This Is Where I Leave You คือผลงานกำกับของ Shawn Levy ที่เขาทำก่อน Night at the Museum: Secret of the Tomb ครับ
This Is Where I Leave You คือผลงานกำกับของ Shawn Levy ที่เขาทำก่อน Night at the Museum: Secret of the Tomb ครับ
แดนนี่ มาร์ติน (Rob Lowe) หนุ่มรักสนุกที่มีโอกาสได้เจอกับ เด็บบี้ (Demi Moore) ที่บาร์หลังจากเขาเพิ่งเสร็จการแข่งขันเบสบอล แล้วก็มีความสัมพันธ์กันครับ ซึ่งตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นแค่สัมพันธ์ชั่วข้ามคืนตื่นแล้วอำลา แต่ทั้งเขาและเธอกลับรู้สึกบางอย่างต่อกัน ก็เลยสานสัมพันธ์ต่อ จนตกลงใจที่จะย้ายเข้ามาอยู่ร่วมห้องกัน แล้วก็ค่อยๆ ร่วมกันสานสายใยรัก สร้างความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันให้เบ่งบาน
Tom Hanks คือดาราคนโปรดคนหนึ่งของผมครับ พี่แกแสดงหนังทีไรก็ไว้ใจได้ในฝีมือ ครั้นพอลองนั่งเก้าอี้กำกับหนังเป็นหนแรกใน That Thing You Do! ก็สร้างความประทับใจให้ผมและใครอีกหลายคนได้เยอะอยู่ พอมาคราวนี้พี่ท่านหันมานั่งแท่นกำกับอีกก็อดหวังนิดๆ ไม่ได้ล่ะครับ
พรีโม (Tony Shalhoub) และ ซีคอนโด (Stanley Tucci) สองพี่น้องที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอิตาลีเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่บนดินแดนแห่งความหวัง… แผ่นดินอเมริกา
ภาคแรกสนุก ภาค 2 สนุกขึ้น ส่วนภาคนี้ถือว่าสนุกในระดับหว่างกลางระหว่างภาคแรกกับภาค 2 ครับ… ว่าง่ายๆ ก็คือสนุกอีกนั่นแหละครับ 555
ภาคแรกถือว่าสนุกฮาในระดับหนึ่งครับ ซึ่งผมคาดไม่ถึงเลยว่าภาค 2 มันจะสนุกแบบได้ใจได้โล่ห์มากขนาดนี้!
ถ้าใครสนใจดูหนังฮาๆ สนุกๆ แบบดูได้ทั้งครอบครัวโดยไม่ลามกและไม่เลอะเทอะล่ะก็ ขอแนะนำหนังชุดนี้เลยครับ Diary of a Wimpy Kid ทำออกมา 3 ภาค สนุกดูเพลินทุกภาค
ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้จะยังหาดูได้อีกไหมนะครับ เอาเป็นว่าถ้าท่านไปเจอที่ไหน หรือใครทำแผ่นออกมาล่ะก็ ขอให้คว้ามาดูได้เลยครับ ขอเพียงคุณเป็นคนชอบดูหนังตลก และเรื่องราวชวนประทับใจที่ว่าด้วยมิตรภาพระหว่างเด็กน้อยกับหมาแสนรู้
เรื่องนี้ก็เข้าทางผมอีกแล้วครับ หนังสไตล์ย้อนยุค ถ่ายทอดแง่มุมชีวิตวัยรุ่นวัยเรียน และกลั้วอารมณ์แบบหนัง Coming of Age เข้าไปอีกหน่อย เป็นอะไรที่ผมชอบอยู่แล้ว ไหนจะชื่อผู้กำกับ Richard Linklater (ไตรภาค Before Sunrise และ Boyhood) เรื่องนี้เลยเป็นหนังน่าดูภาคบังคับสำหรับผมครับ
หนังรักโรแมนติกผสมไซไฟว่าด้วยความรักและการย้อนเวลาครับ แว่บแรกก็ทำให้นึกถึง About Time หนังโปรดของผมขึ้นมาเลย แต่กระนั้นก่อนดูผมก็เผื่อใจไว้ก่อนว่าหนังน่าจะเทน้ำหนักไปที่เรื่องความรัก ไม่ได้เล่าครอบคลุมประเด็นชีวิตเท่า About Time และผลที่ได้ก็เป็นดังคาดครับ