ยอมรับครับว่าผมแอบปรามาสหนังเรื่องนี้อยู่นิดๆ… คือไม่ได้คิดว่าหนังจะไม่ดีหรอกครับ เพียงแต่คิดว่าหนังก็คงออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ (แบบ Unlocked เป็นต้น) ครั้นพอได้ดูก็พบว่าผมสนุกกับหนังมากกว่าที่คิดแฮะ
ยอมรับครับว่าผมแอบปรามาสหนังเรื่องนี้อยู่นิดๆ… คือไม่ได้คิดว่าหนังจะไม่ดีหรอกครับ เพียงแต่คิดว่าหนังก็คงออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ (แบบ Unlocked เป็นต้น) ครั้นพอได้ดูก็พบว่าผมสนุกกับหนังมากกว่าที่คิดแฮะ
ภาคต่อของ Shanghai Noon นะครับ กับการผจญภัยบทต่อมาของจางเหวิน (เฮียเฉินหลง) และรอย โอ แบนนอน (Owen Wilson) ที่ต้องรีบเดินทางไปยังลอนดอนเพื่อตามล่าตัวคนที่ฆ่าพ่อของจาง โดยที่น้องสาวของจางได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว (รับบทโดย Fann Wong) แล้วศัตรูของพวกเขาในภาคนี้คือ ลอร์ดเนลสัน รัธโบน (Aidan Gillen) ผู้ปองร้ายราชวงค์อังกฤษ และหวูโจว (Donnie Yen) องค์ชายกบฎจากแผ่นดินจีน งวดนี้ตีกันสนั่นบิ๊กเบลล์ล่ะครับ
หลังจากงาน Rush Hour ภาคแรกดังแล้ว ชื่อของเฉินหลงก็ฮ็อตขึ้นมาในบัดดล แล้วทีนี้ก็มีงานสารพัดยื่นเข้ามาครับ และนี่คืองานต่อจาก Rush Hour นั่น
ครับ มาฟัดกันต่อกับสองนายตำรวจคู่หู ลี (Jackie Chan) กับ คาร์เตอร์ (Chris Tucker) ซึ่งกำลังมาพักร้อนในฮ่องกงครับ หลังจากเสร็จคดีในภาคแรกไปหมาดๆ แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็ดันมีคนเอาระเบิดไปทิ้งไว้ที่สถานทูตอเมริกาประจำฮ่องกง งานพักร้อนเลยจบครับ ทั้ง 2 เลยต้องมาไล่ตีกับริคกี้ แทน (John Lone) หัวหน้าแก๊งสามเซียน ซึ่งเป็นมาเฟียมหาอำนาจในฮ่องกง รวมถึงการพบกับสมุนมือขวา สวยแต่แสบอย่างฮูลี่ (Ziyi Zhang) แต่พอสืบไปสืบมา ก็เริ่มพบเงื่อนงำความไม่ชอบมาพากลมากขึ้นเรื่อยๆ และความมันส์ก็มาเรื่อยๆ เช่นกันน่ะครับผม
สารภาพเลยว่าผมโตมากับบอนด์ยุคเก่า ที่มีสาวสวย พระเอกเก่งเว่อร์ เจอผู้ร้ายขนาดไหนก็ชนะได้ บู๊ขนาดไหนทรงผมก็เรียบไม่มีกระดิก (เคยเห็นบอนด์ภาคไหนผมแกตั้งกระบังเป็นเพิงหมาแหงนไหมล่ะครับ) พร้อมอาวุธไฮเทคชวนตื่นตา กับการไล่ล่าแบบเมามันส์
เมื่อเจมส์ บอนด์กลับมาโด่งดังทั่วโลกอีกครั้งใน Goldeneye นั่นเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องกดดันสำหรับทีมงานครับ เพราะนั่นแปลว่าทั้งบริษัทออกทุน (MGM) และคนดูต่างคาดหวังในหนังบอนด์ตอนต่อไป ซึ่งคนที่ต้องรับภาระหนักที่สุดก็คือ Michael G. Wilson ลูกเลี้ยงของ Albert R. Broccoli ผู้ล่วงลับ เพราะเขาต้องขึ้นแท่นควบคุมดูแลทุกสิ่งแทน Broccoli ผู้คุมงานหนังบอนด์มากว่า 35 ปี
การกลับมาครั้งที่ 13 ของสายลับเจมส์ บอนด์ 007 นั้นถือว่ามีอะไรน่าสนใจหลายอย่างเลยครับ ไม่ว่าจะเบื้องหน้า (ตัวหนัง) และเบื้องหลัง (งานสร้าง)
แรกเริ่มเดิมที หนังเจมส์ บอนด์ตอนที่ 11 จะต้องเป็นตอน For Your Eyes Only แต่พอดีระหว่างเตรียมงานสร้างนั้น หนังอวกาศกำลังมาแรง ไม่ว่าจะ Close Encounters of the Third Kind (ของไอ้หนุ่มที่ทำหนังเกี่ยวกับ “ปลา” คนนั้น) กับ Star Wars (1977) หนังเหล่านี้ล้วนโกยเงินไปอย่างมากมายมหาศาล จนคนดูเรียกร้องหนังแนวนี้กันเป็นแถว
เมื่อบอนด์ภาค Live and Let Die ที่เป็นการเปิดตัว Roger Moore ในฐานะสายลับ 007 เป็นครั้งแรกนั้น ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จึงท่ำให้บอนด์ตอนที่ 9 ถูกสร้างต่อทันทีครับ
เมื่อ George Lazenby โบกมืออำลาบทเจมส์ บอนด์ หลังจากแสดงไปได้เพียงภาคเดียว ทำให้ Albert R. Broccoli กับ Harry Saltzman 2 ผู้สร้างหนังชุดนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ Sean Connery กลับมาแสดงเป็นบอนด์อีกสักภาค เพื่อกระชากเรตติ้ง