Action

Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (2015) สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 7 อุบัติการณ์แห่งพลัง

12371045_1125902574107209_7918036306134408098_o

หลายวันที่ผ่านมา ผมตะบันอ่านทุกสปอยล์ของหนังเรื่องนี้ และอ่านสารพัดรีวิวทั้งจากไทยและเทศ เหตุผลก็ง่ายๆ ครับ เพราะผมอยากสลายความคาดหวังทั้งหมดที่สะสมมากว่า 10 ปี แทนที่จะรอไปสมหวังหรือผิดหวังในโรง ผมเลือกที่จะจบกระบวนการแห่งความคาดหวังทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเข้าโรง

… ผมมุ่งหมายจะเข้าไปเสพหนังเรื่องนี้เพื่อความบันเทิง ^_^

บอกตรงๆ ว่าช่วงต้นของหนังผมเฉยๆ นะ ผมรู้สึกว่ามันเรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรเด่น เหมือนแนะนำตัวละครไปทีละคนๆ ดำเนินเรื่องไปแบบช้าๆ… ครับ ผมเฉยจริงๆ

แต่เครื่องผมมาติดตอนฉากว่าด้วย “ยานทาย (TIE)” น่ะครับ (ใครดูแล้วคงรู้ว่าฉากไหน) และนับแต่นาทีนั้นเป็นต้นมาเครื่องของผมก็ทะยานขึ้นๆ จนพอถึงฉากจบก็สัมผัสได้เลยครับว่า ความบ้าใน Star Wars ของผมอุบัติขึ้นมาอีกครั้งแบบเต็มตัว

ผมจะไม่บอกว่าหนังยอดเยี่ยมไร้ที่ตินะครับ ผมเชื่อว่ามันมีจุดโหว่บ้างน่ะแหละ อย่างตอนต้นที่เดินเรื่องเรื่อยๆ แบบที่ผมบอกไปนั่นเป็นต้น แต่ประเด็นคือหนังมันมีจุดที่เข้าท่าในปริมาณที่มากกว่าครับ พล็อตเอาเข้าจริงก็อาจไม่ได้ใหม่อะไร หลายๆ อย่างชวนให้นึกถึง Episode IV แต่มันลื่นคอ มันเป็นการสานต่อเรื่องราวจากไตรภาคก่อนได้อย่างน่าพอใจ

พูดก็พูดครับ ผมชอบภาคนี้มากกว่า Episode 1 – 3 มากทีเดียว และอันที่จริงผมว่าผมชอบภาคนี้ใกล้ๆ กับภาค The Empire Strikes Back เลยล่ะ มันมีความกลมกล่อมและเรื่องราวที่น่าติดตามสมกับความเป็นหนัง Star Wars

ถ้าถามว่าชอบจุดไหนบ้างก็เริ่มจากดาราเลยครับ คัดมาดี Daisy Ridley ไปได้ดีมากๆ กับบทเรย์ สาวแกร่งที่ต้องเก็บขยะเลี้ยงชีพ แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันเมื่อได้เจอกับหุ่น BB-8 เธอถ่ายทอดอารมณ์ทั้งยามแกร่ง ยามกลัว และยามสับสนได้อย่างน่าปรบมือ ในขณะที่ John Boyega ก็น่าจดจำในบท ฟิน, Oscar Isaac ที่ตอนแรกดูไม่เด่นนักก็ค่อยๆ ตีคะแนนเมื่อหนังดำเนินไป (แต่ก็ยังไม่เด่นเท่าเรย์กับฟิน)

Adam Driver เจ้าของบทไคโล เรนก็ถือว่าน่าพอใจครับ แต่ไปๆ มาๆ ผมว่า Domhnall Gleeson (About Time) แกแอบเด่นแซงบทไคโลขึ้นมาหน่อยๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะเค้าหน้าน่ะครับที่ทำให้นึกถึง Peter Cushing ขึ้นมาไม่น้อย

ส่วนดาราเก่านั้น คนเด่นสุดหนีไม่พ้นป๋า Harrison Ford ครับ เขายังคงเป็นฮาน โซโลขวัญใจชาว SW คนเดิม ส่วน Carrie Fisher ก็ดูอายุเยอะขึ้น แต่ก็ยังดูเป็นเจ้าหญิงเลอา เพียงแต่จะดูสุขุมและผ่านโลกมาเยอะเท่านั้นเอง และสำหรับ Mark Hamill… ผมว่าไปดูเองดีกว่าครับ ^_^

ผมชอบที่หนังภาคนี้เล่าโดยเน้นไปที่ “เรื่องราว” มากกว่าจะโชว์ Effect ทำให้เราได้รู้จักกับอารมณ์และความนึกคิดของแต่ละตัวละคร ตามด้วยปมต่างๆ ที่ถูกผูกขึ้น อีกทั้งปมปริศนาที่เผยให้เรารู้สึกอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมันจะเกิดอะไรต่อไป

เรียกว่านี่คือปฐมบทของไตรภาคที่ 3 ที่เปิดฉากได้สวยครับ ปูพื้นเรื่องราวได้ดี สร้างคาแรคเตอร์ตัวละครให้เราเห็นภาพได้ดี และทิ้งเชื้อสำหรับภาคต่อได้ดีอีกเช่นกัน

แต่ถ้าใครคาดหวังความแปลกใหม่ก็คงต้องบอกว่าหนังมันไม่ได้มีอะไรใหม่หรอกครับ มันคือเรื่องราวแบบ Star Wars แบบดั้งเดิมนั่นแหละ แต่นั่นก็แปลว่าหากใครกระหายความคลาสสิกแบบ EP. 4 – 6 ล่ะก็ ภาคนี้ตอบโจทย์นั้นได้อย่างพอเหมาะเลยล่ะ

อีกจุดที่ผมชอบคือหนังแสดงให้เห็นถึงอำนาจของฝ่ายปฐมภาคี (The First Order ฝ่ายร้ายประจำไตรภาคนี้) ที่ดูไม่กระจอกเลย มิหนำซ้ำยังร้ายกาจและโหดกว่าพวกจักรวรรดิซะอีก

ผมบอกว่าเครื่องผมติดตอนฉากยานทายใช่ไหมครับ นั่นคือ “เครื่องติดรอบที่ 1” แต่ผมยังมีการมาเครื่องติดรอบที่ 2 ด้วยในตอนกลางเรื่อง เมื่อหนังสามารถทำให้ผมรู้สึกได้ว่าจักรวาล (ใน Star Wars) เกิดภัยที่ร้ายมากๆ ขึ้นมาแล้วนะ และพวกมันจะไม่หยุดอย่างแน่นอน ดังนั้นเหล่าฮีโร่ฝ่ายดีจะอยู่เฉยไม่ได้แล้วนะ ต้องลุกขึ้นสู้ ต้องลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง… ใช่ครับ ระหว่างดูนี่อารมณ์ฮึกเหิมมันมาไม่น้อยเหมือนกัน

ถึงจุดๆ นี้ J.J. Abrams เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่แจ๋วจริง ครับ พี่ปลุกชีพ Star Trek (ของผม) ได้อย่างสวยงาม แล้วยังตามมาปลุกตำนาน Star Wars (ของผมอีกแล้ว) ได้อย่างน่าปรบมือซะอีก เรื่องนี้แกคุมหนังได้อยู่ ดูสนุก น่าติดตาม และคงวิญญาณความความเป็น Star Wars ไว้ได้อย่างอยู่หมัด ดังนั้นผมว่าแฟน SW น่าจะชอบล่ะครับ แต่ขณะเดียวกันถ้าใครเฉยกับหนังชุดนี้มาตลอด ก็อาจยังคงรู้สึกเฉยอยู่ก็ได้

ผม… พูดได้เต็มปากว่ามีความสุขกับการดูหนังเรื่องนี้ครับ เหมือนที่ฮานพูดนั่นแหละว่า “เราถึงบ้านแล้ว” จริงครับ สำหรับผมมันอารมณ์นั้นจริงๆ หนังเรื่องนี้มันคือ Star Wars แบบที่เราชอบมานานแสนนานจริงๆ

เอาเป็นว่า คุ้มค่าแก่การดูครับ แต่ต้องบอกก่อนว่าอย่าคาดหวัง Effect นะ มันไม่ได้ละลานตาอะไรขนาดนั้น หรือในแง่แอ็กชันก็ไม่ได้เยอะอะไร แต่มันเน้นไปที่เรื่องราวกับความเป็นไซไฟเปี่ยมจินตนาการมากกว่าครับ

สามดาวครึ่งครับ

Star32

(8.5/10)

 

(ถัดจากนี้มีสปอยล์ล่ะนะครับ…)

(ขอย้ำอีกที สปอยล์นะครับ อย่าอ่านเด็ดขาดนะถ้าไม่อยากรู้ล่ะก็)

จริงๆ ผมรู้ชะตากรรมของฮานมานานแล้วครับ พอเดาได้เลาๆ ก่อนจะรู้แบบเต็มๆ ตอนอ่านสารพัดสปอยล์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา

ผมรู้เรื่องนี้ก่อนดูหนังเป็นวันๆ ทีเดียว… ครั้นพอเห็นจริงๆ ในหนัง ผมก็ยังอึ้งนะ ยังรู้สึกประมาณว่า “ไม่อยากให้เกิดขึ้น” ว่าง่ายๆ คือยังช็อคน่ะครับ ไม่อยากให้เป็นเรื่องจริงเลย

และจนถึงนาทีนี้ผมยังคิดถึงเขาอยู่… เป็นฉากที่ยากแก่การทำใจสำหรับผมจริงๆ

อดคิดไม่ได้ว่า ในขณะที่หลายๆ คนบอกว่าฉากนี้ดูแล้วเฉยๆ แต่ไหงกับเราแล้ว มันถึงยังติดตา ทำไมมันถึงยังสลัดไปจากหัวไม่ได้ก็ไม่รู้

ดังนั้นสำหรับผมแล้ว ฉากที่ว่านี่ J.J. ไล่ซีน เล่นแสง และลงอารมณ์ได้พอเหมาะ ไม่เยอะ ไม่มากมาย ไม่จะเป็นจะตาย… แต่ไม่ง่ายที่แฟนหนังชุดนี้อย่างผมจะทำใจได้จริงๆ