การรีวิว Scream ภาคนี้คงต้องมีการแยกพูดถึง ระหว่างคุณภาพของหนัง กับเรื่องความชอบส่วนตัวครับ
การรีวิว Scream ภาคนี้คงต้องมีการแยกพูดถึง ระหว่างคุณภาพของหนัง กับเรื่องความชอบส่วนตัวครับ
สำหรับหนังสยองหลายๆ เรื่องแล้ว ภาคต่อจะก่อกำเนิดเมื่อภาคแรกทำเงินเยอะพอ แต่กับ Scream แล้ว ไอเดียภาคต่อได้เกิดขึ้นตั้งแต่บทภาพยนตร์ภาคแรกเพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ
นี่คือหนังสยองแนวไล่ฆ่าที่ทำออกมาดีได้ใจคนดู ส่งผลให้หนังดังครับ ในขณะที่ค่ายหนังต่างๆ ก็พากันสร้างหนังแนวสยองไล่ฆ่าตามกันออกมาเป็นพรวน จนจำได้ว่าปีนั้นและถัดมาอีก 2 ปีก็ยังมีหนังแนวนี้ตามออกมาอีกเรื่อยๆ ครับ
มาเพื่อปิดตำนานล่ะนะครับ สำหรับตอนที่ 4 ของเจ้าแวมไพร์อมตะหน้าด้านฆ่าไม่ตายนามว่า ราดู วลาดิสลัส (Anders Hove) กับศิลาโลหิตของมัน หลังจากภาคที่แล้วแกโดนแดดแผดเผาจนน่าจะตายไปได้แล้ว แต่มาภาคนี้คนทำก็เล่นง่ายครับ แกโดนแดดเผาจริง แต่ตอนร่วงลงมา ดันลงน้ำครับ แดดเลยหยุดเผาเพราะมีน้ำดับ (คนมันจะทำตอนต่อน่ะเน้อะ) แล้วก็ค่อยๆ ฟื้นตัวเพื่อกลับมาล่าพวกตัวเอกอีกครั้ง
มาต่อตอนที่ 3 เลยนะครับ กับตำนานของแวมไพร์จอมโหด ราดู (Anders Hove) ที่ยังคงหน้าด้านไม่ยอมตาย หลังจากภาคก่อน มิเชลล์ (Denice Duff) สาวสวยจากภาคแรกที่โดนกัดจนเป็นแวมไพร์ได้ร่วมมือกับน้องสาวของเธอที่ชื่อ รีเบคก้า (Melanie Shatner) ในการกำจัดราดู ซึ่งก็สำเร็จแล้วล่ะครับ แต่ว่าแม่ของราดูดันโผล่มาทำการจับตัวมิเชลล์ลงไป พร้อมทั้งใช้เลือดของเธอปลุกชีพราดูขึ้นมาอีกครั้ง
หนังไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่เคยได้เข้าโรงฉายในบ้านเราพร้อมชื่อไทยที่น่าจะจำกันได้
นี่คือภาคแรกของตำนานอีกบทของแวมไพร์นะครับ สร้างต่อกันหลายตอนด้วย
ถือเป็นหนังผีในความทรงจำอีกเรื่อง เพราะมันผสมยำความสยอง โหด แหวะ และความฮาเข้าไว้ด้วยกันในระดับที่ไม่เลว
หนังสยองรุ่นเก่าจากค่าย Amicus เจ้าของเดียวกับที่สร้างหนังสยองแนว “หลายเรื่องสั้น in 1” อย่าง Dr. Terror’s House of Horrors, Tales From the Crypt, The Vault of Horror และ From Beyond the Grave ที่ออกมาตีตลาดในยุค 70 น่ะครับ
ดูเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่เข้าโรงแต่ก็ไม่ได้รีวิวครับ เพราะจริงๆ คือไม่รู้จะเขียนอะไร ตอนนี้เวลาผ่านไป 8 ปีก็ยังไม่รู้จะวิวอะไรเหมือนเดิม 555