The Great Gatsby เป็นหนังภาพสวยที่ดูแล้วอิ่มในของสวยๆ งามๆ ดีครับ (ในขณะที่เนื้อเรื่องดูแล้วแอบหดหู่เล็กๆ อยู่เหมือนกัน)
The Great Gatsby เป็นหนังภาพสวยที่ดูแล้วอิ่มในของสวยๆ งามๆ ดีครับ (ในขณะที่เนื้อเรื่องดูแล้วแอบหดหู่เล็กๆ อยู่เหมือนกัน)
มานั่งนึกระลึกดูแล้วรู้สึกว่าระยะหลังๆ หนังแนวตลกหรือโรแมนติกจะไม่ค่อยได้เข้าโรงกันสักเท่าไร เรียกว่าถ้าไม่ฟอร์มเจ๋งจริงหนาจริงก็เบียดเข้าไปฉายยาก
Young Ones มาพร้อมพล็อตที่น่าสนใจไม่น้อยครับ เรื่องของโลกอนาคตที่ “น้ำ” กลายเป็นของหายาก แผ่นดินแห้งแล้งไร้ชีวิต ผู้คนจึงพากันแย่งชิงครอบครอง “น้ำ” ซึ่งมีค่ากว่าทองคำซะอีก (เพราะขาดทองยังอยู่ได้ แต่ขาดน้ำก็ถึงตายน่ะครับ ^_^)
ตอนผมดู The Age of Adaline นั้น ผมกำลังเพลินกับซีรี่ส์ Forever เลยครับ (ตอนนั้นยังไม่มีคำสั่งแคนเซิลให้เศร้าใจ 555)
American Sniper อาจเป็นหนังโปรอเมริกาสำหรับใครหลายๆ คน ซึ่งมันก็ไม่แปลกหรอกครับหากคนอเมริกันอย่างปู่ Clint Eastwood เขาจะทำหนังออกในเชิงนั้น
ผมว่า The Monuments Men เป็นหนังที่มีความหมายนะครับ กับการจับเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ว่าด้วยคนกลุ่มหนึ่งพยายามปกป้องศิลปวัตถุให้รอดพ้นจากภัยสงคราม
ว่าตามจริงผมเป็นคนชอบหนังลงน้ำลงทะเลครับ แล้วผมก็ชอบหนังแนวค้นหาสมบัติด้วย ดังนั้นในเบื้องต้น Black Sea ก็น่าจะเข้าทางสำหรับผมไม่มากก็น้อย
50 to 1 สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของกลุ่มคาวบอยหนุ่มเจ้าของม้าที่ชื่อ Mine That Bird ซึ่งเป็นม้ารองบ่อนที่ไม่มีใครสนใจครับ ครั้นพอได้เข้าแข่งเคนตั๊กกี้ เดอร์บี้ (งานแข่งม้าที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของอเมริกา) มันก็ถูกมองว่าต้องแพ้แหงๆ ทำให้อัตราต่อรองม้าตัวนี้อยู่ที่ 50 ต่อ 1 เท่านั้น
ออสการ์ที่ผ่านมาผมก็ลุ้นให้ Eddie Redmayne ได้ออสการ์นำชาย พอๆ กับที่ผมลุ้นให้ J.K. Simmons ได้ออสการ์สมทบชายนั่นแหละครับ ^_^
ตามปกติหนังดราม่าจะให้คนซึมลึกไปกับเหตุการณ์และสิ่งที่ตัวละครรู้สึก วางพล็อตเตรียมฉากต่างๆ ร้อยเรียงนำพาอารมณ์คนดูไปยังทิศทางที่คนทำต้องการ… แต่หนังดราม่าสไตล์ป๋า Tim Burton ไม่ใช่อะไรแบบนั้นครับ