Action

Eragon (2006) เอรากอน กำเนิดนักรบมังกรกู้แผ่นดิน

eragon_00

อันนี้ขอยอมรับบอกก่อนล่วงหน้าเลยนะครับว่าตัวหนัง ฟอร์มหนังหรืออะไรต่างๆ ของ Eragon ไม่ดึงดูดให้ผมสนใจใคร่ดูซักเท่าไหร่ อาจจะเพราะมันออกมาแนวเดิมๆ มั้งครับ คือมันประมาณ Lord น่ะนึกออกใช่มั้ยครับ ภาพอาณาจักรยุคอัศวิน แล้วก็มีมังกรบิน ซึ่งก็ให้อารมณ์ประมาณ Dragon Heart กล่าวคือมันเป็นอะไรที่เห็นๆ กันมาแล้วเป็นส่วนมาก ก็เลยเฉยๆ

แต่อีกใจก็บอกว่าไม่แน่นะ เพราะปีก่อนๆ ตอน The Chronicles of Narnia ภาคแรกเข้ามาก็มาอีหรอบนี้มาแล้วครับ ตัวอย่างไม่ได้ดึงดูดจนผมไม่คิดจะดู แต่พอไปดูจริงๆ ขึ้นมาก็โอเคอ้ะ สนุกเข้าท่าดีแฮะ ก็เลยเอาน่า ซะหน่อย ไปหาคำตอบกันเลย

Eragon นะครับ ว่าด้วยเรื่องของอาณาจักรสมัยก่อนที่มีนักรบขี่มังกรบินคอยปกป้องดินแดน รักษาความสงบสุข (นึกประมาณเจไดออกใช่มั้ยครับ แต่แทนที่จะมีดาบเลเซอร์ พวกเขาจะมีมังกรไปประดับบารมีคนละตัว … ใหญ่กว่าเซเบอร์เยอะ ร่ายเวทย์ได้ด้วย) แต่แล้วทีนี้เกิดมีนักรบมังกรนามกัลบาทอริกซ์ (John Malkovich) คิดคด ต้องการรวบอำนาจทั้งหลายมาเป็นของตน เลยจัดการไล่ฆ่าทั้งนักรบและมังกรอื่นๆ จนหมดสิ้น แล้วก็ตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนแห่งนั้นไป

แล้วก็ตามสูตรครับ เปิดมาก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความหวัง ความหวังเดียวที่จะสามารถกอบกู้อาณาจักรได้ เขาคือ เอรากอน (Edward Speleers) เด็กหนุ่มชาวนาวัย 17 ปีที่ได้ไปพบเจอกับเม็ดเอ็มแอนด์เอ็ม … เอ้ย ไม่ใช่ หมายถึงไข่ครับ ไข่มังกร (แต่ลักษณะมันใช่นะครับลองไปดู เม็ดสีน้ำเงินๆ ไม่ะลายในปากอ้ะ) โอเค เขาเจอกับไข่มังกร แล้วก็โดนกัลบาทอริกซ์ส่งมือขวานามว่า ดูร์ซ่า (Robert Carlyle) พ่อมดเงาออกตามล่าเอรากอน ก็ตามสูตรล่ะครับเขาเชื่อว่าหากใครเป็นเจ้าของมังกรคนต่อไป คนนั้นๆ จะสามารถโค่นบัลลังก์ทรราชย์อย่างกัลบาทอริกซ์ได้ ก็เลยต้องตามฆ่ากันหน่อย

แล้วระหว่างทางเอรากอนก็ได้พบกับ บรอม (Jeremy Irons) ชายลึกลับที่รู้เรื่องมังกรดีทุกอย่าง (ท่านลองไปเดาเอาเองนะครับว่าเขาเป็นใคร) ก็มาเพื่ออารักขานำพาเอรากอนไปพบกับกลุ่มนักรบวาร์เดน ที่รอคอยการมาของผู้นำรายนี้มานานเหลือเกิน

นั่นแหละครับ เรื่องมันประมาณนี้นะฮะ จะยังไงต่อไปก็เสียเงินเข้าไปดูกันได้ตามอัตภาพครับผม

เรามาสรุปง่ายๆ กันก่อนดีกว่านะครับ สำหรับคนที่ไม่อยากรู้เรื่องอะไรมากเกินไป ก็มาอ่านแถวๆ นี้แล้วไม่ต้องอ่านต่อเลยแล้วกันนะครับ เอาล่ะ ว่าไงดี คือ มันเป็นหนังผจญภัยครับ ดูได้มั้ย … ก็ดูได้ แต่อย่าไปเทียบกับ Lord เพราะมันจะไม่ยุติธรรมครับ อันนั้นมันเกินไป หนังบ้าอะไรจะเด็ดได้ขนาดนั้น แต่ถ้าเทียบก็ต้องบอกว่าคนละชั้นกันล่ะครับ คืออันนี้โดยฟอร์มมันออกจะอ่อนกว่า เนื้อเรื่องก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ เดินแบบไปเรื่อยๆ แล้วก็จบแบบให้ดูต่อภาคสองอะไรทำนองนั้น คือหากท่านเป็นคนไม่คิดมาก ดูเอาเพลินๆ แล้วก็สนใจจะดูหนังผจญภัยแบบนี้นะครับ ก็ไม่ยาก เลือกรอบดูกันได้เลย แต่อย่าตั้งความหวังมากเกินไปนะครับ เพราะมันไม่ไ่ด้โดดเด่นเหนือหนังแนวเดียวกันหรอกครับ พื้นๆ น่ะ ผมว่านะ

เอาล่ะ ข้างบนสำหรับคนที่ไม่คิดมากครับ ดูง่ายๆ ก็ว่าง่ายๆ แต่ถ้าใครคิดมากตามผมมาครับ มันมีอะไรอยากจะพูดพอสมควร ซึ่งหากไม่อยากทราบเนื้อเรื่องภายในก่อนเวลาอันควร ก็ควรจะหลบสายตาอย่าอ่านต่อครับ ท่านจะได้ชมเนื้อความในหนังอย่างเต็มอรรถรส … แต่เชื่อผมเถอะ คือท่านดูไปไม่มีตรงไหนหักมุมหรอกครับ อยากดูหักมุมไปตีตั๋วดู Death Note: The Last Name โน่น เรื่องนี้มันสูตรน่ะ เริ่มอย่างนี้ ก็จบแบบอย่างนี้ แฮ้ปปี้จะตาย มีตีกัน มีหนีๆๆๆ แล้วก็เอามังกรมาสู้กัน ประมาณนั้นแหละ

ครับ นั่นคือว่าอย่างง่ายๆ แต่ถ้าถามผมโดยส่วนตัวล่ะเห็นจะต้องบอกว่า เฉยกับหนังนะ อันนี้มาจากหลายๆ อย่างครับ

อย่างแรก เนื้อเรื่องมันเดินตามสไตล์เดิมๆ นั่นคือ (เอ้ย สปอยล์นะพี่ หลบหนีไปก่อนนนนนนนนนนนนนน) คือเปิดเรื่องมาก็เปิดตัวทรราชย์ที่มีไว้ให้คนดูเกลียดครับ จากนั้นก็แนะนำเด็กซักคนหนึ่งซึ่งไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองคือความหวังของคนทั้งอาณาจักร เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่เจอไข่โดยบังเอิญ แล้วก็ต้องมีใครบางคนเดินดุ่มๆ มาบอกเขาว่า “โอ้ เด็กน้อย เจ้าคือความหวังของคนทั้งชาติ” แล้วก็หาทางปกป้องเขา นำพาเขาไปสู่ที่ปลอดภัย ระหว่างทางก็มีศัตรูสิครับ ก็มาไล่ฆ่า ทีนี้พระเอกกับผู้เฒ่าร่วมทางก็ช่วยกันสู้ เอาตัวรอดมา ก่อนจะเจอกับเพื่อนร่วมทางเพิ่มขึ้นนะครับ แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีตัวละครซักตัวหนึ่งตาย (“ไม่ ท่านจะตายไม่ด้ายยยยยยยยยย”) แล้วจุดสำคัญคือ การตายของเขาจะต้องตายแบบ ไม่แน่ อาจมี Returns (แล้วชื่อแกนดาล์ฟก็แล่บมาในเซลล์สมองผม)

พอใกล้จบ (ต้องใกล้จบครับ ไม่ใช่เดินเรื่องไปสามนาทีแล้วมีมาม่ากิน ไม่ใช่ๆ มันต้องเกือบจบเท่านั้น) พระเอกจะเดินไปถึงจุดหมาย ก่อนจะเจอกับศัตรูที่ตามล่าเขามาตลอดจะมาประจัญหน้ากัน แล้วพระเอกก็ต้องหาทางต่อสู้ปกป้องบุคคลที่เชื่อในตัวเขา!!!

555 อย่าคิดมากนะครับ ผมโพสต์เล่าฮาๆ อยากทำแบบนี้มานานแล้วครับ แต่เรื่องมันก็เป็นแบบนี้จริงๆ มันก็สูตรกันมากว่าศตวรรษแล้วล่ะครับ ซึ่งโอเค ผมเข้าใจครับ เข้าใจเป็นอย่างดี ไอ้เนื้อเรื่องแบบนี้มันเดิมๆ แต่อย่างที่ผมพร่ำบอกเสมอ แม้สูตรจะเดิมๆ เนื้อเรื่องจะเก่าเก็บ แต่หากคนทำเจ๋งพอล่ะก็ จะสามารถใส่ลูกเล่นใส่ความสนุกลงมาได้ ทำให้คนดูไม่เบื่อน่ะครับว่างั้นเถอะ อาจจะด้วย Effect หรือฉากบู๊ที่ทำให้คนดูอ้าปากหวอ หรือไม่ก็การพลิกแพลงเรื่องหรือวิธีการเล่าซึ่งก็สุดแท้แต่ว่าผู้กำกับรายนั้นจะใช้เส้นทางไหนที่ทำให้คนดูบันเทิง และใช้วิธีใดที่จะทำให้คนดูรู้สึกว่าคุ้มเงิน

แต่ดูเหมือนผู้กำกับที่มากุมบังเหียนหนังเรื่องนี้อย่าง Stefen Fangmeier จะยังไม่แม่นขนาดนั้นครับ นี่ก็เป็นงานกำกับครั้งแรกของเขาน่ะนะครับ ก่อนหน้านั้นพี่แกก็อยู่เบื้องหลังงาน Effect ให้หนังดังๆ มากมาย ซึ่งงานที่ได้ออกมาอันนี้มันก็เรื่อยๆ อ้ะ ไม่ค่อยจะมีอะไรดึงดูดเท่าไหร่ ยังขาดพลังน่ะครับว่ากันตรงๆ เลย จึงทำให้ตัวหนังออกมาค่อนข้างซ้ำซาก ดูแล้วก็พอจะเดาฉากต่อๆ ไปได้ เดาตอนจบได้

ถ้าลองมาดูจุดที่โอเคหน่อย ก็ … ไม่รู้สิครับ ผมว่าหนังเรื่องนี้มันมีจุดเด่นที่เป็นตัวของตัวเองน้อยมากๆ เลยนะ ถ้าจะดูเรื่อง Effect นี่ผมก็ว่ามันเดิมๆ ล่ะครับ เราก็เห็นกันมานักต่อนักแล้ว หรือจะตัวมังกร การร่ายเวทย์ต่างๆ ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่งครับ แต่หนังยังเล่นกับส่วนนี้น้อยไปหน่อย อาจจะเพราะนี่เป็นภาคแรกล่ะมั้งครับ (มันเป็นไตรภาคไงฮะ) ฝีมือเอรากอนยังไม่สามารถร่ายเวทย์แรงๆ ได้ Effect ตรงนี้เลยยังไม่กระจาย ก็คงต้องรอตอนต่อๆ ไป (ถ้ามีน่ะนะครับ) แต่ผมว่าจุดที่เด่นมากอย่างหนึ่งของหนังชุดนี้คือการร่ายเวทย์นี่แหละครับ เพราะจะว่าไปกระบวนการการรบสู้ด้วยเวทย์มนต์นี่ยังไม่มีหนังเรื่องไหนทำออกมาอย่างจริงจังเลย นึกออกใช่มั้ยครับการร่ายเวทย์แบบเกม Final Fantasy เงี้ย ร่ายแบบใช้เวทย์เอามาซัดกันจะๆ อันนี้ถ้าเน้นดีๆ ผมว่าหนังชุดนี้คงดึงคนดูได้เยอะล่ะครับ เพราะอย่าง Lord ก็แค่เอาไม้เท้ามาจ่อกัน หรือจะ Harry ก็แค่เอาไฟเย็นมายิงกัน (5555) มีแต่เรื่องนี้แหละครับที่ร่ายไฟมายิงกัน … อืมม์ ถ้าถามผมนะ จุดนี้แหละที่ค่อนข้างจะน่าจดจำที่สุดในหนังแฟนตาซีเรื่องนี้

นอกนั้นเหรอครับ … อืมม์ ฉากเอามังกรมาบินตีกันตอนท้ายก็นับว่าเป็นไฮไลท์เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ถึงกับสุดยอด เป็นเพราะอะไรไว้จะร่ายในส่วนหลังๆ แล้วกัน

ถ้ามาว่ากันที่จุดโหวงๆ อันที่ใหญ่เลยคือเนื้อเรื่องครับ อย่างที่บอกคือมันธรรมดาพอจะเดาได้ ถ้าพูดเรื่องจินตนาการมันยังไม่ทะลักทะเล็ดขนาดจะอ้าปากค้างน่ะครับ เนื้อหาข้างใน รูปแบบบ้านเมือง หรือเผ่าพันธุ์ในดินแดนนั้นยังค่อนข้างธรรมดาครับ หลักๆ มีแค่มังกรบินน่ะแหละ แล้วเนื้อเรื่องเองก็ยังขาดๆ เกินๆ อะไรอีกหลายอย่าง ไม่ลงตัวนัก มาว่ากันตามที่ผมคิดเลยนะครับ

อย่างแรกเลยคือ หนังยังไม่สามารถดึงให้เราจมไปกับดินแดนนี้ได้ และไม่สามารถทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเกริกไกรของนักรบมังกร และนั่นก็ทำให้ตัวเอกเอรากอนไม่เด่นเท่าที่ควรจะเป็น

หนังเปิดเรื่องมา เอรากอนคือเด็กชาวนาใช่มั้ยครับ แต่แล้วเขาก็มาพบว่าตนเองคือผู้ถูกเลือกให้เป็นคนกอบกู้ในตำนานอะไรอย่างนั้นน่ะ แล้วหนังก็ดูเหมือนจะหยุดอยู่แค่นี้ ทั้งๆ ที่หนังน่าจะสามารถย้ำความยิ่งใหญ่ของนักรบมังกร ย้ำว่าเมื่อก่อนพวกเขาสง่าแค่ไหน และพวกเขาเป็นความหวังของคนในดินแดนนี้แค่ไหน แล้วทีนี้พอนักรบมังกรอันเป็นความหวังโดนทำลายไป ชาวบ้านก็ตกอยู่ในนรก พวกเขาเลยรอด้วยความหวัง ความหวังว่าจะมีใครสักคนมาช่วยกอบกู้ ถ้าหนังสามารถดึงอะไรเหล่านี้เข้าหัวคนดูได้ล่ะก็ ตัวละครเอกอย่าง เอรากอน จะกลายเป็นคนพิเศษ The Special ขึ้นมาจริงๆ ครับ แต่นี่เท่าๆ ที่ดู ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเอรากอนจะพิเศษตรงไหน ขนาดตัวเขาเองยังไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรเลยน่ะ แล้วพอมาตอนท้ายบทจะฮึดก็สู้ซะง่ายๆ อย่างนั้น คือถ้ามีฉากประเภทเขาค่อยๆ มองไปที่ชาวบ้านที่ตื่นกลัว แล้วทำให้เาตระหนักในภาระหน้าที่ขึ้นมา แล้วค่อยฮึดอย่างนั้นค่อยโอเคหน่อยครับ แต่นี่เหมือนฮึดเพราะผู้กำกับสั่งว่า “เฮ้ย นี่ฉากไคลแม็กซ์นะ แกต้องฮึด” แล้วพี่บาบิกอน เอ้ย พี่เอรากอนแกก็ฮึดชูดาบทันที ทั้งๆ ที่ตลอดเรื่องแกไม่ได้ตระหนักถึงความเป็นนักรบมังกรในตำนานซักเท่าไหร่เลย

เฮ่อ นั่นแหละครับความเรื่องมากของคนเรื่องเยอะ บางท่านอาจจะบอกว่ามันไม่มีก็ไม่เป็นไร ก็จริงครับ เพราะมันก็ดูได้เหมือนกัน เพียงแต่ถ้าหากมีอะไรเหล่านี้หนังก็จะแข็งขึ้นน่ะ มีอะไรให้เร้าอารมณ์ ให้เราคล้อยตามและเอาใจช่วยเอรากอนแบบเต็มที่

ก็เห็นว่าไหนๆ ในหนังมันก็โล่งๆ น่ะครับ ไม่มีอะไรนัก ถ้าเพิ่มนี่ไป นั่นไประหว่างทางหนังมันก็จะมีอะไรขึ้นเยอะทีเดียว เหมือนมาม่าน่ะครับ ต้มสามนาทีกินได้ก็จริง แต่หากมีผักและหมูใส่ลงไปมันก็จะมีอะไรมากขึ้น ประมาณนั้นแหละ

ในส่วนของแอ๊คชั่นนะครับ อันนี้ก็มีบ้าง แต่ไม่ได้มาก และไอ้ไม่มากที่ว่านี่ก็ไม่ได้น่าจดจำด้วย คือมันเดิมๆ น่ะแหละครับ แล้วบางฉากยังออกมามั่วด้วย ฟันกันไวไป ดูไม่ทันว่าอะไรเป็นอะไร และอีกส่วนหนึ่งไม่รู้หนังประหยัดทุนหรือเปล่านะครับ แต่หนังมีความอลังการน้อยมาก ฉากดูแคบๆ ที่กว้างน่ะมีแค่ตรงลาน ตรงป่าน่ะครับ อันนั้นกว้าง แต่พวกปราสาทต่างๆ ไม่ว่าจะคุกของดูร์ซา หรือวังของกัลบาทอริกซ์ก็ดูคับๆ แคบๆ อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทีมงานแกจะเก็บความอลังการไว้คราวหน้าหรือเปล่านะครับ แต่ภาคนี้มันดูอุดอู้อ้ะ เหมือนหนังไม่ลงทุนยังไงก็ไม่ทราบ แคบเกินไป ขนาดหนังธรรมดาๆ อย่าง Dungeons & Dragons ที่โดนกระหน่ำบ่นไปว่าเนื้อหาโล่ง แต่ผมว่าด้านฉากด้านอะไรยังอลังการกว่าตั้งเยอะ

ฉากสำคัญดูจะเป็นฉากสู้กันตอนท้าย ที่เอรากอนขี่มังกรฟัดกับดูร์ซา บอกตามตรงว่าโหมโรงได้ดีครับฉากนี้ เหมือนดูมวยคู่เอก แล้วไอเดียการสู้ก็ดีด้วย ขี่มังกรบินกัน สู้กัน ยิงเวทย์กัน ช่วงนี้จัดว่าโอเคล่ะครับ ออกมามันส์ดี แม้จะยังมีจุดอ่อนเดิมตามมาหลอกหลอนอยู่ นั่นคือ การตัดต่อที่ไวไปจนอาจจะดูไม่รู้เรื่องในบางครั้ง (อารมณ์เดียวกับตอนดู Spawn ในฉากที่ตีกันในนรกน่ะครับ ไม่รู้จะไวไปไหน)

นั่นแหละครับที่คิดนะ คือมันยังมีอะไรขาดๆ เกินๆ อยู่หลายอย่างจริงๆ ในส่วนของดารานั้นอันนี้ก็ทำใจหน่อยล่ะครับ เพราะ Edward Speleers น่ะยังไม่มีฝีมือเด็ดขาดขนาดนั้น นี่ยังเป็นงานแสดงเรื่องแรกอีกด้วย แล้วส่วนหนึ่งก็มาจากบทที่ไม่ช่วยขับเน้นเขาเท่าไหร่ เหมือนให้พี่แกมาเป็นตัวเอกแล้วก็เดินไปผจญภัยเรื่อยๆ ยังไม่ได้สร้างมิติของตัวละครเอรากอนขึ้นมา เอรากอนของเราเลยดูแบนๆ ครับ เรียบๆ แต่อันนี้พอทำใจได้นะ คือเข้าใจน่ะครับ ว่ายังเล่นไม่ดี ไม่แน่ภาคหน้าอาจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่เลวครับ พอทำเนา จริงๆ ผมไม่อยากจะโทษ Speleers เพราะตามความจริงแล้ว จุดอ่อนมันอยู่ที่บทที่ไม่สามารถสร้างคาแร็คเตอร์และความลึกให้กับเอรากอนได้มากกว่า

ส่วนดาราเจ้าอื่นๆ ก็มืออาชีพนะครับ Jeremy Irons กับบทบรอม ซึ่งก็เป็นบทราวๆ แกนดาล์ฟแห่ง Lord หรือ แฮกริดแห่ง Harry น่ะแหละ มาสมทบคอยหนุนพระเอก ซึ่งขานี้เล่นยังไงๆ ก็สบาย มาดดี แต่จุดอ่อนก็อันเดียวกับเอรากอนเลยครับ คือไปแย่ตรงบท ตรงความลึก แค่เรื่องแสดงอารมณ์นี่หายห่วง เอาแค่ท่าทางเมาๆ ตอนต้นเรื่องนั่นก็นับถือแล้วครับ แต่ด้านมิตินี่ซิครับที่ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่

ตามเนื้อเรื่องนั้นนะครับตัวละครบรอม (เฮ้ สปอยล์จ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา หนีเร็วววววววววววววววว)

บรอมก็คืออดีตนักรบมังกรคนหนึ่งครับ แล้วทีนี้ผมว่าพี่แกนี่แหละที่จะสามารถดึงคนดูเข้าสู่โลกแห่งนักรบมังกรได้อย่างดี ไม่ว่าจะการเล่าตำนานหรือทำอะไรก็ตามที่เป็นการเรียกน้ำย่อยว่า เส้นทางที่เอรากอนกำลังจะเดินไปนั้นคือเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ แล้วตัวนักรบมังกรนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน คือนักรบมังกรนี่จะเป็นที่จดจำแก่คนดูหรือไม่นั้น แกเป็นตัวจักรสำคัญเหมือนกันนะครับ แต่เท่าที่เป็นอยู่คือลุงแกไม่ค่อยจะได้ทำอะไรนัก คือแม้จะมีสอนบ้างอันนี้ก็ดีครับ จริงๆ ในหนังเขาก็ทำหน้าที่ได้น่าพอใจในระดับหนึ่งอยู่แล้วล่ะครับ เพียงแต่แกยังสามารถทำได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะปูตำนาน ทำให้เอรากอนตระหนักในภาระหน้าที่ และคอยเตือนสติเอรากอนอะไรแบบนั้น

จุดนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเป็นปมไว้สำหรับภาคต่อหรือเปล่านะครับ ผมไม่เคยอ่านนิยายน่ะยอมรับเลย แต่นี่ก็ว่ากันจากหน้าหนังมันก็ประมาณนี้แหละครับ

แต่ถ้าพูดถึงการแสดง ก็ยังขอย้ำว่า Irons หายห่วง เช่นเดียวกับ Malkovich ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่โผล่หน้ามาก็อยากจะกระโดดถีบหน้ากัลบาทอริกซ์แล้วครับ ชั่วร้อยเมตรจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ บทบาทเขายังไม่มาก จนบางครั้งก็ดูเหมือนแกไม่น่าจะเก่งอะไรมากมาย แต่ก็ไม่แน่ครับ ภาคหน้าแกอาจจะมีอะไรมาแสดงก็ได้

ส่วนนางเอกนะครับก็ได้ Sienna Guillory มาเล่นเป็นอารีอา ความสวยน่ะโอเคครับ เล่นก็พอไหว แต่มิติก็ไม่มีพอกัน ดูๆ ก็เหมือนจะให้เธอไปปิ๊งกับเอรากอนนะ ซึ่งดูๆ ไปก็เหมือนเป็นการปิ๊งตามบทอีกนั่นแหละ อันนี้ผมรู้สึกเลยนะว่า Peter Buchman, Lawrence Konner, Mark Rosenthal และ Jesse Wigutow เหล่าขบวนการคนเขียนบทเรนเจอร์ เอานิยายมาเกลาแล้วถอดรหัสเป็นบทหนังเนี่ยนะครับ เหมือนถอดมาแต่เนื้อความตามอักษร ส่วนมิติ ความลึก และอื่นๆ และอื่นๆ และอื่นๆ พี่ท่านไม่ได้เอามาไว้ในหนังเลยครับ คือมาดุ้นๆ น่ะครับ เหมือนจะละเลยอะไรบางอย่างไปบ้าง

ตัวอย่างเช่น ตัวละครหนึ่งที่ติดตามเอรากอนมาอย่างลับๆ น่ะครับ ประมาณมาคอยแอบช่วย แอบอะไรแบบนั้น คือไอ้ตัวพี่คนเนี้ยผมฟันธงเลยว่ามันสามารถเป็นตัวขโมยซีนชั้นยอดได้แน่ๆ เพราะลีลาบุคลิกแล้วยังปูมหลังของพี่คนนี้ สามารถเล่นอะไรได้มากมาย (ตัวละครนี้ชื่อ เมอร์ทัฟนะครับ Garrett Hedlund รับบท) แต่หนังดันนำเสนอพี่ท่านอย่างทื่อๆ ครับ ทั้งๆ ที่ตอนเปิดตัวสามารถทำได้อย่างเท่ห์ แหม คนชุดคลุมดำ แล้วก็ยิงธนูมาช่วยพระเอกนะครับ แหม เปิดตัวดีๆ นี่เลโกลัสก็เลโกลัสเถอะ เจอพี่คนนี้ไปก็อาจจะหนาวนะ แต่ไม่ต้องห่วงครับ พี่เลโกยังอยู่ดี เพราะหนังเล่นเปิดตัวพี่เมอร์ทัฟรายนี้ได้จืดมากๆ ครับ หรือแม้แต่การเฉลยปมเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเขา ความจริงน่าจะทำได้แบบลุ้นๆ อึ้งๆ แต่หนังบอกแบบเมาๆ ครับ แค่มองหน้าก็จำได้เลยว่า อ้าว ไอ้นี่ลูกคนนี้นี่หว่า แล้วก็พาตัวไปขังเลย … เฮ้ย พี่ พี่ช่วยทำให้ผมระทึกได้มั้ยครับ คือถ้าพี่ทำแบบธรรมดาๆ เหมือนประโยคบอกเล่าแบบนี้ผมให้เพื่อนซื้อตั๋วแล้วให้มันมานั่งเล่าก็ได้ อารมณ์เดียวกัน หรือดีไม่ดีผมขอร้องให้คุณพี่เฉลิมชัย ดูให้แล้วเอามาเล่าออกทีวีก็ได้ ตื่นเต้นกว่ากันเยอะครับ

นอกนั้นก็มี Djimon Hounsou มารับบทอาจิฮัด หัวหน้ากลุ่มวาร์เดน พี่ท่านก็มาแบบเรื่อยๆ พอกัน จริงๆ พี่คนนี้ก็เหมือนกันครับ ตอนแรกผมนึกว่าจะมาทำอะไรให้พี่เอรากอนแกฮึดครับ เพราะช่วงแรกและช่วงกลางพี่เอรากอนดูจะยังนิ่งๆ ประหนึ่งดั่งกับยังไม่รู้ว่าตนเองมีความสำคัญแค่ไหน แล้วทีนี้ตอนท้ายตามสูตรครับ ภัยมาถึงหน้าบ้าน และมีแต่พี่บาบิกอน เอ้ย หมายถึงพี่เอรากอนนะครับ มีแต่พี่แกเท่านั้นที่จะขี่มังกรไฟฟัดกับศัตรู จริงๆ ช่วงนี้น่าจะเป็นประมาณจุดเปลี่ยนทำให้เอรากอนเติบโตขึ้น จากเด็กหนุ่มกลายเป็นนักรบ อะไรทำนองนั้นน่ะนะฮะ แต่ปรากฎว่าก็เปล่าครับ พี่ท่านเลยเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ควรจะทำ

พูดถึงตอนท้าย อันนี้ก็ปอยล์นะครับ ระวังไว้ คือจุดที่ว่าก็คือตอนท้ายที่เอรากอนต้องขี่มังกรลุยแล้ว ตอนแรกนึกว่าจะมีเหตุการณ์หรือใครซักคนมาพูดให้พี่ท่านฮึด แต่ก็ไม่มี หรือจะให้มีฉากประมาณว่าพี่เอรากอนแกมองเห็นประชาชนผู้บริสุทธิ์กำลังจะลำบากแล้วพี่แกฮึด … ก็ไม่มี แล้วจู่ๆ ตัดมาฉากต่อมาพี่เอรากอนก็เปลี่ยนท่าทีเลยครับ กลายเป็นรู้งานเลย มายืนคุยกับมังกรคู่ใจว่าพร้อมแล้ววววววว … ง่ายอย่างนั้นเลย

555 ยิ่งคิดยิ่งฮา คือ บางคนอาจจะเห็นว่าผมเรื่องมากมองโน่นมองนี่ดูหนังไม่สนุกแน่ แต่เปล่าครับ ผมดูไปก็ฮาตลอดอ้ะ ฮาตรงนี้แหละ ยิ่งคิดยิ่งฮา ค่าตั๋วที่จ่ายไปตัวหนังมันไม่คุ้มเท่าไหร่ แต่ตอนมาคิดเอาฮานี่ผมว่าคุ้มดีจริงๆ

ครับ เมื่อเราพูดถึงตัวละครไปแล้ว จะลืมมังกรได้ไง คือมังกรนี่ชื่อ ซาเฟียร่า ได้ Rachel Weisz มาพากย์นะครับ ตัวมังกรก็โอเคล่ะครับ แล้วเธอก็พากย์ได้ไม่เลว ตรงนี้จัดว่าโอเคนะ แต่ถ้าให้ว่ากันโดยส่วนลึกนะครับ ตัวมังกรยังไม่แจ๋วขนาดนั้น ยังไงๆ ถ้านึกถึงมังกรล่ะก็ต้องมีภาพมังกรเดรโก้จาก Dragon Heart โผล่มาหลอกหลอนทุกที มังกรบ้าอะไรวะ เท่ห์โคตรๆ (จริงๆ ผมอยากใช้คำที่มันแรงกว่านี้คัรบ แต่โดนแบนแน่ๆ … เท่ห์ Here Here … ประมาณนั้นน่ะจ้า) แต่ไม่เป็นไรครับ ในเรื่องมังกรตัวนี้ก็พอไหว

ครับ มาโดยสรุปคร่าวๆ แล้ว หนังไม่เด็ดน่ะครับ อันนี้ว่าตามจริงเลยนะ คือมันเรื่อยๆ น่ะครับ ถ้าเป็นหนังซัก 10 กว่าปีก่อนอาจจะพอทำเนา แต่ตอนนี้มันกลายเป็นของสามัญแล้วครับ Effect ก็เรื่อยๆ ความอลังการก็น้อย ไม่สมเป็นหนังแฟนตาซีเท่าไหร่ ตัวละครก็มาเรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยจะเด่น ตัวที่เด่นจริงๆ น่ะผมยกให้ตัวเดียวเท่านั้นในเรื่อง นั่นคือ ดูร์ซา พ่อมดเงาจอมวายร้ายที่ได้ Robert Carlyle แห่ง The Full Monty มารับบท ขานี้ยอดมากครับ เมคอัพได้ดีมากๆ ท่าทางเยี่ยม ความร้ายสุดยอด ตอนแสดงท่ากลัวกัลบาทอริกซ์นี่ยอดจริงๆ ครับ หรือตอนท้ายที่สู้กับเอรากอนก็ถือเป็นช็อตที่น่าจดจำมากๆ ถ้าจะให้ผมชมใครล่ะก็ พี่ Robert นี่แหละเล่นได้ยอดเยี่ยม Here Here เลยล่ะครับท่าน คุ้มตรงที่ดูแกเล่นชั่วนี่แหละ

ดนตรีของ Patrick Doyle นั้นนะครับ คือตอนแรกผมก็หวังลึกๆ นะ เพราะตอนทำให้ Harry 4 นั่นผมถือว่าดีเลยล่ะครับ ยิ่งเพลงตอนจบนี่ โอ้ ให้อารมณ์มากๆ ให้อารมณ์โหยหา มิตรภาพ และความหวัง ผมยังเสียดายเลยเนี่ยที่ภาค 5 ดันเปลี่ยนคนอีกแล้ว แต่ก็เอาเถอะครับ มาเรื่องนี้ดีกว่า ดนตรีในเรื่องจะว่าดีก็ดีนะ แต่มันก็ไม่สุด ผลที่ได้เลยเป็นประมาณว่า ไม่สุด แต่ก็ไม่ทำให้หนังเสีย แต่ที่ขาดไปเต็มๆ คืออารมณ์ฮึกเหิมครับ ที่ไม่ค่อยมีให้สัมผัสเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่สไตล์เพลงที่เหมาะสำหรับหนังอัศวินแบบนี้ ก็ต้องเป็นแนวฮึกเหิมนี่แหละครับ แต่ก็เอาเถอะ มีแค่นี้ก็แค่นี้น่ะเน้อะ

ในความคิดผมนะครับ คาดว่าถ้ามันมีภาคต่อนะ คือถ้ารายได้มีขี้ริ้วเกินไปก็ต้องมีตอนต่อตามนิยายอยู่แล้ว ภาคต่อน่าจะสนุกกว่าภาคแรกแน่ๆ ซึ่งผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องมันจะดำเนินไปในทิศทางไหน และคาดว่าอะไรๆ น่าจะดีขึ้นนะฮะ แต่สำหรับภาคนี้ ค่อนข้างเรื่อยๆ ถ้าท่านเป็นคอหนังผจญภัยแบบเข้าเส้นแล้วอยากดู ผมก็ไม่ห้ามครับ แต่อย่าคาดหวังแล้วกัน จริงๆ จะรอดูแผ่นก็ได้ครับ ลึกๆ แล้วผมคิดว่ามันไม่ได้คุ้มขนาดนั้นหรอก

อันนี้แล้วแต่นะครับ รอให้มันตั๋วเหลือ 100 ก่อนแล้วค่อยดูก็ได้ อาจจะโอเคขึ้น (เซฟไป 20 ก็เอาล่ะนะ) หรือไม่ก็รอเช่าแผ่นครับ ไม่ต้องเชื่อผมมากก็ได้นะครับ … ออ อีกอย่างหนึ่ง ไอ้ฉากจบครับ มันจบประมาณว่าจะทิ้งเชื้อทำภาคต่อนะฮะ แต่ฉากที่ว่านี่ไม่ใคร่จะกระตุ้นอารมณ์ให้ตื่นเต้นเลย ตรงกันข้ามครับเหมือนหนังทีวีมากกว่า

สองดาว แบบสามัญครับ

Star21

(6/10)

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.