Jason Statham ถือเป็น Arnold หรือ Sylvester Stallone แห่งยุคใหม่ครับ ชะตากรรมแกไปได้ไกลว่า Steven Seagal เยอะ ส่วนหนึ่งเพราะแกเลือกเล่นหนังครับ แม้บทจะซ้ำๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่ดูสนุกเพลิน ไม่ค่อยผิดหวัง
Jason Statham ถือเป็น Arnold หรือ Sylvester Stallone แห่งยุคใหม่ครับ ชะตากรรมแกไปได้ไกลว่า Steven Seagal เยอะ ส่วนหนึ่งเพราะแกเลือกเล่นหนังครับ แม้บทจะซ้ำๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่ดูสนุกเพลิน ไม่ค่อยผิดหวัง
หนังฮาเนิร์ดๆ สไตล์หนังของ Judd Apatow หรือแบบ Pineapple Express น่ะนะครับ นั่นคือจะมีตัวละครล้นๆ เนิร์ดๆ มาเป็นตัวเอก ทำอะไรโก๊ะๆ ดูน่าหัวร่อสำหรับคนอื่น แต่ถึงจะโก๊ะหรือน่าขันแค่ไหน แต่พวกเขาก็มีความมุ่งมั่นพยายามทำในสิ่งที่ตนเองต้องการและใฝ่ฝัน จะเรียกว่าเป็นหนังสไตล์ “ชัยชนะของเด็กเนิร์ด” ก็คงจะได้น่ะครับ
การจับพล็อตเรื่องนี้ทำเป็นหนังใหญ่ถือว่าไม่ใช่ของง่ายเลยครับ
อีกหนึ่งหนังที่จริงๆ ผมว่าน่าสนใจนะครับ เนื้อเรื่องมันเหมาะแก่การทำให้เป็นหนัง Feel Good อย่างยิ่ง ส่วนดาราก็ถือว่ารวมคนฝีมือดีเอาไว้เยอะพอตัว ไม่ว่าจะ Michael Shannon, Judy Greer, Ron Perlman, Thomas Lennon และ Ian McShane
ผมเป็นคนหนึ่งที่หลงรักเสน่ห์หนังเบาสมองสไตล์ลุง Woody Allen เข้าอย่างจังเบ่อเร่อ
John Wick เป็นหนังรัวกระสุนที่สะใจมากเรื่องหนึ่งครับ ดูเพลินตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ
หลังจากทิ้งปมเรื่องน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (The Fountain of Youth) เอาไว้ตั้งแต่ภาคก่อน มาคราวนี้ก็ได้เวลาสานต่อครับ กับการผจญภัยตอนที่ 4 ของกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ (Johnny Depp) เจ้าของลีลาอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ว่าจะการเดิน พูด นั่ง วิ่ง ฟันดาบ กรี๊ด ดีกรีความเจ้าชู้ประตูดินชนิดหาตัวจับยาก และความสามารถในการหาเรื่องใส่ตัวบ่อยมากๆ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนครับว่านี่ไม่ใช่เรื่อง Ransom ของพี่ Mel Gibson ชื่อเดียวกันแต่คนละเรื่องจ้า คนละเนื้อหาเลยด้วย อันนี้นำแสดงโดยปู่ Sean Connery ครับ
John Wick ภาคต่อไม่ได้ทำออกมาดูมันส์แบบมีสไตล์เท่านั้น แต่ยังต่อยอดเรื่องราวของตัวเองให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเก่า จากเดิมเป็นเรื่องของนักฆ่าที่ล้างแค้นเพราะโดนฆ่าหมา มาภาคนี้หนังนำพาเราก้าวเข้าสู่โลกของนักฆ่าแบบเต็มขั้นมากขึ้น