Action

Dr. No (1962) พยัคฆ์ร้าย 007

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รีวิวหนังเจมส์ บอนด์ 007 ฉบับสมบูรณ์ซึ่งเป็นการรีเมครีวิวของผมเองน่ะนะครับ เพราะผมเคยเขียนถึงหนังของพ่อยอดสายลับคนนี้ไปถึง 3 ครั้งแล้ว (2 ครั้งในบล็อก และอีกหนึ่งครั้งในนิตยสาร Movie Time) ทีนี้ผมก็เลยอยากรวบเอาข้อมูลรีวิวทั้งหมดมาไว้ในทีเดียวเพื่อความสมบูรณ์ที่สุด จะได้ไม่ต้องไปทยอยอ่านหลายๆ รอบนะครับ

เอาล่ะ เรามาเริ่มก้าวแรกกับเรื่องราวของหนังบอนด์กันเลยนะครับ กับการย้อนอดีตว่ากว่าบอนด์จะออกมาเป็นหนังตอนแรกได้นั้นต้องผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง

The Birth of Bond Films

1351613540

ชื่อ เจมส์ บอนด์ คงไม่มีทางได้ถือกำเนิดจนโด่งดังไปทั่วโลกหากปราศจากชายที่ชื่อ Ian Fleming นักเขียนชาวอังกฤษ ที่ได้ไอเดียสร้างสรรค์ตัวละครสายลับอังกฤษผู้เก่งกล้าและมากเสน่ห์รายนี้ตอนกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้านตากอากาศในจาไมก้าในช่วงเดือนมกราคม ปี 1952 โดยชื่อ เจมส์ บอนด์นั้นขอยืมมาจากชื่อของนักปักษาวิทยาชาวอเมริกัน ผู้ประพันธ์หนังสือ Birds of the West Indies ที่ Fleming ชอบอ่าน (เพราะเขาเป็นนักดูนกตัวยง) ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตัดสินสินใจใช้ชื่อนี้เพราะมันอ่านง่าย ใครๆ ก็จำได้แม่น

ส่วนบุคลิกของบอนด์ Fleming ได้ผสมเอาสองสายลับระดับพระกาฬที่มีตัวจริงๆ สมัยโลกยังระอุด้วยสงคราม หยิบจุดเด่นมาแต่งแต้มให้เป็นบอนด์ คนแรกคือ Sidney Reilly เจ้าของฉายาสุดยอดสายลับแห่งศตวรรษที่ 20 ที่มีทักษะในการปลอมแปลงอย่างเหนือชั้น ว่ากันว่าขนาดประวัติชีวิตส่วนตัวที่โลกรู้เกี่ยวกับเขา ยังอาจไม่ใช่เรื่องจริงด้วยซ้ำ ส่วนคนที่สองคือ William Stephenson สายลับชื่อดังที่เป็นทั้งทหาร, นักบิน, นักธุรกิจวางแผน และนักประดิษฐ์ รหัสแทนตัวคือ Intrepid ซึ่ง Fleming เห็นว่าทั้งสองเป็นต้นแบบสายลับที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

Fleming ลงมือแต่งนิยายเจมส์ บอนด์ตอนแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ชื่อตอนว่า Casino Royale ซึ่งผลตอบรับนับว่าน่าพอใจ (แต่ไม่ถึงกับดังคับฟ้า) จนทำให้เกิดนิยาย 007 ต่อมาอีกรวม 12 เล่ม และตอนสั้นอีก 2 ชุด

ต่อมาในปี 1954 Gregory Ratoff ผู้อำนวยการสร้างประจำสถานี CBS มีความสนใจอยากเอา Casino Royale มาทำเป็นหนังสั้นความยาวหนึ่งชั่วโมงไปฉายในซีรี่ส์ Climax! ได้ Barry Nelson มารับบทเจมส์ หรือ จิมมี่ บอนด์ โดย Ratoff ขอซื้อสิทธิ์ไปด้วยเงิน $1,000 เหรียญ ส่วนตัวหนังเองก็ได้คำชมไประดับหนึ่ง

ทีนี้ Fleming เลยเริ่มอยากเอาตัวละครเจมส์ บอนด์ของเขาขึ้นจอเงิน เลยเอาไปเสนอกับ Alexander Korda นักสร้างหนังแนวสืบสวนที่ดังไม่สร่างจาก The Third Man (1949) แต่ Korda ก็ไม่สนใจครับ

Fleming ก็ไม่ย่อท้อพยายามหาทางต่อ ก็พอดีที่เพื่อนสนิทของเขาแนะนำให้รู้จักกับ Kevin McClory นักสร้างหนังที่เคยร่วมงานในหนังดังๆ อย่าง The African Queen (1951) และ Around the World in 80 Days (1956) พอคุยกันถูกคอ Fleming, McClory และ Jack Whittingham นักเขียนและนักวิจารณ์ชาวอังกฤษ ได้มาร่วมกันสร้างบทภาพยนตร์ตอนแรกบนจอเงินของหนังของเจมส์ บอนด์ (เริ่มงานกันในปี 1959)

โครงเรื่องนั้นยิ่งใหญ่ทีเดียวครับ กะว่าทำออกมาแล้วดัง ไหนจะไปตามเอา Alfred Hitchcock มากำกับ แล้วมอบบทบอนด์ให้ Richard Burton อีก แต่เหมือนฟ้าจะยังไม่ยอมให้ชื่อบอนด์ดังง่ายๆ เพราะงานกำกับล่าสุดของ McClory เกิดเจ๊งไม่เป็นท่า สถานภาพทางการเงินก็เลยง่อนแง่น Hitchcock กับ Burton ก็ไม่ตกลงที่จะร่วมงาน ลองว่าแบบนี้วงเลยแตก ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานอื่น โดย Fleming เองก็พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เอาโครงเรื่องที่คิดกันไปแต่งเป็นนิยาย 007 ตอน Thunderball แทน

พอปี 1961 ขณะที่ Fleming ชักจะถอดใจ ก็ได้รับการติดต่อจากผู้อำนวยการสร้าง Harry Saltzman ซึ่งติดใจนิยาย 007 ตอน Golfinger อย่างมากเลยขอซื้อสิทธิ์เจมส์ บอนด์ในสนนราคาสูงถึง $50,000 เหรียญสำหรับบอนด์ทุกตอนยกเว้น Casino Royale ที่ Fleming ขายไปก่อนหน้านี้ในราคา $1,000 เหรียญ

1351615026

แต่พอซื้อมาแล้ว Saltzman ก็ไม่ลงมือสร้างในทันที ได้แต่คิดรีรอ จนกระทั่ง Albert R. Broccoli นักสร้างหนังที่คลั่งไคล้เจมส์ บอนด์มาตั้งแต่ปี 1957 เกิดทนไม่ไหว เดินไปหา Saltzman ถึงสำนักงานแล้วยื่นข้อเสนอว่า ถ้า Saltzman ยังไม่คิดจะทำหนังเจมส์ บอนด์ กรุณาขายสิทธิ์ต่อให้เขาเถอะ

ทีนี้ Saltzman ก็บอก Broccoli ไปตามจริงว่า ไม่ใช่จะไม่ทำ แต่ยังตีหนังไม่แตก คิดว่าต้องมีการปรับอะไรหลายอย่างเพราะหากเอาสไตล์แบบในนิยายไปเสนอตามสตูดิโออาจโดนปฏิเสธ (เพราะเรื่องราวของบอนด์ฉบับนิยายนั้นมันเคร่งขรึมมากครับ) เขาเลยใช้เวลาใคร่ครวญนานไปหน่อย ทีนี้เมื่อคุยไปคุยมาสองคนก็ถูกคอครับ Saltzman เลยเสนอให้ Broccoli มาเป็นหุ้นส่วนช่วยกันทำหนังเจมส์ บอนด์ออกมาเลยดีไหม ซึ่งรายหลังก็ยินดีครับ จะยังไงก็ได้ขอให้มีโอกาสได้ทำหนังบอนด์ก็พอใจแล้ว

เมื่อทั้งคู่จับมือกัน แผนการสร้างหนังก็ดำเนินอย่างเต็มตัวเสียที แต่ในช่วงแรกไม่มีสตูดิโอไหนยอมเป็นนายทุนให้เลยครับ โดยให้เหตุผลว่าหนังเจมส์ บอนด์นี่ “มันดูเป็นอังกฤษเกินไป (ไม่หวือหวาเท่าอเมริกัน) ซ้ำยังมีเนื้อหาวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องเพศเต็มไปหมด” ทางผู้สร้างก็ไม่ยอมท้อใจ เดินหน้าต่อในการเลือกผู้กำกับ ชื่อของ Guy Green, Guy Hamilton และ Ken Hughes อยู่ในโผ แต่ทุกคนปฏิเสธหมด

จน Broccoli ลองไปทาบทาม Terence Young ที่เคยกำกับหนังให้เขามาเรื่องหนึ่ง ปรากฏว่านายคนนี้มีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมมากในการถ่ายทอดเจมส์ บอนด์สู่แผ่นฟิล์ม เพราะแรกเริ่มเดิมทีนั้น ตัวละครบอนด์ฉบับนิยายจะค่อนข้างจริงจัง ดุดัน โหดมากชนิดฆ่าคนอย่างเลือดเย็น (แบบเดียวกับที่ Daniel Craig เล่นไว้ใน Casino Royale น่ะครับ) ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ที่คนยุคนั้นยังไม่เปิดรับเท่าไร จึงต้องมีการเหยาะอารมณ์ขันเล็กๆ ลงไป ลดความเครียดลงนิดเพื่อให้รสชาติหนังกลมกล่อม ถูกปากคนทั่วโลก

เมื่อได้คนกำกับก็มาถึงบทภาพยนตร์ ซึ่งคราวแรกทั้ง Saltzman, Broccoli และ Fleming เห็นตรงกันว่าจะเอา Thunderball มาทำเป็นหนังบอนด์ตอนแรก เพราะ Fleming เขียนเรื่องนี้มาเพื่อทำเป็นหนังอยู่แล้ว

แต่พออ้าปากเท่านั้นล่ะครับ McClory กับ Whittingham ที่เขียนบทร่วมกับ Fleming ก็ออกมาขู่ทันทีว่าไม่อนุญาต เว้นแต่จะให้เขาร่วมสร้างด้วย พอ Saltzman กับ Broccoli เห็นว่าเรื่องชักจะไปกันใหญ่ จึงขยับไปเอานิยายตอน Dr. No มาทำแทนซะเลยเพื่อตัดปัญหา ประจวบเหมาะกับค่ายหนัง United Artist ตกลงเป็นนายทุนให้ พร้อมงบ $1 ล้านเหรียญ

ลองว่าไฟเขียวขนาดนี้บทหนังก็ได้เวลาเสร็จล่ะครับ ซึ่งคนเขียนรายแรกคือ Wolf Mankowitz เพื่อนของ Broccoli แต่ปรากฏว่าพี่แกตื่นเต้นครับ อ่านบทที่เขียนแล้วเกิดไม่พอใจ พาลคิดไปว่าบทหนังเรื่องนี้อาจยุติชีวิตนักเขียนบทของเขาได้ เลยขอให้ Broccoli ถอดชื่อเขาออก ท่ามกลางความงงของทีมงานเพราะบทก็ออกมาดี ขนาด Fleming ยังยอมรับ แต่เมื่อเขายืนกรานทีมงานก็ไม่อาจขัด ต้องไปขอแรงให้ Richard Maibaum มาเกลาบทแทนและใส่ชื่อในเครดิต ผลที่ได้ก็คือ Maibaum ได้เขียนบทหนังเจมส์ บอนด์ต่อจากนั้นอีก 12 ตอนด้วยกัน เสียดายแทน Mankowitz จริงๆ ครับ ได้โอกาสดีแล้วแท้ๆ แต่ก็น่าเห็นใจเช่นกัน เพราะคาดว่าเขาน่าจะตื่นเต้นมากตอนอ่านบทน่ะครับ เห็น Broccoli บอกว่าอ่านแบบรีบๆ ด้วย

การตามหาคนมาสวมบทบอนด์ก็เริ่มต้นครับ ซึ่งต้องยอมรับว่านิยายบอนด์ไม่ใช่นิยายยอดฮิตในวงกว้าง นักแสดงชายมากมายที่ได้ถูกทาบทามจึงมักจะปฏิเสธ เช่น Cary Grant ที่ถูกหมายตาก็บอกว่าเขาไม่เหมาะกับบทนี้หรอก เพราะอายุปาเข้าไปตั้ง 58 ปีแล้ว แก่เกินบู๊ ส่วนดาราเจ้าอื่นตั้งแต่ Patrick McGoohan, James Mason และ David Niven ก็ไม่เอาด้วยสักคน จน Broccoli ได้ดูหนังเรื่อง Darby O’Gill and the Little People (1959) แล้วติดใจลีลาการต่อสู้กับความเท่ห์ของดาราหนุ่มหน้าใหม่นาม Sean Connery ที่ภรรยาของ Broccoli ก็ยืนยันว่าหนุ่มคนนี้มีเสน่ห์ทางเพศอย่างยิ่ง Broccoli เลยจัดแจงทดสอบบท และด้วยความหล่อเหลา หุ่นดี มีเสน่ห์ ดูเคร่งขรึมแต่ก็แฝงอารมณ์ขัน ดูเพลย์บอยแต่ก็ไม่ใช่พวกเหลาะแหละ Connery จึงได้ตำแหน่งเจมส์ บอนด์คนแรกบนจอเงินไปในที่สุด ส่วนคนที่เคยปฏิเสธ พอเห็นหนังดังยาวนานก็พากันเสียดายเป็นทิวแถว

1351615258

Dr. No ว่าด้วยการผจญภัยครั้งแรกบนจอใหญ่ของสายลับอังกฤษรหัส 007 (ซึ่งรหัสนำหน้า 00 แสดงว่า มีใบอนุญาตฆ่า) นามว่าเจมส์ บอนด์ (Connery) ที่ถูกส่งไปจาไมก้าเพื่อสืบร่องรอยคดีฆาตกรรมเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับอังกฤษที่ชื่อสแตรงเวย์ แล้วเงื่อนงำทั้งหลายก็นำพาเขาไปพบกับอาชญากรลึกลับ ด็อกเตอร์โน (Joseph Wiseman) ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งคดีฆาตกรรมและปฏิบัติการร้ายหมายก่อกวนความสงบสุขของโลก

งานนี้บอนด์เลยต้องออกโรงตามไปถล่ม ดร.โน ถึงฐานลับในเกาะแคร็บคีย์ และการผจญภัยครั้งนี้ทำให้เขาได้เจอกับซีไอเอหนุ่ม เฟลิกซ์ ไลเตอร์ (Jack Lord) พันธมิตรมือดีที่คอยช่วยเหลือบอนด์ไปอีกหลายตอน

นี่คือตำนานบทแรกที่ส่งให้เจมส์ บอนด์ 007 กลายเป็นตัวละครที่โด่งดัง และแจ้งเกิดใน Connery ในทันที ด้านรายได้หนังทำไปน่าพอใจสุดๆ ลงทุน $1 ล้าน ได้คืนมา $59 ล้านจากทั่วโลก มีแฟนๆ ติดเกรียว ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนชอบหนังเจมส์ บอนด์ ได้แก่องค์ประกอบที่แสนจะลงตัวระหว่างแอ็กชัน การสืบสวน ฉากผจญภัยเสี่ยงตายชวนลุ้น มีพระเอกรูปหล่อทรงเสน่ห์ และฉลาดเท่ห์ทุกย่างก้าว ตามด้วยโลเกชั่นที่สวยงามแปลกตา กับตัวร้ายที่มีเอกลักษณ์ ผสมกับดนตรีธีมหลักที่แสนจะคลาสสิก ซึ่งประพันธ์โดย Monty Norman ก็ติดหูคนฟังจนมีคนเอามาฮัมตามตอนเดิมถนนกันเพียบ, ฉากไตเติ้ลที่มองบอนด์ผ่านทางรูกระบอกปืน (Gun barrel sequence) ที่ออกแบบโดย Maurice Binder ก็ได้รับคำชื่นชมว่าสร้างสรรค์ และที่ขาดไม่ได้คือ สาวสวยเซ็กซี่หรือ สาวบอนด์ ซึ่งคนแรกที่ได้ตำแหน่งนี้คือ Ursula Andress ในบท ฮันนี่ ไรเดอร์ สาวชาวหาดที่นุ่งบิกินี่ขึ้นจากทะเล โชว์ทรวดทรงแบบจะๆ เล่นเอาหนุ่มๆ ตาลุกวาวแล้ววาวอีก ไหนจะสาวเจ้าอื่นอีก หนุ่มๆ เลยติดใจหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยากเย็น และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของหนังบอนด์ทุกภาค (ครบสูตร Sex และความรุนแรงจริงๆ)

Dr. No ยังเปิดตัวคาแร็กเตอร์หลักประจำหนังชุดนี้ ได้แก่ M หัวหน้าของบอนด์ที่ได้ดาราลายคราม Bernard Lee มาแสดง กับมิสมันนี่เพนนี (Lois Maxwell) เลขาหน้าห้องของ M ที่ต้องมาเล่นหมาหยอกไก่กับบอนด์ทุกตอน ซึ่งเป็นฉากรวยอารมณ์ขันที่ได้รับการกล่าวขานเสมอ พอๆ กับตอนที่ Q ให้อุปกรณ์ 007 น่ะแหละครับ ซึ่งบทของ Q นั้นก็มีตั้งแต่ภาคนี้แล้วครับ เพียงแค่ไม่ได้ใช้ชื่อ Q แต่เป็นผู้พันบูทรอยด์แทน (รับบทโดย Peter Burton) ซึ่งยังไม่ได้ทำอะไรมาก นอกจากเอาปืนวอลเตอร์พีพีเคมามอบให้บอนด์นำไปใช้เป็นอาวุธคู่กายแทนปืนบาเร็ตต้า

1351615396

เนื้อหาจัดว่าสนุกครับ ไม่ซับซ้อน แต่ก็น่าติดตาม กับสารพัดแอ็กชันดีๆ องค์ประกอบสูตรสำเร็จที่ใช้แล้วเด็ดทุกครั้ง ดาราก็มากฝีมือ Dr. No จึงได้คำชื่นชมจากคนดูสมัยนั้น แต่อย่าคิดว่านักวิจารณ์จะปลื้มนะครับ มีออกมาโจมตีเยอะใช่ย่อย หาว่าเป็นหนังรุนแรงที่มีอารมณ์ขันแบบซาดิสม์ ทางกรุงวาติกันก็แทงเรื่องลงมาว่าหนังเรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมเหลือเกิน ทั้งการฆ่าและเรื่องเพศ แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้นครับ เพราะในวงกว้าง Dr. No คือหนังสนุกที่ตอบสนองผู้ชมได้อย่างบันเทิงเริงใจ แต่ก็ไม่ลืมอารมณ์หนังสายลับที่แฝงเรื่องคอขาดบาดตายไว้ด้วย

ขณะเดียวกันหนังก็ยังมีการทิ้งเชื้อ โดยให้ ดร.โน กล่าวถึงองค์กรลึกลับที่ชื่อ SPECTRE (ย่อมาจาก Special Executive for Counter-intelligence, Terrorism, Revenge and Extortion) ซึ่งเป็นหัวหน้าของ ดร.โนอีกที จนแฟนๆ หลายคนออกมาคาดการณ์ว่าภาคหน้า องค์กรนี้น่าจะกลับมาก่อความไม่สงบอีกแน่ๆ… แล้วก็จริงซะด้วย

และคนที่ไม่ชมไม่ได้คงเป็นผู้กำกับ Terence Young ครับ ที่ทำหนังออกมาได้มาตรฐานและพอดีพอดิบ มีครบทั้งความเข้มแบบนิยายและความบันเทิงสำหรับผู้ชม ซึ่งดูแล้วถือว่าหนังค่อนข้างจริงจังและบรรยากาศจะตึงเครียด เป็นหนังสายลับจริงๆ ที่ชีวิตต้องมาคลุกคลีกับความตายตลอดและสามารถถูกฆ่าได้ทุกเมื่อ แต่ผลที่ได้ต้องนับว่าน่าพอใจครับ เพราะมันไม่ได้เครียดเว่อร์และหนังยังเป็นแนวออกผจญภัยหน่อยๆ ด้วย เราจึงได้เห็นสถานที่ที่หลากหลาย ตรงนี้ช่วยแก้เบื่อได้เยอะเลยครับ และยังเป็นจุดเด่นอีกอย่างในหนังบอนด์ นั่นก็คือจะมีโลเกชั่นสวยๆ มาให้เราได้ดูทุกตอน พวกวิวสวยๆ แปลกตาจะมีมาตลอดครับ เรียกว่าดูหนังก็คุ้มแล้ว ยังได้ดูวิวอีก ผมว่าคุ้มค่าหนักเข้าไปใหญ่เลยล่ะ

นี่จัดเป็นหนังแอ๊คชั่นสายลับในตำนานเลยนะครับ ดูแล้วมันส์ น่าติดตาม สาวๆ ก็สวย มีฉากมากมายให้เราได้ทัศนา กับการเดินเรื่องตามสูตรที่ช่วงท้ายบอนด์ต้องตีกับวายร้ายพร้อมด้วยฉากการถล่มฐานทัพที่ยิ่งใหญ่ อะไรเหล่านี้นี่แหละครับ คือสิ่งที่คุณๆ จะได้รับจากหนังชุดนี้ ถ้าชอบก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพลาดล่ะครับ เพราะมันคือเสน่ห์หนังบอนด์ที่มาคนชอบมานานแสนนาน ดูสนุก เพลิน สาวสวย แอ็กชันด้วย สืบนิดหน่อยพอเป็นกระสาย ไม่หนักเกินไปแต่ก็ไม่ได้ติงต๊อง หนังแบบนี้แหละครับเหมาะจะเอาไว้ดูเพื่อความบันเทิง หลับออกจากโลกความจริงที่แสนจะหนักหัวได้สักพักใหญ่ๆ

สำหรับเรื่องราวการสร้างหนังบอนด์ก็ต้องนับถือในความพยายามของ Ian Fleming คนแต่งนิยายบอนด์นะครับ เพราะเขาพยายามจะเย็นนิยายตนเองให้เป็นหนังอยูหลายปีทีเดียว กว่าจะเป็นหนังได้เนี่ยไม่ใช่แค่ปีสองปีหรอกนะครับ เรื่องแบบนี้ก็สอนนักแต่งนิยายรุ่นหลังได้อย่างดีว่าการจะประสบความสำเร็จนั้นต้องอดทนและพร้อมจะรอคอย พร้อมจะไขว่คว้าเสมอ หากล้มหนึ่งครั้งใช่จะล่มตลอดกาล มันยังมีโอกาสครั้งต่อไปอีกเยอะ

และการรอคอยของ Fleming ก็คุ้มค่ายิ่งนักครับ ทำให้เรื่องราวของบอนด์อมตะมาได้ถึง 50 ปีแล้ว

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)