รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

A Cure for Wellness (2016) ชีพอมตะ

a-cure-for-wellness-2016-eels-in-bath-poster

ถ้าพูดถึงหน้าหนังล่ะก็ เรื่องนี้เข้าทางผมอย่างแรงล่ะครับ ชอบนักล่ะหนังประเภทตัวเอกตามล่าปมปริศนาในสถานที่แปลกๆ แต่ยิ่งสืบยิ่งค้นกลับพบแต่ความลึกลับชวนสะพรึง (อารมณ์เหมือนอ่านนิยายเปิดไปทีละหน้า)

เรื่องเริ่มเมื่อ CEO คนสำคัญของบริษัทหนึ่งจู่ๆ ก็หายตัวไป จากเบาะแสก็ดูเหมือนว่า CEO คนนี้ไปอยู่ที่สถานบำบัดเพื่อสุขภาพแถบสวิตเซอร์แลนด์ แล้วบริษัทก็ส่งผู้บริหารหนุ่มนามว่า ล็อคฮาร์ท (Dane DeHaan) ให้ไปตามตัวเขากลับมา

พอไปถึงที่นั่นล็อคฮาร์ทก็ไม่ได้เจอกับ CEO คนนั้นแต่อย่างใด แล้วที่แย่คือเขาประสบอุบัติเหตุจนต้องเป็นคนไข้ของสถานบำบัดแห่งนั้น ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ดีครับ เขาจะได้ตามสืบร่องรอยของคนที่เขาตามหาด้วย

แต่พอสืบไปๆ เขาก็ตระหนักว่าสถานที่แห่งนี้มีความลับชวนสยองซ่อนอยู่ และดูเหมือนว่าเจ้าของสถานบำบัดอย่างโวลเมอร์ (Jason Isaacs) จะไม่ยอมให้ใครก้าวออกไปจากที่แห่งนี้ง่ายๆ…

สิ่งแรกที่ชนะใจผมคือภาพครับ ภาพสวยโคตร คือมันสวยจริงๆ นะ ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพตอนรถไฟลัดเลาะไปตามทิวเขา หรือภาพรถที่ขับไปบนถนนที่คดเคี้ยว มันเป็นอะไรที่สวยมาก มีเสน่ห์มาก ถือเป็นพลังสำคัญของหนังเลยล่ะ

ไหนจะภาพสถานบำบัดที่แม้จะแฝงไว้ด้วยความลึกลับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามันสวยจริงๆ สวยตั้งแต่เสา กระเบื้อง เรื่อยไปจนของประกอบฉาก (รวมถึงฉากห้องทดลอง ห้องลับ และอื่นๆ อีก) มันเป็นอะไรที่ดูมีคลาสมากๆ

ระหว่างดูนี่ผมนึกถึงหนังสยองเก่าๆ ที่มีฉากเป็นปราสาทน่ะครับ เรื่องนี้ให้อารมณ์นั้นเลย เพียงแต่มันเป็นปราสาทที่สวยมาก แล้วก็มีกลิ่นอายความหลอนแทรกอยู่ทั่วบริเวณ คือถ้าว่ากันเฉพาะจุดนี้นะ ผมแทบจะให้ห้าดาวเลย ในแง่ของฉากทิวทัศน์ และฉากปราสาทที่ให้อารมณ์ลึกลับหลอนๆ แบบ “ดูผู้ดี” เนี่ย

แต่ทว่าจุดอ่อนของหนังก็คือส่วนอื่นๆ นอกจากฉากและงานภาพครับ จริงๆ ตัวบทมันก็โอเคครับ แม้จะพอเดาได้ แต่ก็ไม่ได้แย่เกินไป มันพอมีประเด็นอยู่บ้าง แต่ปัญหาสำคัญคือหนังอืดและยืดจนเกินเหตุ… คือหนังยาว 2 ชั่วโมงครึ่งน่ะครับ ซึ่งเมื่อเทียบความยาวกับประเด็นและเนื้อเรื่องที่หนังมีแล้ว มันจัดว่าเกินความจำเป็น มันเยิ่นเย้อจนเกินไป

จริงๆ ผู้กำกับ Gore Verbinski ถือว่าคุมงานได้ดีนะครับ อย่างที่บอกว่าหนังไม่ได้แย่ องค์ประกอบงานภาพและเทคนิคถือว่าดีเลยล่ะเมื่อเทียบกับทุนสร้าง $40 ล้าน และแม้ว่าหนังจะอืดยืดเกินไป แต่หากมาว่ากันถึงแต่ละซีนที่ร้อยเรียงลงไปในหนังแล้ว ทุกซีนถือว่าสร้างออกมาได้ดี ทุกซีนถือมี “ของ” อยู่ในนั้น

“ของ” ที่ว่า ถ้าไม่ใช่ภาพสวยๆ ศิลป์หลอนๆ ก็เป็นการแสดงที่เข้าท่า แต่กระนั้นหลายซีนที่ว่านี้แม้จะดีแต่ก็อยู่ในข่าย “ไม่ต้องใส่ลงมาก็ได้” เพราะใส่ลงมาแล้วมันยืด ยิ่งพลังของแต่ละ “ปม” ในเรื่องมันก็ไม่ได้มากอยู่แล้ว พอหนังมาเดินเรื่องช้า พลังความลึกลับของแต่ละปมเลยอ่อนแรงลงตามลำดับ

ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่น่าเสียดายครับ เพราะจริงๆ มันน่าสนใจน่ะ มันมาทางเดียวกับ Shutter Island เลย และถ้าพูดถึงงานภาพงานศิลป์ล่ะก็ ผมว่า A Cure for Wellness นี่กินขาด แต่มาพลาดตรงการเดินเรื่องที่ช้าเกิน ฉากที่ไม่จำเป็นเยอะเกิน และปมในเรื่องที่แม้จะไม่แย่ แต่ก็ยังไม่เด่นเท่าไร

แต่กระนั้น หากใครเป็นคอหนังลึกลับและชอบหนังหลอนภาพสวยๆ ผมว่าเรื่องนี้น่าลองครับ ถือเป็นหนังลึกลับที่มีของดี… อย่าว่างั้นงี้เลยครับ ผมเองยังอยากดูซ้ำเลย ไม่ใช่เพราะชอบเนื้อเรื่องหรืออะไรนะครับ แต่ผมชอบงานภาพ มันสวยแท้

และหากมองในแง่งานฉากและงานภาพแล้ว ผมถือว่านี่เป็นอีกหนึ่งหมุดไมล์ของหนังสยองขวัญ+หลอน ที่มีฉากหลังเป็นปราสาทหลังโต เลยล่ะ (เฉพาะงานภาพ-ฉากปราสาทนะครับ ขอย้ำ)

สองดาวครับ

Star21

(6/10)