รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Last Face (2016) ความรัก ศรัทธา ห่ากระสุน

19225971_1669487273082067_7687536730092227035_n

หลังฝากผลงาน Into the Wild อันลื่อเลื่องไว้เมื่อ 10 ปีก่อน Sean Penn ก็ว่างเว้นจากการกำกับไปเลยครับ จนกระทั่งเมือปีกลาย (2016) เขาถึงกลับมากำกับอีกครั้งกับหนังชีวิตผสมโรแมนติกอิงสงครามและการเมืองเรื่องนี้

เรน (Charlize Theron) เป็นนักฟิสิกส์และนักเคลื่อนไหวที่สืบทอดตำแหน่งหน้าที่ต่อจากพ่อผู้จากไปของเธอ หน้าที่หลักคือรณรงค์เพื่อความสงบในเขตแอฟริกาตะวันตกที่กรุ่นทั้งไฟสงครามและความอดอยาก แต่กระนั้นเธอก็อดเปรียบเทียบการทำงานของตนกับสิ่งที่พ่อทำไว้ไม่ได้

ทีนี้เรนก็ได้พบกับมิเกล (Javier Bardem) ศัลยแพทย์ชาวสเปนที่ลงสนามช่วยชีวิตคนในแอฟริกาแบบไม่ห่วงชีวิตตน (เพราะเขาอาจโดนฆ่าได้ทุกขณะครับ) และการพบกันครั้งนั้นก็ทำให้เธอตระหนักได้ว่าการทำงานแบบนั่งโต๊ะอยู่ในองค์กรกับการมาลงสนามเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั้น มันช่างต่างกันเหลือเกิน

แล้วพวกเขาก็เกิดตวามรู้สึกดีๆ ต่อกันครับ ความรักค่อยๆ ก่อตัว แต่แล้วทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวก็ทำให้พวกเขาต้องไกลห่างกันไป… ถึงที่สุดแล้ว พวกเขาจะได้กลับมารักกันอีกหรือไม่? คำตอบรออยู่ในหนังครับ

ว่าตามจริงคือหนังมีของดีหลายอย่าง เริ่มจากดาราระดับฝีมือ ทั้ง Theron และ Bardem ต่างก็มีพลังในตนเองครับ แต่ด้วยความที่ทิศทางคาแรคเตอร์ของพวกเขายังไม่ชัด อีกทั้งการเล่าเรื่องมันไม่ส่ง ก็เลยทำให้พลังของพวกเขาไม่ค่อยได้เปล่งรัศมีสักเท่าไร

การเดินเรื่องออกแนวเรื่อยๆ ครับ แม้จะมีประเด็นมากมายในหนัง แต่การเล่ามันไม่ได้โฟกัสให้เกิดพลังขึ้นมา เหมือนการเล่าในแต่ละฉากมันทำให้เรารับรู้สถานการณ์และความรู้สึกของตัวละคร แต่การเชื่อมเรื่องมันไม่เป็นเนื้อเดียวกันจนหนังไม่สามารถบิ้วให้เราอินได้

หากจะดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องตั้งใจดูครับ เพราะถ้าดูแบบผ่านๆ หรือเปิดดูเป็นเพื่อนก็มีสิทธิ์สูงมากที่จะรู้สึกไม่โอเคกับหนัง เพราะอย่างที่บอกว่าการเล่าและการเชื่อมเรื่องมันไม่เชิงต่อเนื่อง เหมือนเอาฉากมาต่อฉาก (แต่ไม่ต่ออารมณ์)

ผมต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ว่าหนังไม่ดี การแสดงไม่ดี หรืออารมณ์ในแต่ละฉากไม่ดีนะครับ จริงๆ มันก็โอเคอยู่น่ะ เพียงแต่การเชื่อมเรื่องเชื่อมฉากมันดูไม่กลมกล่อม ทิศทางและอารมณ์มันเลยดูสะเปะสะปะน่ะครับ

แต่ประเด็นในหนังน่ะน่าสนใจเลย มันก็สะท้อนสังคมและการเมืองตามสไตล์ของหนังที่ Penn ชอบจับมาทำน่ะครับ อย่างเรนเองก็สับสนว่าเธอทำหน้าที่เพื่อช่วยคนในแอฟริกา แต่การที่เธอเอาแต่นั่งในห้องแอร์แล้ววางโครงการ วางนโยบายมันทำให้เธอไม่สบายใจ เพราะมันเหมือนกับว่าเธอไม่ได้เห็นปัญหาและไม่ได้สัมผัสปัญหาอย่างแท้จริง ได้แต่เต้าเอาเป็นหลัก

มันก็ชวนให้คิดน่ะครับ เพราะหลายครั้งที่นโยบายหรือโครงการจากองค์กรต่างๆ ที่คิดกันในห้องประชุมมันก็เอาไปปฏิบัติจริงในภาคสนามไม่ได้ สุดท้ายก็เหมือนเป็นการผลาญงบไปกับอะไรที่ไม่ตรงจุด ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดขึ้นมาหรอก

และใช่ว่าคนในบางองค์กรเขาจะไม่รู้นะครับ แต่เขามองว่า “ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร” ก็ช่วยไปก่อนไม่ว่าจะตอบหรือไม่ตอบโจทย์ ก็ช่วยๆ ตามแผนไปก่อน อย่างน้อยมันก็ดูเป็นผลงาน ดูว่าองค์กรได้ทำอะไรลงไปบ้าง และอีกอย่างคือหลายนโยบายวางเป้าง่าย ก็เพื่อให้มี “ผลงาน” ปรากฏอยู่สม่ำเสมอ หากมองในเชิงการเมืองในองค์กรแล้ว มันย่อมดีกว่าวางนโยบายหรือโครงการที่ดีจริงในระยะยาว แต่กว่าจะเห็นผลตั้งหลายสิบปี… แบบนี้ผลงานไม่เกิด บารมีไม่มา คะแนนเสียงไม่เท…

ก็สรุปน่ะนะครับ จริงๆ หนังมีประเด็นวิพากษ์องค์กรช่วยเหลือมนุษยชน และบทบาทของผู้บริหารองค์กรอยู่ไม่น้อย แล้วก็แทรกด้วยเรื่องโรแมนติก ซึ่งก็ถือว่ามีสาระนั่นแหละ แต่การนำเสนอร้อยเรียงมันไม่ลงตัวนัก เลยทำให้หนังดูไม่เพลินเท่าที่ควร แต่โดยส่วนตัวผมมองว่าหนังมีดีครับ เพียงแต่การนำเสนอมันไม่ขายและไม่ลงล็อคเท่านั้นเอง

อยากลองก็ได้ครับผม แต่ขอให้ดูแบบตั้งใจสักนิด จับประเด็นสักหน่อย ผมเชื่อว่าท่านจะได้อะไรกลับไปคิดครับ (แต่อย่าคาดหวังในแง่ความสนุกแบบภาพยนตร์ก็แล้วกัน)

ไม่ถึงสองดาวครับ

Star12

(5/10)

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.