต่เราใช้ชีวิตได้คุ้มกับการที่ธรรมชาติต้องเสียสละเพื่อเราหรือยัง?

อย่างน้อยคุณค่าของสิ่งที่เราทำ อย่างน้อยการมีโอกาสหายใจต่อไปบนโลกนี้ เราก็ควรทำอะไรสักอย่างที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าธรรมชาติที่จากไป (ที่เสียสละเพื่อให้เราอยู่ต่อ) เคยให้กับโลกไว้

ลองเริ่มคิดอย่างง่ายๆ ครับ อย่าง “กระดาษสักแผ่น” ก็ได้ กระดาษที่เราเอามาใช้เขียน ใช้จด ถ่ายเอกสารทำชีทแจกเด็กนักเรียน แจกในห้องประชุมทั้งหลายนั่นแหละ ลองคิดดูครับว่าเราใช้มันอย่างมีค่าแค่ไหน

ในขณะที่ต้นไม้ทั้งหลายที่เอามาทำกระดาษ หากมันยังเป็นต้นไม้อยู่มันก็จะทำหน้าที่สร้างสมดุลย์ทางอากาศให้กับโลกได้ ให้อ็อกซิเจนกับเราได้ ต้นมันก็เป็นที่อาศัยพึ่งพิงแก่สัตว์น้อยใหญ่ได้ หากมันอยู่กันหลายๆ ต้นก็ช่วยกันลมได้ หากมันต้นใหญ่เราก็ใช้มันเป็นร่มเงาหรือหลบฝนได้ และต้นไม้บางประเภทก็ช่วยให้ดินยึดเกาะได้ บรรเทาภัยน้ำป่าได้ นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ผืนดินได้ รักษาหน้าดินได้ ช่วยให้ระบบนิเวศน์ดีได้ มีผลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลได้ ช่วยรักษาสมดุลย์ของสิ่งแวดล้อม ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศได้ ฯลฯ

พิจารณาดูครับ ว่ากระดาษที่เราใช้กัน เราใช้มันสร้างประโยชน์ได้เท่ากับที่ต้นไม้เคยมอบให้ต่อโลกได้หรือยัง

หรืออย่างสิงสาราสัตว์ที่เรารับประทาน เรากินเขาแล้ว หลังจากนั้นเราใช้ชีวิตที่ถือว่าอยู่ต่อได้ก็เพราะพวกเขามอบพลังต่อมาให้… เราใช้ชีวิตในทางที่คุ้มค่ากับชีวิตที่ต้องเสียไปหรือยัง

เรากินหมูไก่ปลากุ้งเพื่อต่อชีวิตไปทำอะไร… เราดูแลพ่อแม่ ให้ความสุขกับคนรัก สร้างผลงานที่ดีต่อโลก สร้างความรู้ให้ตนเอง หรือเรามีชีวิตต่อแล้วก็จัดเต็มให้กับเหล้า นินทาประชาชี สร้างความร้าวฉานให้ชาวบ้าน แว๊นท์ๆ ซิ่งๆ เพิ่มความเสี่ยงให้กับชีวิตผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่บนท้องถนน ฯลฯ

อยู่อย่างไรให้ไม่อายธรรมชาติที่อุตส่าห์ต่อชีวิตเรา?

อีกหนึ่งสิ่งที่ผมคิดก็คือ การหันมาใช้ชีวิตให้พอเหมาะพอดี มีสมดุลย์แบบที่พวกเราก็อยู่ได้และธรรมชาติก็อยู่ได้ ว่าง่ายๆ คือการหาวิธีอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์อย่างเราๆ และธรรมชาติบนโลกใบนี้

นั่นอาจเป็นทางรอดหรือโอกาสชนิดหนึ่งของเรานะครับ เป็นโอกาสที่อาจช่วยให้พวกเราอยู่ต่อไปบนโลกนี้ได้นานที่สุด

เพราะอันที่จริงแล้วธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ครับ โลกยังหมุนต่อได้โดยไม่มีมนุษย์ แต่มนุษย์น่ะขาดโลกไม่ได้ เอาแค่อากาศผิดสัดส่วนหรือน้ำเพิ่มปริมาณเราก็จะลำบากกันมากขึ้นทันที

1371009400

แล้ว ความหมายของ Koyaanisqatsi คืออะไร

Koyaanisqatsi (โค-ยา-นิ-คาท-ซี) เป็นคำจากภาษาโฮปิครับ โดยชาวโฮปินั้นก็คือชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่แถบตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอริโซน่า ประเทศอเมริกา

Koyaanisqatsi มีความหมายดังนี้
1. ชีวิตที่บ้าคลั่ง
2. ชีวิตที่ยุุ่งเหยิง
3. ชีวิตที่ขาดดุลยภาพ
4. ชีวิตที่แตกแยก
5. สถานภาพของชีวิตที่ต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนิน

ความหมายเหล่านี้เป็นอะไรที่น่ามาขบคิดพิจารณาจริงๆ ครับ ว่าทุกวันนี้โลกของเรา ชีวิตของเรามีความหมายในเชิงนั้นหรือไม่

หนังเรื่องนี้อายุอานามก็ 30 ปีเข้าไปแล้วนะครับ ในส่วนหนึ่งมันก็ทำให้เกิดกลุ่มคนที่อยากจะแก้ไขในเรื่องนี้เพื่อพยุงรักษาโลกนี้ให้อยู่ได้ดีต่อไป ผมได้แต่หวังว่าจะมีคนดูหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วยกันขบคิดและหาทางปรับสมดุลย์ให้กับชีวิต ช่วยกันหาทางรอดที่เหมาะสมให้กับการอยู่บนโลกนี้ของพวกเราทุกคน

อย่าลืมนะครับ… อย่าด่วนสรุปว่าหนังบอกอย่างที่ผมคิด อย่าด่วนเชื่อสาระบางประการที่ผมได้บอกออกไป

อย่าให้สิ่งที่ผมเขียนชี้นำมุมมองที่คุณจะมีต่อหนังเรื่องนี้

สิ่งเดียวที่ผมอยากให้เชื่อก็คือ “ดูหนังเรื่องนี้สักครั้งเถิดครับ”

สามดาวครึ่งครับ

Star32

(8.5/10)

13708587223885333

Advertisements