ยอมรับเลยครับว่าตอนดูหนังไปได้ครึ่งเรื่อง ความคิดที่ผุดขึ้นในใจคือ “สงสัยเราจะไม่เขียนอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แฮะ” เพราะรู้สึกเฉยๆ น่ะครับ ถ้าให้จำกัดความก็คงต้องบอกว่าไม่แนว ไม่รู้สึกปิ๊งปั๊งอะไรกับตัวหนังเท่าไร
ยอมรับเลยครับว่าตอนดูหนังไปได้ครึ่งเรื่อง ความคิดที่ผุดขึ้นในใจคือ “สงสัยเราจะไม่เขียนอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แฮะ” เพราะรู้สึกเฉยๆ น่ะครับ ถ้าให้จำกัดความก็คงต้องบอกว่าไม่แนว ไม่รู้สึกปิ๊งปั๊งอะไรกับตัวหนังเท่าไร
ใครชอบหนังสไตล์แข่งกับเวลาแบบ 24 หรือ สไตล์ที่ตัวเอกต้องมาเจอกับสถานการณ์จนตรอกแข่งกับเวลาเพื่อเอาชีวิตรอดและหาทางช่วยชีวิตคนแบบ Red Eye หรือ Cellular ก็เห็นทีว่าผมต้องยัดเยียดหนังเรื่องนี้ให้ท่านดูไม่ทางใดก็ทางหนึ่งล่ะครับ
ผมขอร่ายถึงหนังแนวถนัดที่ดูบ่อยๆ กับแนวไซไฟ ระทึกขวัญของผู้กำกับคนนี้ … John Carpenter
เรื่องราวในภาคนี้ก็ต่อเนื่องจากตอนก่อนนะครับ เมื่อร็อคกี้ (Sylvester Stallone) กับอพอลโล (Carl Weathers) ได้กลายเป็นเพื่อนซี้กันไปแล้ว พวกเขาก็ออกงานร่วมกันอยู่เสมอๆ แต่แล้วในการชกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นแมทช์ระหว่างอพอลโล กับ อิวาน ดราโก้ (Dolph Lundgren) นักชกหมัดเหล็กไหลจากรัสเซีย ปรากฏว่าการชกครั้งนี้ส่งผลให้อพอลโลเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ทำให้ร็อคกี้ต้องคืนสังเวียนอีกครั้งในการประลองหมัดกับอิวาน และครั้งนี้ ร็อคกี้ต้องเดินทางไปยังดินแดนหมีขาวเพื่อล้างแค้นให้อพอลโลครับ
แม้ภาคที่แล้วจะประสบความสำเร็จไปพอประมาณ แต่ก็ยังนับว่าน้อยกว่าภาคแรกนะครับ และแนวหนังมันก็เริ่มย่ำวนอยู่กับที่แล้วด้วย ซึ่งดูท่าว่า Sylvester Stallone จะเล็งเห็นในเรื่องนี้เหมือนกัน ทีนี้พอเขาคิดจะทำตอนต่อ เขาเลยจัดการเขียนบทในแนวเรื่องใหม่ นั่นคือจับเรื่องเป็นแนวบู๊เต็มตัวครับ เพื่อทำให้เรื่องร็อคกี้มันแปลกใหม่ขึ้น คนดูจะได้กลับมาดูมากขึ้นอะไรทำนองนั้นน่ะนะครับ และนั่นก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องทีเดียว
ภาคแรกดังครับ ได้เงินไปร้อยกว่าล้าน ได้ออสการ์อีกต่างหาก ถ้าไม่ทำภาคต่อเนี่ย จะนับว่าผิดกาลเทศะอย่างรุนแรงทีเดียว
และเมื่อภาคแรกประสบความสำเร็จ ภาคต่อย่อมต้องตามมาครับ กับเรื่องราวที่ใหญ่กว่า และมีระเบิดกับกระสุนในปริมาณที่มากกว่า
ถ้าพูดถึงชื่อของ Sam Raimi ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักน่ะนะครับ ก็เป็นที่รู้กันนะครับว่าเขาแจ้งเกิดจริงจังเป็นเรื่องราวตอนทำ The Evil Dead 3 ภาค แล้วชื่อเขาก็ลุ่มบ้างดอนบ้างเรื่อยมาจน Spider-Man นี่แหละที่ทำให้ชื่อเขาคับฟ้าจนทุกวันนี้
Stargate อาจเป็นหนังไซไฟแอ็กชันโกยเงินแต่ไม่โกยคำชมเรื่องหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงแล้วหนังมีอะไรที่น่าสนใจเยอะแยะไม่ใช่เล่น!
หนังบู๊ฮาเอามันส์เรื่องนี้เหมาะแก่การดูแบบสบายๆ ไม่ต้องคิดมากครับ ดู 2 ดารานำจิกกัดกัดเป็นพักๆ ดูแอ็กชันที่แทรกมาเรื่อยๆ แม้จะไม่มีอะไรใหม่ และอาจทำให้นึกถึง Rush Hour และ The Other Guys แต่ก็ถือเป็นความบันเทิงที่ตอบโจทย์ดีครับ