Action

The Incredible Hulk (2008) มนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง

the-incredible-hulk-5236f9e1e60da

เดอะ ฮัลค์ ซูเปอร์ฮีโร่ตัวเขียวร่างยักษ์ … ผมเองก็ไม่ได้สนใจพี่แกในตอนแรกที่อ่านเจอในคอมมิค ก็ไม่ต่างจาก Iron Man ครับที่อ่านแล้วก็เตะตาบ้างแต่ยังไม่เตะใจ ไม่เหมือนพวก Spider-Man หรือ Batman ที่ผมชอบและติดตามดูเสมอตั้งแต่แว้บแรกที่พบเจอไม่ว่าจะมาในเวอร์ชันไหนก็ตาม

สำหรับ Iron Man ผมก็บอกไปแล้วนะครับว่าการที่หันกลับมาชอบก็เนื่องด้วยหลงใหลในความง่ายของมัน ส่วน Hulk นี่ ก็มาชอบในช่วงหลังเหมือนกัน แต่ไม่ได้ชอบเพราะอ่านหรือดูการ์ตูนนะครับ ผมมาชอบตอนดูซีรี่ส์ฉบับคนแสดงจริงที่ Bill Bixby แสดงเป็น ดร.เดวิด บรูซ แบนเนอร์ แล้วก็ Lou Ferrigno มาเล่นตอนกลายร่างเป็นฮัลค์ สมัยก่อน Effect ยังไม่ก้าวล้ำครับ เลยต้องใช้คนตัวใหญ่มาทาสีเขียวแทน

เสน่ห์สำคัญของฉบับซีรี่ส์ คือ การทำให้แบนเนอร์และฮัลค์กลายเป็นฮีโร่ผู้แสนอาภัพได้สำเร็จ ซึ่งเป็นคอนเซปต์สำคัญของ Hulk นะครับ นายคนนี้เป็นฮีโร่ที่น่าสงสารมาก เพราะพลังที่มีก็ได้มาแบบไม่ตั้งใจ ซ้ำยังเน้นการทำลายมากกว่าช่วยคน ไม่เหมือนรายอื่นที่คุมพลังได้ไม่ยาก แต่กับฮัลค์นี่ถ้าโกรธขึ้นมาก็ราบไปครึ่งเมืองทุกที

อันที่จริงฮัลค์สามารถกลายเป็นมหาวายร้ายได้สบาย ถ้าแบนเนอร์ปล่อยเลยตามเลย ปล่อยให้ตัวเองใช้โทสะทำลายเมืองแบบที่วายร้ายในการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ชอบทำกัน แต่ก็เปล่าครับ แบนเนอร์กลับพยายามคุมตนเอง ปลีกตัวไปอยู่ลำพัง และหาทางกำจัดพลังนี้ไปให้ได้

ตอนดูซีรี่ส์นี้ผมเลยได้แง่คิดสัจธรรมเล็กน้อยติดไม้ติดมือกลับมา ว่าถ้าคนเราตั้งมั่นทำดีใฝ่ดี ต่อให้ตกอยู่ในถิ่นที่มีแต่คนทำไม่ดี เราจะไม่โอนอ่อนไปทำชั่วตาม ดังนั้นการที่พวกนักการเมืองเข้าไปตามน้ำในสภา จะมาอ้างว่าทำเพราะความจำเป็นก็ไม่ถูกนัก อันที่จริงเราเลือกได้แหละครับ แต่เราไม่เลือกเองมากกว่า

อีกหนึ่งคอนเซปต์สำคัญของฮัลค์ก็คือ ความเหงาและอ้างว้าง เพราะเขาต้องอยู่ลำพังคนเดียวไงครับ อยู่ห่างคนอื่นให้ไกลที่สุด เพื่อคนอื่นจะได้ปลอดภัย ถ้าจะเกิดเหตุร้าย เกิดโทสะจนฮัลค์ออกอาละวาดก็ขอให้มันฟาดต้นไม้แล้วกัน อย่าฟาดคนอื่นให้เดือดร้อนเลย

ทำให้การเดินทางของฮัลค์ในซีรี่ส์แต่ละตอน มักเป็นว่าเขาไปยังเมืองหนึ่งกะว่าจะหาทางรักษาตนเองและตั้งรกราก อยู่แบบไม่รู้จักใครและไม่มีใครรู้จักไปเรื่อยๆ แต่จนแล้วจนรอด ทุกเมืองก็ต้องมีวายร้ายหรือไม่ก็อันธพาลมาก่อกวนความสงบของชาวเมือง แบนเนอร์เองเลยทนไม่ได้ ออกโรงในฐานะฮัลค์ไปซัดพวกมันจนเรียบวุธ แล้วพอทุกอย่างจบลง แบนเนอร์ก็ต้องออกจากเมืองไป ไปยังเมืองอื่นๆ ต่อไป ประมาณว่าจะหาเมืองสงบสักที่ ที่ๆ เขาไม่ต้องกลายเป็นฮัลค์น่ะครับ (แต่มันมีที่ไหนล่ะ) แกก็ไปแบบนี้เรื่อยๆ จนซีรี่ส์จบน่ะแหละ จนแล้วจนรอดก็ต้องเป็นฮัลค์อยู่ดี

ในซีรี่ส์ที่ว่า ดาราชั้นดีผู้ล่วงลับอย่าง Bixby ถ่ายทอดความเหงาและอ้างว้างของฮัลค์ได้ดีมาก จนผมสงสารเขาทุกที และซีรี่ส์นี้ยังมีดนตรีสุดไพเราะเป็นธีมที่แสดงถึงความอ้างว้างอีกต่างหาก ดนตรีมันเหงาโคตรแบบจับใจจริงๆ ครับ

เจ้าธีมแห่งความเหงา น่าสงสารและความใจเด็ดใจดีแบบเหมาะสมแล้วที่ได้เป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ (เพราะพี่แกพยายามทำดีสุดขีด แม้พลังในตัวเองจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม แม้จะลำบากแค่ไหนก็ตามก็จะไม่ยอมแพ้ให้ความชั่วและไม่ให้โทสะมาครอบงำเด็ดขาด น่านับถือแท้ๆ)

อะไรพวกนี้ทำให้ผมชื่นชอบพี่ตัวเขียวมานับแต่นั้น

the-incredible-hul1e60da

แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ … Hulk เวอร์ชั่น Ang Lee พาพี่ตัวเขียวผมไปไหนก็ไม่ทราบ ซึ้งก็ไม่ซึ้ง อาภัพก็มีแต่เป็นการอาภัพแค่สถานการณ์ ส่วนด้านการเร้าอารมณ์ให้สงสารนี่จับไม่ติดเลยครับ ผมเลยค่อนข้างผิดหวังพอตัวกับพี่ฮัลค์ฉบับพี่ Lee

ส่วนเวอร์ชั่นนี้ผมก็ได้แต่หวังว่ามันน่าจะเข้าที่เข้าทาง เพราะได้ยอดฝีมืออย่าง Edward Norton มาเป็น บรูซ แบนเนอร์ โอ้ แค่เห็นหน้าพี่แกผมว่าก็เค้นอารมณ์อาภัพได้ไม่ยากแล้วล่ะครับ งานนี้เลยอยากดูเป็นพิเศษ

ตัวหนังทำออกมาแบบกึ่งภาคต่อกึ่งโดดเดี่ยวกับ Hulk ฉบับ Ang Lee นั่นคือบางพล็อตก็ไม่ได้อิงฉบับ Lee เช่น กำเนิดของการที่บรูซโดนรังสี ก็อย่างที่ทีมงานบอกแหละครับ ว่านี่ไม่ใช่ตอนต่อของ Hulk เวอร์ชั่น Lee

เนื้อหาในเรื่องก็เล่าถึงบรูซ แบนเนอร์ (Norton) ที่ต้องระเห็จไปอยู่บราซิลเพื่อหนีการตามล่าของท่านนายพลรอสส์ (William Hurt) ที่คอยไล่จับตัวพี่บรูซเพื่อมาทำการทดลองโครงการเพิ่มพลังศักยภาพมนุษย์ต่อไป โดยงานนี้เขาได้ส่งเอมิล บรอนสกี้ (Tim Roth) ยอดฝีมือหน่วยล่ามาเพื่อจับบรูซไปโดยเฉพาะ

จริงๆ ถ้าให้พวกพี่แกมาจับบรูซเพียวๆ ล่ะคงไม่ยากล่ะครับ แต่เผอิญถ้าพี่แกโกรธได้ที่เมื่อไร องค์ฮัลค์จะลงมาประทับทรงทันที งานนี้ก็เลยวุ่นวายไปกันใหญ่ อีกทั้งงานนี้ตัวเอมิลเองก็เป็นนักล่าประเภทแพ้ไม่เป็นด้วย เลยเสนอตัวให้นายพลรอสส์ช่วยเพิ่มศักยภาพให้เขาที จะได้พอสูสีสู้กับไอ้ตัวเขียวได้หน่อย รอสส์เองก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ที่ไหนได้การตัดสินใจครั้งนี้ก่อให้เกิดวายร้ายตัวใหม่ฉายาดิ อบอร์มิเนชั่นขึ้นมา

แล้วบทสรุปจะเป็นเช่นไร ต้องดูในรโรงตามระเบียบครับ

ภาคนี้เข้าท่ากว่าฉบับ Ang Lee แน่นอน บอกได้เลย จะเอาอะไรล่ะครับ แอ็กชันก็มีพอใช้ได้ เปิดมาไม่นานก็มีเรื่องให้บรูซต้องวิ่งพล่านไปทั่วบราซิล ดูแล้วเหนื่อยแทน อารมณ์ประมาณเรื่อง The Fugitive เลยนะครับ ไล่ล่าได้มันส์ดี ส่วนการเดินเรื่องถัดจากนั้นก็ใช้ได้ มีอะไรให้น่าติดตามเสมอๆ ที่ต้องชมคือการแสดงดีๆ ของ Norton ที่ได้ใจมาก หนังทั้งเรื่องพี่แกก็คุมอยู่ครับ ดูเป็นบรูซ แบนเนอร์จริงๆ แล้วเพิ่มความเท่ห์เข้าไปอีกต่างหาก

แต่ต้องเข้าใจก่อนสำหรับคอแอ็กชัน ฮัลค์นั้นไม่ได้อุดมความมันส์เท่าพวกฮีโร่อื่นๆ ก็ต้องเข้าใจล่ะครับตัวพี่แกก็ใหญ่จะให้ออกลีลาเหมือน Spider-Man ก็คงไม่ไหว เวลาอัดกันมันจะออกแนว Godzilla หรือ King Kong มากกว่า แต่เวลาเจ้าตัวเขียวบู๊ก็ทำออกมาได้ดีนะครับ อย่างน้อยก็ดูรู้เรื่องไม่ได้มั่วซั่ว มองออกได้ว่าใครอัดใครและทำอะไรกันอยู่ ถือว่าไม่เลวล่ะครับ อย่างน้อยก็เหนือกว่าฉากบู๊ท้ายเรื่องเมื่อฉบับที่แล้วเยอะ

ตัวแสดงก็เปลี่ยนใหม่หมด นางเอกของเรื่องก็ได้ Liv Tyler มาเป็น เบ็ตตี้ รอสส์ ซึ่งก็เป็นเบ็ตตี้คนละแบบกับที่ Jennifer Connelly แสดงไว้ใน Hulk เวอร์ชั่นก่อนหน้า ถ้าถามว่าใครดีกว่ากันอันนี้ตอบยาก เพราะดีคนละแบบ เบ็ตตี้ของ Connelly จะออกแนวเก็บกด ไม่เผยความรู้สึกมาก แต่ Tyler นำเอาเบ็ตตี้ที่แสดงอารมณ์มากกว่าออกมา ก็เรียกว่าดีคนละแบบล่ะครับ อย่างน้อยก็ไม่เสียหายอะไร

ส่วน Roth ก็ออกมาร้ายล้วนๆ ใช้ได้ครับ รายนี้โรคจิตออกมาเพื่อล่าล้วนๆ ซ้ำยังชอบอวดดีอีก แต่คนที่ผมค่อนข้างหงิดๆ คือ Hurt ในบทของท่านนายพลรอสส์ แม้แกจะแสดงได้ดี แต่ผมว่ารอสส์ไม่น่าจะอ่อนแอขนาดนี้ ใครดูแล้วจะเข้าใจครับ รอสส์ฉบับนี้ดูอ่อนๆ ไม่แกร่งกร้าวห้าวหาญ ไม่สมฉายา General Thunderbolt เท่าไรเลย นี่ออกจะเป็นจุดหงุดหงิดใจเล็กๆ

อีกหนึ่งตัวละครที่คอการ์ตูนต้องจำได้ดีคือ แซมมวล สเติร์น ที่รับบทโดย Tim Blake Nelson ที่ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวว่ามีตัวนี้ด้วยเหรอ พอได้เจอก็เอ้อเหอล่ะครับ คนที่ดูมาแล้วน่าจะเดาได้ว่าแกจะมีบทบาทอะไรในภาคต่อๆ ไป และ Nelson ก็แสดงได้น่าจดจำเองเรื่องดูบ้าต๊องได้ที่จริงๆ

ดารารับเชิญก็มี Ferrigno ผู้รับบทเป็นฮัลค์สมัยซีรี่ส์ก็มาโผล่เป็นยามที่บรูซติดสินบนเป็นพิซซ่านั่นแหละ นอกจากนี้เขายังให้เสียงฮัลค์ตัวเขียวในเรื่องด้วยครับ … นี่ถ้า Bixby ยังไม่ตายก็คงได้มาโผล่เล็กน้อยล่ะผมว่า และที่ขาดไม่ได้คือ Stan Lee เจ้าพ่อการ์ตูนแห่ง Marvel ที่มาเป็นเหยื่อกินเลือดติดสารกัมมันตรังสีของบรูซโดยไม่รู้ตัว กับอีกหนึ่งดาราที่ … อิอิอิ บอกได้แค่ว่ามาทางเดียวกับหลัง End Credits ของ Iron Man นั่นแหละ อิอิอิ

และที่ออกจะตื่นเต้นเป็นการส่วนตัวคือ ในเรื่องจะมีนักเรียนคนหนึ่งที่ถ่ายภาพฮัลค์ตอนอาละวาดในมหาลัยได้ แล้วฉากต่อมาก็มีการบอกว่านายคนที่ถ่ายนี่คือ แจ๊ค แม็กกี นักศึกษาที่เป็นบรรณาธิการข่าวมหาลัย (รับบทโดย Nicholas Rose) ซึ่งถ้าคอซีรี่ส์จำได้ (จะมีซักกี่คนน้อ) จะรู้ว่ามีนักข่าวคนหนึ่งที่อยากดัง เลยเกาะติดข่าวฮัลค์ตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องไปจนตลอด คอยหาเรื่องและทำเรื่องให้แบนเนอร์โกรธจนต้องกลายเป็นฮัลค์ (ฉบับนั้นรับบทโดย Jack Colvin ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน) ก็ไม่รู้ว่าทีมงานแกเชิญมาโผล่เล่นๆ หรือเอาจริงเอาจังกันแน่ เพราะแจ๊คคนนี้เรียนอยู่ที่ซึ่งเบ็ตตี้เป็นอาจารย์สอนพอดีด้วย … น่าคิดเหมือนกันแฮะ

มาเข้าเรื่องหนังต่อนะครับ ผมว่ามันก็สนุกสนานดี ไม่ผิดหวัง แต่คงต้องอยู่ที่ว่าตัวคุณเองชอบหรือเปล่านะครับ ฮีโร่ออกแนวชีวิตหน่อยๆ แต่ก็ไม่น้อยเรื่องบู๊ มีฉากตีกัน ไล่ล่ากันเสิร์ฟเกือบตลอด ไม่น่าเบื่อครับ เรื่องปมและชีวิตก็มีพอตัว มุกขำๆ ก็มีใช้ได้ อย่างเรื่องกางเกงยางยืดที่เหมือนจะทำมาเพื่อตอบคำถามกับแฟนๆ ขี้สงสัย ว่าตอนฮัลค์ตัวใหญ่ทำไมกางเกงมันโตตาม ก็เจอคำตอบแล้วไงครับ พี่แกเดินหาซื้อกางเกงยางยืดเพื่อเตรียมการแปลงร่างโดยเฉพาะเลยนะครับ นึกแล้วก็ขำดี หรือประโยคที่แกพูดผิดเป็น You Don’t Like Me, When I’m Hungry. แทนที่จะเป็น Angry ก็ฮาดีแหละครับ แอบกัดตัวเองด้วย หรือตอนที่เบ็ตตี้ทนไม่ไหวอาละวาดด่าแท็กซี่ตีนผี จนแบนเนอร์ต้องบอกว่า “ผมรู้จักวิธีคุมอารมณ์นะ คุณอยากรู้มั้ย” คิดได้ดีจริงๆ ครับ

แต่ถ้าถามว่ากลมกล่อมเต็มร้อยหรือไม่ ผมว่าก็ยังหรอกครับ บางจังหวะอาจมีช้าไปหน่อยหรือไม่ก็เร็วไปนิด อย่างตอนจบสรุปเรื่องที่ดูรวบรัดห้วนยังไงพิกล ถึงยังไง Leterrier (Transporter 2) ทำหนาที่ได้โอเคล่ะครับ สนุกน่าติดตามดี จริงๆ ตอนแรกได้ข่าวว่าแกสนใจจะไปทำ Iron Man นะ แต่พอ Jon Favreau คว้าเก้าอี้ไป บิ๊กในมาร์เวลอย่าง Avi Arad ที่ชอบผลงานของ Leterrier เหมือนกันเลยเสนอโอกาสให้ทำภาคต่อของ Hulk แทน ก็ถือว่า Arad มองไม่ผิดล่ะครับ นายคนนี้ทำได้ดีเอาเรื่อง

สำหรับผม ก็มีฉากชอบอยู่หนึ่ง ก็คือฉากคลาสสิกที่หนังว่าด้วย Hulk ต้องมีล่ะครับ ได้แก่ตอนที่บรูซต้องเดินลำพังคนเดียวกลางถนนสายเปลี่ยว ในหนังก็มีครับ ตอนแกไปเดินแถบกัวเตมาลาหลังโดนตามล่าต้นเรื่องไงครับ ตอนนั้นจะมีธีมแห่งความเหงาคลอขึ้นมาด้วย

คอนเซปต์ว่าด้วยความเหงา ถ้าให้ว่ากันตรงๆ หนังก็ยังจับมาเล่นไม่มาก แต่ก็ต้องเข้าใจล่ะครับว่าแบนเนอร์เพิ่งหนีมาได้ไม่กี่ปี ความเหงาเลยยังไม่มทวีมากเท่าไร อีกทั้งพี่ท่านยังฝึกคุมอารมณ์ รู้จักปล่อยวางได้ การแสดงความเหงาเลยไม่ได้มากมายอะไร อันนี้ผมมาทำความเข้าใจหลังดูจบนะ ตอนแรกก็หงิดๆ เหมือนกันว่ามันน่าจะทำให้แบนเนอร์ดูเหงากว่านี้เยอะๆ หน่อย แต่พอดูๆ ไปก็โอเค เข้าใจล่ะ แกคุมอารมณ์ได้นี่เน้อะ

เฮ่อ แต่ยังไงก็อดสงสารแบนเนอร์ไม่ได้ครับ คนดีเจอเรื่องร้ายขนานหนักแท้ๆ แต่ไม่ยอมแพ้ต่อโทสะตนเอง ผมว่าตัวละครนี้สอนเราได้ดีเลยนะครับ ว่าทุกคนมีฮัลค์อยู่ในตัวทั้งสิ้น มันคือความโกรธไงครับ เชื้อตัวการก่อให้เกิดฮัลค์ พอเราโกรธจนคุมตัวเองไม่อยู่ขึ้นมาก็ฟาดงวงฟาดงาจนคนรอบข้างพากันแตกกระสานซ่านเซ็น ไม่ได้เป็นสุขกันเลย แม้แต่เราเองก็ใช่จะมีความสุข ตอนแรกอาจสะใจ แต่พอเวลาผ่านไปเมื่อใจเย็นลงเราก็ต้องมีความไม่สบายใจหลงเหลือจริงไหมครับ อีกทั้งคนอื่นๆ ที่โดนเราฟาดไปก็คงมองเราด้วยสายตาไม่เชื่อใจแน่ๆ

อันที่จริงในเรื่องก็มีฮัลค์เดินเพ่นพ่านเต็มไปหมดล่ะครับ นอกจากนายแบนเนอร์แล้ว ท่านนายพลก็เข้าข่ายฮัลค์ในเครื่องแบบเหมือนกัน จริงๆ คนระดับนี้มีอำนาจที่สามารถทำดีและทำสิ่งที่ถูกต้องได้นะครับ แต่ดันปล่อยให้โทสะและโมหะเข้าครอบงำ การตัดสินใจเลยผิดพลาดเสมอๆ เช่นเดียวกับบรอนสกี้ที่ไม่สามารถคุมความทะเยอะทะยานของตนเองได้ เลยทำให้เกิดดิ อบอร์มิเนชั่นขึ้นมา สร้างความเสียหายให้กับเมืองแบบมหาศาล

ทุกวันนี้เราเดินไปไหนก็เสี่ยงต่อการพบปะฮัลค์อยู่เหมือนกันครับ แค่เดินชนกันแบบเบาๆ หรือเดินกลับบ้านผ่านหน้าพ่อแม่ที่กำลังอารมณ์ไม่ดีเพราะค่าน้ำมันขึ้นก็สามารถทำให้เกิดเรื่องหมางใจกันได้

ทางที่ดีที่สุดก็คงต้องเอาอย่างแบนเนอร์ที่คอยคุมสติ ลดโทสะเสมอ เอาอารมณ์ออกไปหากมันขุ่นมัว ของแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ไม่ใช่ทำปุ๊บแล้วได้ปั๊บ ฝึกแล้วคุมอารมณ์ได้เลย แต่หากทำไปอย่างสม่ำเสมอ คุมอารมณ์ตนเองจนเป็นนิสัย บวกด้วยการมองโลกในแง่ดี พูดอะไรในทางสร้างสรรค์ ในทางบวกมากกว่าพูดในเชิงลบ มันจะช่วยให้คุณเอาชนะฮัลค์ในตัวได้นะครับ

ที่แน่ใจว่าเอาชนะได้ก็เพราะผมเองก็เป็นคน เป็นเหมือนมนุษย์ทั่วไปที่มีโทสะเหมือนกัน ตอนวัยรุ่นนี่เป็นช่วงพายุเลยครับ ผมเองเหมือนมีทอร์นาโดในตัวที่พร้อมจะระเบิดได้ง่ายๆ แม้ตอนโตมาหากเผลอไผล เราก็ใช้อารมณ์เหมือนกันไม่ว่าจะกับพ่อแม่หรือเพื่อน กระทั่งแฟนเราที่เราบอกว่ารักหนักหนา บางทีพอความโกรธมาเราก็อาจทำร้ายเธอโดยไม่ตั้งใจ

การที่แบนเนอร์พยายามคุมตัวเองไม่ให้ฮัลค์โผล่ออกมา ก็เหมือนเราพยายามคุมโทสะนั่นแหละ ได้บ้างไม่ได้บ้างในตอนแรก แต่พอทำๆ ไป ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

ของแบบนี้เลยขึ้นอยู่กับว่าคุณจะฝึกมันบ่อยแค่ไหน และเริ่มเมื่อไร เพราะยิ่งเริ่มไวคุณยิ่งฝึกควบคุมมันได้ไวตามไปด้วย

ไม่ต้องรอช้าเลยนะครับ พยายามหาทางคุมความโกรธในกายกันดีกว่า เพื่อตัวเองและคนอื่น รวมถึงสังคมด้วย ดูบ้านเมืองเราตอนนี้สิครับ ร้อนระอุส่วนหนึ่งก็ด้วยแรงจากโทสะนี่แหละ

มาใจเย็นกันเถิดครับ อย่างน้อยก็เพื่อตัวเองและคนที่คุณรัก เมื่อคุณใจเย็นได้หนึ่งคน คนรอบข้างคุณก็จะซึบซับและหัดที่จะใจเย็นได้ ลองดูสิครับ

สำหรับ The Incredible Hulk ก็เป็นงานการ์ตูนขึ้นจออีกเรื่องที่ทำได้ดี ไม่ยี้ไม่แย่ สนุกน่าติดตามรักษาวิญญาณสมัยคอมมิคและซีรี่ส์ไว้ได้ (แม้จะมีการดัดแปลงบางส่วนแต่ก็พอรับได้) ดาราเล่นดี Effect หายห่วง เดินเรื่องดี มีช่วงอืดบ้างก็แค่เล็กน้อยพอทน ฉากต่อสู้ก็ไม่ผิดหวัง (ขอเพียงคุณไม่หวังให้ฮัลค์พริ้วเป็น Iron Man ก็จะไม่ผิดหวังน่ะครับ) อีกทั้งสาระเล็กน้อยที่พยายามเตือนสติคนดูให้ตระหนัก อย่าหลงปล่อยให้ฮัลค์ในตัวเองออกมาอาละวาด

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements