Action

The General’s Daughter (1999) อหังการ ฆ่าสะท้านโลก

1367337911

เมื่ออลิซาเบธ (Leslie Stefanson) ลูกสาวของท่านนายพลโจเซฟ แคมป์เบลล์ (James Cromwell) ถูกพบเป็นศพในสภาพเปลือยกลางฐานทัพฟอร์ด แม็คคัลลัม ทำให้ พอล เบรนเนอร์ (John Travolta) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนมือดีถูกตามตัวมาสืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ และใครคือฆาตกรตัวจริง

ยอมรับว่าตอนแรกผมไม่ได้สนใจหนังเรื่องนี้มากนักนะครับ เพราะมันก็เหมือนหนังสืบสวนรวมดาราทั่วไปที่คงจะลงสูตรสำเร็จประเภทตามล่าฆาตกร สืบสวนหาหลักฐานไปเรื่อยๆ ก่อนจะลงเอยด้วยการเฉลยว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้มันก็เดินตามสูตรนั้นครับ แต่สิ่งที่มีในหนังนั้นไม่ได้มีแค่สูตรล่าฆาตกรเพียงอย่างเดียว มันยังมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจแทรกอยู่ และนั่นคืออะไรที่ทำให้ผมรู้สึกบวกกับหนังมากขึ้นเยอะ

หนังถือว่าทำได้น่าติดตามครับ การตามปมหาหลักฐานทางวัตถุถือว่าโอเค แต่จุดที่เด่นขึ้นมาก็คือ “การตามปมหาหลักฐานทางจิตใจ” ทำให้หนังไม่ใช่แค่สะสมจิ๊กซอว์หลักฐานครบแล้วจบครับ แต่มันจะมีปมทางจิตใจทั้งของผู้ตายและของทุกคนในฐานทัพเผยเป็นระยะๆ ทำให้ความน่าติดตามของเรื่องเพิ่มมากกว่าปกติ เพราะมีทั้งการหาวัตถุพยานและการสืบด้วยว่ามันเกิดเหตุแบบนี้ได้อย่างไร คนที่ทำทำแบบนี้เพราะอะไร ซึ่งยิ่งสืบก็ยิ่งพบว่าใครต่อใครในฐานทัพนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ตาเห็นไปซะทั้งหมด แล้วยิ่งไปกว่านั้นคือตัวอลิซาเบธเองก็มี “อะไร” มากกว่าที่เราคิดด้วย

สำหรับหนังสืบสวนแล้ว หากไร้ปมน่าสนใจหนังก็จะจืดไปกว่าครึ่งแล้วครับ แต่กับเรื่องนี้ถือว่ามีปมในระดับกำลังดีทีเดียว คือไม่ถึงกับทิ้งปมได้เด็ดขาดเข้าเป้าทุกเม็ด แต่ก็ทำให้เราสนุกที่จะดูหนังไปจนจบได้

พลังดาราถือเป็นของสำคัญสำหรับเรื่องนี้ครับ เพราะอย่างที่บอกว่าตัวละครแต่ละคนมีปมทางจิตใจ มีความลับซ่อนไว้ และดาราที่มาแสดงก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ตั้งแต่ James Cromwell ในบทท่านนายพลที่กำลังมีอนาคตรุ่งโรจน์, Madeleine Stowe ในบท ซาร่า ซันฮิลล์ เจ้าหน้าที่สาวที่ถูกตามตัวมาช่ยเบรนเนอร์ในการสืบสวน, Timothy Hutton ในบทผู้การวิลเลี่ยม เคนท์ เพื่อนของเบรนเนอร์ที่คอยประกบและอำนวยความสะดวกในการสืบสวนตลอด, Clarence Williams III ในบทผู้การจอร์จ ฟาวเลอร์ คนสนิทของท่านนายพล, Daniel von Bargen ในบทสารวัตรยาร์ดลี่ย์ หัวหน้าฝ่ายตำรวจในการสืบคดีนี้ และ James Woods ในบทผู้การโรเบิร์ต มัวร์ คนที่ดูเหมือนจะรู้ความลับดำมืดของอลิซาเบธมากจนน่าสงสัย

บทเบรนเนอร์นั้นตอนแรกมีการทาบทามให้ Michael Douglas มาแสดงนำครับ แต่เขาก็บอกปัดไป คนต่อมาที่ได้รับการทาบก็คือ Bruce Willis และ John Cusack แต่ปรากฏว่ารายแรกก็ไม่มา ส่วนรายหลังก็ถูกมองว่าเด็กเกินไป บทเลยตกมาเป็นของ Travolta ซึ่งผมว่าพี่แกเหมาะมากครับ ดูเป็นผู้นำ ชอบคิดนอกกรอบ มีอารมณ์ขันกับชีวิต แต่เวลามุ่งมั่นทำให้อะไรทีก็จริงจังและไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม เรียกว่าเป็นนักสืบสวนที่พร้อมชนกับทุกสถานการณ์ดีแท้

จุดที่เข้าท่าอย่างยิ่งของหนังคือการที่แต่ละฉากแต่ละซีนนั้นจะมีจุดน่าสนใจตลอดทั้งเรื่องครับ ประเภทฉากที่ใส่มาทำไมไม่รู้ หรือฉากล้นๆ เกินๆ นี่แทบไม่มีเลย แต่ละฉากที่ใส่้มาจะมีอะไรที่ดึงให้คนดูสนใจได้ตลอด เช่นฉากหนึ่งก็ว่าด้วยการสืบหาวัตถุพยาน อีกฉากก็ให้นักแสดงมาเชือดเฉือนบทบาทกัน อีกฉากก็ให้ตัวละครพูดโยงปมต่างๆ ให้เราเห็นภาพ บางฉากก็มาพร้อมการแง้มๆ ความลับบางอย่าง ก่อนที่ฉากต่อมาจะมีจุดหักเหทำให้เราต้องย้อนไปมองภาพรวมใหม่ ฯลฯ เนี่ยครับ มีองค์ประกอบน่าสนผสมลงไปในแต่ละนาทีของเรื่องราว จนทำให้ผมรู้สึกสนุกและอยากติดตามดูหนังไปจนจบได้ แม้จะเดาอะไรๆ ได้ก็ตาม แต่การค่อยๆ ตามปมร่วมกับตัวละครมันก็เพลินดี

ถือเป็นงานกำกับที่สนุกและดูได้ไม่ผิดหวังของ Simon West แห่ง Con Air ครับ หนังเรื่องนี้แอ็กชันแทบไม่มีแต่พี่ก็ยังคุมหนังให้ชวนติดตามและเร้าใจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งนอกจากเทคนิคการ “ใส่จุดน่าสนใจลงไปในแต่ละฉาก เพื่อดึงความสนใจคนดูให้ตลอดรอดฝั่ง” แล้ว จุดดีอีกอย่างคือโลเกชั่นครับ มันดูเป็นฐานทัพทหารแฝงไว้ด้วยความลับจริงๆ และทีเด็ดที่ลืมไม่ได้คือการถ่ายภาพถ่ายทอดสภาพอากาศในหนังที่ทำให้คนดูรู้สึกตามภาพที่เห็นได้ เช่นฉากไหนร้อนชื้น อับๆ เหนอะหนะๆ หนังก็สามารถทำให้ความรู้สึกร้อนเหนอะหนะนั้นแผ่ซ่านออกมานอกจอให้เรารู้สึกได้

จริงๆ คดีมันไม่ได้ลึกลับอะไรมากครับ คนทำเราก็พอจะเดาได้ แต่จุดที่น่าสนใจกว่าคือการสะท้อน “ผลของการเมืองในกองทัพ” ออกมาให้เราได้คิดและพิจารณาว่ามันส่งผลอย่างไรกับชีวิตคนในกองทัพ (หรือคนใกล้ตัวเหล่าผู้นำในกองทัพ)

สงสัยจะมีสปอยล์ล่ะครับ ถ้าไม่อยากทราบอย่าอ่านตรงที่ตัวอักษรสีน้ำเงินนะครับ

839faea1c1203e829be3b031aa471b5b

ตัวฆาตกรเป็นใครผมว่ายังไม่สำเร็จเท่ากับว่า “เกิดอะไรขึ้นกับอลิซาเบธ?” ทำไมลูกสาวนายพลคนสำคัญของกองทัพถึงต้องตกอยู่ในสภาพเปลือยและเสียชีวิตแบบนี้ และพอการสืบดำเนินไปเราก็เริ่มเห็นความจริงชัดทีละน้อยครับ เห็นพฤติกรรมที่ “ไม่น่าเชือ” ว่าคนอยากอลิซาเบธจะทำ จากนั้นเราก็จะค่อยๆ ได้รับคำตอบว่าทำไมเธอถึงกลายเป็นแบบนั้น

เป็นอะไรที่ชวนสลดใจไม่น้อยครับกับสิ่งที่เธอเจอ (เธอถูกข่มขืนโดยเหล่าเพื่อนทหารที่ร่วมฝึกกับเธอ) แล้วก็รู้สึกสงสารเธอมากขึ้นเมื่อรู้ว่าพ่อของเธอทำอะไรกับเธอ ซึ่งแน่นอนครับว่าพ่อไม่ได้ลงมือฆ่าเธอ ไม่ได้ทำร้ายเธอแบบตรงๆ แต่สิ่งที่ท่านนายพลตัดสินใจบอกลูกให้ “ลืมมันไปซะ” นั่น คือคำพูดสำคัญที่เปลี่ยนอลิซาเบธไปเป็นอีกคน

จากผู้หญิงที่ร่าเริง เก่งแกร่ง และน่ารักคนหนึ่งกลายเป็นหญิงสาวที่ไม่สนใจใคร พร้อมจะทำร้ายตนเองและคนอื่นโดยเฉพาะการทำร้ายด้วยจิตวิทยา ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะพ่อของเธอไม่ทำหน้าที่พ่อ ไม่ช่วยปกป้องหรือดูแลสภาพจิตใจที่บอบช้ำของเธอ

ท่านนายพลห่วงเกียรติ ชื่อเสียง และตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง… กลัวว่าเหตุที่เกิดกับอลิซาเบธจะกลายเป็นอุปสรรคขวางความก้าวหน้าทางเก้าอี้ กลัวว่ามันจะขวาง “อนาคต” ของท่าน

แต่แท้จริงแล้ว อนาคตของพ่อแม่ก็คือลูก…

พ่อแม่คนใดที่คิดตัดอนาคตลูกเพื่อต่ออนาคตของตนเอง นั่นออกจะเป็นการคิดที่สั้นไปสักหน่อย

เพราะว่าตามจริงอนาคตของเราจะต่อมันให้ยาวไปสักแค่ไหน แต่เมื่อถึงบั้นปลาย เมื่อถึงเวลาที่เราแก่จนต้องตะบันน้ำกิน หากลูกของเราไม่มีความมั่นคง ไม่มีชีวิตที่ดีแล้ว เช่นนั้นใครจะช่วยดูแลเลี้ยงเราได้

พ่อแม่ไม่อยู่ค้ำฟ้า ลูกเราก็ไม่ใช่อมตะ แต่โดยความน่าจะเป็นแล้ว พ่อแม่เป็นฝ่ายต้องแก่ก่อน ซึ่งในตอนแก่นั้นลูกจะช่วยให้เรามีชีวิตอย่างสบายได้ขอเพียงเราส่งเสริมลูกให้ถูกทางตั้งแต่เริ่ม

หรือแม้เราตายไป อย่างน้อยถ้าเราสอนดี แนะแนวอนาคตที่ดีให้ลูก เลือดเนื้อเชื้อไขของเราก็จะมีชีวิตที่ดี มีความเสี่ยงในชีวิตน้อยลง อันจะส่งผลให้ไม่ต้องลำบากเหมือนคนอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ได้รับมรดกทางภูมิปัญญามาจากพ่อแม่หรือครอบครัว

ในที่สุดท่านนายพลก็ต้องส่งศพลูกสาว ไปพร้อมๆ กับอำลาอนาคตของตนเอง

สิ่งน่าสลดอีกอย่างก็คืออลิซาเบธเหมือนจะพยายามเล่ยสงครามจิตวิทยากับพ่อของตน อีกทั้งทำอะไรสารพัดเพื่อทำลายชื่อเสียงและเกียรติที่พ่อหวงนักห่วงหนา แต่จนแล้วจนรอด ในนาที (เกือบ) สุดท้ายของชีวิต เธอก็แสดงความต้องการที่แท้จริงออกมา ว่าเธอไม่ได้อยากเอาชนะพ่อ แต่เธออยากได้ความรักจากพ่อก็เท่านั้นเอง…

อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเธอได้รับการเลี้ยงดูที่ดี เธอจะมีชะตากรรมเป็นเช่นไร

อีกส่วนหนึ่งที่เสริมหนังให้เยี่ยมคือดนตรีที่แสนจะได้อารมณ์ของ Carter Burwell

ครับ สรุปว่าเป็นหนังสืบสวนที่ทำได้ดีพอสมควร น่าติดตาม สนุก แม้จะไม่ได้แปลกใหม่แต่ก็ได้สาระชวนคิดที่สะท้อนความจริงบางประการของคนได้

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements