ช่วงสิ้นปีคือช่วงที่ทีวีหลายๆ ช่องของอเมริกาจะทำหนังที่มีกลิ่นอายของบรรยากาศวันคริสต์มาสออกมาครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมว่าเป็นอะไรที่ดีอยู่นะครับ
ช่วงสิ้นปีคือช่วงที่ทีวีหลายๆ ช่องของอเมริกาจะทำหนังที่มีกลิ่นอายของบรรยากาศวันคริสต์มาสออกมาครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมว่าเป็นอะไรที่ดีอยู่นะครับ
เอาเข้าจริงผมเป็นคนชอบหนังโรแมนติกครับ แต่เพิ่งมารู้ตัวแบบเต็มๆ เอาระยะหลังๆ ที่หนังรักๆ หวานๆ ดูจะห่างหายไปจากจอเงิน ยิ่งฮอลลึวู้ดนี่ไม่ต้องพูดถึงครับ ซูเปอร์ฮีโร่ครองตลาดแทบจะ 100% อยู่แล้ว
ผมเชื่อว่าคนดูหนังทุกคนจะต้องมีดาราที่เราจดจำได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เห็นครั้งแรก แม้ว่าบทของเขาหรือเธออาจจะไม่ได้เด่นแบบเต็มที่ แต่เราก็รู้สึกว่าถูกชะตาอยู่ลึกๆ แล้วก็อยากเอาใจช่วยให้ดาราคนนั้นๆ ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้
ผมจำได้ว่าสมัย X-Men ทำเป็นหนังใหม่ๆ Rebecca Romijn ผู้รับบท มีสตีค จัดว่าฮ็อตไม่ใช่เล่นครับ นอกจากบทนี้แล้วก็ได้เล่นอีกหลายเรื่อง ครั้นพอถึงตอนนี้ก็คงต้องยอมรับครับว่าคงจะเลยช่วงฮ็อตของเธอไปแล้ว
อย่างที่ผมเคยบอกไว้ครับว่าผมชอบดูหนังเกี่ยวกับวันคริสต์มาส แต่ระยะหลังหนังแนวนี้มีน้อยลง จนแทบจะบอกได้เลยว่ามีแค่ช่อง Hallmark เท่านั้นแหละที่พอจะพึงพิงได้ มีการทำหนังคริสต์มาสชวนอบอุ่นหัวใจออกมาเสิร์ฟผู้ชมอยู่ทุกปีๆ
ผลงานรีเมคจากหนังโรแมนติกคลาสสิกเมื่อปี 1954 ที่นำแสดงโดย Humphrey Bogart, Audrey Hepburn และ William Holden ซึ่งผมยังไม่ได้ดูหนังต้นฉบับครับ แม้จะมีแผ่นมารอแต่ก็ตัดสินใจดูฉบับรีเมคนี้ก่อน เพราะได้ยินมานานว่าของเก่าดีกว่าของใหม่มาก เลยขอดูฉบับที่เขาว่าธรรมดาก่อน ไม่งั้นถ้าดูของเก่าที่เขาว่าดีแล้วเกิดมันดีมากจริงๆ เราก็อาจรู้สึกไม่โอกับฉบับนี้หนักขึ้นไปอีกก็ได้
Much Ado About Nothing คือบทละครแนวสุขนาฏกรรมของ William Shakespeare ที่ Kenneth Branagh นำมาดัดแปลงและกำกับ พร้อมด้วยแสดงนำครับ
บางทีหากเราดูหนังโดยรู้ว่าคนกำกับคือใคร เราก็อาจรู้สึกต่อหนังลึกกว่าที่ตาเห็น
The Other Woman ดูแล้วได้อารมณ์เหมือน The First Wives Club เลยครับ พล็อตก็ใกล้ๆ กัน ว่าด้วย 3 สาวที่หาทางแก้เผ็ดผู้ชายมักมาก แต่ที่ต่างก็คือเรื่องนี้ 3 สาวจะอายุน้อยกว่า และประกอบด้วย 1 เมียหลวงกับ 2 กิ๊ก (ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นกิ๊ก)
ถ้าจะไว้อาลัย Patrick Swayze โดยไม่พูดถึงหนังเรื่องนี้ เห็นทีจะไม่ครบองค์ประชุมล่ะนะครับ