รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Scanners (1981) สแกนเนอร์

scanners001

นี่เลยครับ ต้นตำรับหนังพลังจิตระเบิดหัวคนตู้มๆ เล่นเอาคนดูสยองกันไปพักหนึ่งเลยล่ะ เพราะมันตูมจริง เห็นจะๆ เลือดเลิดเนื้อเน้อะเลอะเทอะไปหมด ขณะที่ผมเล่านี่ถ้าใครฟังแล้วยังรับไม่ได้ก็อย่าดูเลยครับหนังเรื่องนี้ นี่ถือเป็นแบบทดสอบอย่างหนึ่งนะ ถ้าอ่านแล้วยังรับไม่ไหว อย่าดูหนังเลยครับ สงสารสภาพจิตตัวเอง

แต่สำหรับกระผมหนังสยองนี่ของอร่อยอยู่แล้ว อยากดูมานานว่ามันจะเป็นเช่นไร เพราะตอนเด็กๆ ก็ไม่กล้าดูไงครับ แค่ภาพคนเส้นเลือดปูดตามใบหน้าก็ร้องไห้จ้าแล้ว แต่ตอนนี้มันก็โตแล้วเน้อะ (จะใช้คำว่าแก่ก็เกรงใจตัวเอง ) เลยอยากพิสูจน์ซักหน่อย

เรื่องราวเล่าถึงเหตุการณ์ในโลกอนาคตนิดๆ แต่ไม่กำหนดนะครับว่าเป็นช่วงไหน เป็นโลกที่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ชื่อ “สแกนเนอร์” มนุษย์ผู้มีพลังจิตสามารถอ่านใจคนได้ บางคนก็มีฤทธิ์แรงถึงขนาดควบคุมจิตใจคนหรือไม่ก็บังคับระบบประสาทของคนให้ระเบิดเกร็งได้สบายๆ

และก็ได้มีชายคนหนึ่งครับ เขาเป็นสแกนเนอร์เช่นกัน นามว่า คาเมรอน เวล (Stephen Lack) ซึ่งโดนจับกุมตัวโดยองค์กรที่ชื่อ ConSec หน่วยที่มีหน้าที่จับตาเหล่าประชากรสแกนเนอร์เพื่อศึกษาและหาทางควบคุมให้เหล่าสแกนเนอร์ไม่ทำร้ายประชาชน หัวหน้าโครงการก็คือ ดร.พอล รูธ (Patrick McGoohan)

พอคาเมรอนโดนจับมา ดร.พอลก็อธิบายเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับพวกสแกนเนอร์ให้ฟังและยังบอกอีกว่า ตอนนี้มีสแกนเนอร์รายหนึ่งที่ทรงพลังมากๆ นามว่า ดารีล เรว็อค (Michael Ironside) ที่กำลังซ่องสุมกำลังพล เพื่อจะได้เอาคนสแกนเนอร์ที่มีมาครองโลกทั้งใบ ใครก็ตามที่ขัดขวางต้องตายอย่าทรมาน

ดร.พอลเลยสอนให้คาเมรอนคุมพลังสแกนเนอร์ของตนเอง เพื่อเอาไปใช้ตามหาสแกนเนอร์ที่มีจิตใจดีคนอื่น และหาทางต่อกรกับดารีลให้ได้

แต่จะประสบความสำเร็จในการต่อกรหรือไม่ อันนี้ทิ้งให้ไปดูกันในหนังนะครับ

ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว หนังมันไม่ได้ระเบิดหัวกันทั้งเรื่องหรอกครับ มีฉากระเบิดใหญ่ๆ ไม่กี่ฉาก แต่ทุกฉากทำออกมาได้อารมณ์น่าขนลุกทั้งนั้น ซึ่งต้องชม Ironside เป็นหลักเลยครับ แกนี่แหละทำให้ชาวบ้านหัวตู้มๆ ทุกฉากที่พี่ท่านโผล่มานี่ได้อารมณ์สยองโดยไม่ต้องออกแรง เพราะหน้าตาแกออกแนวโหดแบบนิ่งๆ ยิ่งใช้พลังฆ่าคนได้ทุกเมื่อเนี่ย โหย แค่แกจ้องใครผมก็ผวาแล้วครับ เพราะไม่มีทางรู้ว่าแกจะเล่นงานใครเมื่อไร จุดแข็งประการแรกของหนังเลยเป็น Ironside เนี่ยแหละครับ เล่นได้ดีมาก ดูๆ ไปนึกถึง Jack Nicholson ตอนรับบทน่ากลัวๆ ซาตานๆ หน่อย อารามเดียวกันเลยครับ ไม่น่าเข้าใกล้ทั้งคู่อ้ะ และในเรื่องยังปรากฏตัวแบบไม่เยอะ โผล่เท่าที่จำเป็น ความขลังเลยมากขึ้นไปอีก เพราะทุกครั้งที่เขาโผล่มา เตรียมรับเรื่องน่ากลัวได้เลย

จังหวะหนังค่อนข้างเนิ่บๆ ไม่เร่งเร้า แต่บรรยากาศมันได้ สิ่งที่ผมชอบมากคืออารมณ์นิ่งของหนัง ตั้งแต่ต้นจนจบ เหมือนเรากำลังนั่งดูโลกอีกโลกหรืออีกสังคมหนึ่งที่ดูไร้ชีวิตชีวามากๆ ซึ่งสไตล์นี้คอหนังที่คุ้นเคยรสมือของผู้กำกับ David Cronenberg ย่อมรู้ดีครับ หนังพี่ท่านจะไม่เน้นหวือหวาไม่เน้นความเคลื่อนไหว แต่จะเน้นความนิ่ง ซึ่งไอ้ความนิ่งนี่แหละครับที่ช่วยให้ตอนน่ากลัวๆ เด่นยิ่งขึ้น

คิดดูสิครับ อารมณ์มานิ่งๆ นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ก็มาคุ และพอถึงฉากสำคัญเมื่อใด เราจะสัมผัสและรับรู้ถึง “ความสำคัญ” ของฉากนั้นแบบเต็มๆ

เสมือนเราเดินไปตามเส้นทางสีขาว ขาว เรื่อยๆ …. แต่ถ้ามีรอยเลือดบนเส้นทางนั้น แม้เพียงหยดเดียวเราก็ขนลุกเกรียวได้ง่ายๆ จนอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก … ดูว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น

นี่แหละ อารมณ์ตอนดูหนังของ Cronenberg!

และด้วยอารมณ์มันนิ่งแบบมาคุไปตลอด ดังนั้นตอนเครียดขอแนะนำเลยว่าอย่าไปดูหนังพี่แกสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวเกิดอาการหนักหัวได้แล้วจะหาว่าหมื่นไม่บอก

Scanners

แล้วไหนจะดนตรีแนวหลอนๆ ของ Howard Shore ที่ใช้เสียงเครื่องสีมาจื้ดตรงความรู้สึก เสมือนการเฉือนทางอารมณ์น่ะครับ แบบเสียง จื๊ดๆๆๆๆ ในธีมอมตะของหนัง Psycho น่ะแหละ

ทั้งสไตล์คนทำ ดนตรี อารมณ์หนังมาผสมกัน หนังจึงออกมาอย่างน่ากลัวแบบลงตัวสุดๆ ไม่ได้น่ากลัวแบบโฉ่งฉ่างเลือดสาดครับ มันน่ากลัวบนความนิ่งนั่นแหละ ทุกอย่างดูนิ่งจนผิดปกติ แต่บทจะเกิดเรื่องก็เล่นเอาอึ้งไปเลยเหมือนกัน

ครับ ผมชอบนะ น่าติดตามตลอดเรื่อง ดาราก็ดีครับ นอกจาก Ironside ที่เทพเหลือกินแล้ว ยังมี Lack กับ Jennifer O’Neill นางเอกในบทคิม ออบริสท์ สองคนนี้ก็มาเรื่อยๆ ครับ ไม่เด่นแต่แค่โอเค กับ McGoohan คนนี้ก็เด่นใช้ได้ ดูเหมาะกับบทดร.พอลจริงๆ ครับ ตอนแกบอกเล่าเรื่องสแกนเนอร์นี่น่าฟังมาก จับใจคนดูที่ฟังได้อย่างอยู่หมัด เพราะเขาเล่าในอารมณ์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ดูนิ่งและรู้ทุกอย่าง พร้อมจะเสริมประเด็นเกี่ยวกับพวกสแกนเนอร์ได้ตลอด แบบนี้เขาเรียกว่าเล่นแบบเข้าถึงครับ

บทหนังเรื่องนี้แต่งโดย Cronenberg เองครับ บทร่างแรกใช้ชื่อว่า Telepathy 2000 ว่าด้วยบริษัทโฉดที่สร้างเผ่นพันธุ์สแกนเนอร์ขึ้นเพื่อครองโลก จนรัฐบาลสหรัฐต้องฝึกสแกนเนอร์ที่ดีเข้าต่อกร แต่พอทำไปทำมาก็หักเข้าสู่แนวสยองอย่างที่เห็นนี่แหละ

ถ้าว่ากันถึงบท อาจไม่เข้มนัก แต่เดินเรื่องน่าติดตามครับ ความเด่นมาตกอยู่กับดาราและอารมณ์หนังเป็นหลัก ด้านสาระประโยชน์ก็เป็นการตอกย้ำว่าบางการกระทำของมนุษย์ที่ฝืนกฎธรรมชาติ เช่น การทดลองสร้างผลิตภัณฑ์ที่อาจส่งผลต่อพันธุกรรมของคน การดัดแปลงพันธุ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต มันอาจส่งผลกระทบในแบบที่เราคาดไม่ถึงได้ ด้วยเหตุนี้การทดลองสร้างสรรค์อะไรแต่ละอย่างจึงต้องเต็มไปด้วยความรับผิดชอบเลยล่ะครับ จะทำๆ ส่งๆ แบบที่ผ่านมาคงไม่ดี ก็ดูสิครับ เราทำแบบส่งๆ ลืมคิดหน้าหลังจนโลกจะพังอยู่แล้วเนี่ย

เอาล่ะครับ ถือว่าหนังเป็นแนววิทยาศาสตร์ น่ากลัวๆ ที่น่าติดตามกำลังเหมาะ ฉากไคลแม็กซ์ก็มันส์ครับ การปะทะกันระหว่างคาเมรอนกับดารีลก็ตื่นเต้น ทำได้ทรงพลังมากๆ ทรงพลังกว่าที่ผมคิดไว้เยอะครับ Effect เยี่ยม ฉากหัวระเบิดนี่เนี๊ยบเนียน จริงๆ แค่ดูดารีลแกใช้พลังระเบิดชาวบ้านก็คุ้มแล้วล่ะสำหรับคอหนังสยองไซไฟนะครับ

และถ้าคุณชอบสไตล์ Cronenbreg เรื่องนี้ก็ถือได้ว่าไม่ควรพลาดล่ะครับ ฟอร์มแกเยี่ยม สยองบนความนิ่ง ผิดเพี้ยนบนความปกติได้อย่างดี

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements