เบร็นดา สตาร์ (Brooke Shields) เหยี่ยวข่าวสาวผู้ไม่เกรงกลัวต่อภัยร้ายใดๆ แม้จะเสี่ยงแค่ไหนแต่ขอให้ตัวเองได้ข่าวเป็นพอ
เบร็นดา สตาร์ (Brooke Shields) เหยี่ยวข่าวสาวผู้ไม่เกรงกลัวต่อภัยร้ายใดๆ แม้จะเสี่ยงแค่ไหนแต่ขอให้ตัวเองได้ข่าวเป็นพอ
ตอนดูรอบแรกเมื่อสมัยเด็กนี่ มันรู้สึกว่าหนังโคตรมหัศจรรย์เลยนะครับ ในหัวคิดซ้ำๆ ว่า “คนแสดงกับตัวการ์ตูนได้ยังไงอ้ะ” มันเป็นอะไรที่ตื่นตามากๆ และเชื่อว่าคนรุ่นผมที่ได้ดูในโรงก็คงตื่นเต้นไม่แพ้กัน
เมื่อรู้ว่าหนังล่มหนักมากที่อเมริกา ใจก็อยากดูขึ้นมาเลยครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ (รายได้ในอเมริกาน่าจะไปสุดแถว $40 ล้านน่ะครับ ในขณะที่ภาคก่อนๆ ทำเงินหลักร้อยล้านทั้งนั้น)
แวะมาเล่าหนังไทยบ้างตามระเบียบ
แม้ในทางการสร้างภาพยนตร์ นี่จะไม่ใช่ภาคต่อของพระอภัยมณี แต่ในทางวรรณกรรมแล้ว นี่คือบทต่อมาที่สานต่อเรื่องราวพระอภัยมณี
นี่ไงครับต้นตำนานหนังแผ่นที่เน้นขายนางเงือก เอ้ย ผมหมายถึงขายดาราสาวน่ะนะครับ แล้วจากนั้นประเพณีทำหนังแผ่นเพื่อขาวผิวนี่ก็มากันไม่เลิก แม้แต่ปัจจุบันก็เช่นกัน
ไม่ยอมจบครับ ไหนๆ ภาค 6 ทำออกมาแล้วพอขายได้ เลยมีคนตั้งใจทำภาค 7 ต่อออกมาอีกซะเลย คราวนี้เรื่องย้อนไปอีกแล้วครับ เหตุการณ์ย้อนไปเมื่อปี 1944 หลังจากอังเดร ทูลอนได้ล้างแค้นสังหารพวกนาซีที่ฆ่าภรรยาของเขาตาย (อันเป็นเรื่องในภาค 3) จากนั้นก็หลบหนีมา
นี่เป็นหนังการ์ตูนที่ Warner Bros. หมายมั่นมากเลยนะครับ กะเอามาตีตลาด แชร์มาร์เก็ตกับ Walt Disney โดยมีเรื่องนี้เป็นหัวหอกนำหน้า แล้วผลที่ได้คือ ล่มครับผม
หนึ่งในหนังแนวสัตว์ประหลาดบุกเมืองยุคแรกๆ ครับ สร้างจากเรื่องสั้น The Fog Horn ของยอดนักเขียนแนววิทยาศาสตร์นาม Ray Bradbury ที่ตีพิมพ์ลง The Saturday Evening Post ว่าด้วยสัตว์ประหลาดร้ายกาจจากท้องทะเลที่ออกมาทำร้ายผู้คน ซึ่งแนวเรื่องนั้นก็เข้าตานักสร้างหนังครับ เลยมีการดัดแปลงผลงานออกมาเป็นเรื่องนี้
นับเป็นหนังไทยฟอร์มยักษ์ที่น่าสนใจอีกเรื่องแห่งปี รอนานมากครับกว่าจะเสร็จ (นานมากๆ) พอดูตัวอย่างก็เดาได้ล่ะครับว่าเรื่องมันจะเริ่มจะจบแบบไหน แต่ผมก็ลงทุนตีตั๋วเข้าไปดูนี่ก็อุดหนุนหนังไทยโดยเฉพาะเลยนะเนี่ยตอนที่มันเข้าโรงน่ะครับ