เรื่องราวต่อเนื่องจากภาคก่อนครับ หลังปฏิบัติการที่คอสตาเวอร์เดส่งผลให้โรมัน ดิแอซ (Gérard Rudolf) ผู้นำของที่นั่นฉุนขาดจนประกาศตามล่าหน่วยกริท (G.R.I.T.) และแข็งข้อต่ออเมริกา ส่วนอเมริกาก็ปฏิเสธเรื่องการมีตัวตนอยู่ขององค์กรกริท ทำให้ตอนนี้กริทถูกลอยแพและตกเป็นเป้าจากทุกฝ่าย แล้วเหล่าสมาชิกของกริทก็ต้องกระจัดกระจายกันไปซ่อนตัว
แต่ทีนี้พันธมิตรของกริทในคอสตาเวอร์เดกำลังตกที่นั่งลำบากครับ แบรนดอน เบคเกตต์ (Chad Michael Collins) เลยตัดสินใจเดินทางไปเพื่อช่วยเหลือเพื่อน แต่ก็แน่นอนว่าการทำเช่นนั้นก็เท่ากับเขากำลังพุ่งเข้าหาอันตรายอย่างเลี่ยงไม่ได้
โดยโครงสร้างของเรื่องผมว่ามันก็น่าสนใจนะครับ อารมณ์คล้าย Mission: Impossible ภาค Ghost Protocal ที่ IMF ถูกยุบแล้วสมาชิกที่เหลือก็ต้องมาทำภารกิจเป็นการลับ แต่ปัญหาคือมันดูดีแค่โครงครับ แต่พอเอามาทำเป็นหนังจริงๆ ดันไปคนละลู่เลย
เชื่อไหมครับว่าหนังมีฉากบู๊จริงๆ ประมาณ 25% เห็นจะได้ คือมีตอนต้นหน่อย แล้วก็มีตอนกลางๆ เป็นบู๊แบบเล็กๆ ตอนที่เพื่อนของแบรนดอนโดนจับไปน่ะ แล้วจากนั้นหนังก็ไม่มีบู๊เลยจนกระทั่งตอนท้ายไคลแม็กซ์ที่บู๊กันประมาณ 12 นาที
ส่วนตัวมองว่า Sniper ภาคนี้ผิดฟอร์มครับ เพราะอย่างน้อยแม้ผมจะดูแบบไม่หวังอะไร แต่มันก็จะยังได้ฉากบู๊หรือฉากระทึกแทรกมาเป็นพักๆ แต่กับภาคนี้ส่วนใหญ่กว่า 70% คือคุยกันครับ แล้วที่คุยนี่มันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก คือตอนต้นมันเหมือนจะน่าสนนะ ประมาณว่าพอกริทถูกยุบ ทุกคนซ่อนตัว ผมก็นึกว่ามันจะมีการรวมตัวรวมดาวสมาชิกหนังชุด Sniper มาช่วยกันกอบกู้สถานการณ์แล้วก็หาทางทำให้องค์กรกริทกลับมาอีกครั้ง – อารมณ์ประมาณ Avengers น่ะครับ – แต่ก็เปล่าครับ
ในเรื่องนี่นอกจากแบรนดอนแล้ว เราก็จะได้เจอโธมัส (Tom Berenger) ต้นตำนานแห่ง Sniper ที่ดูแล้วก็พอรู้ว่าร่างกายของเขาทรุดโทรมลงพอสมควร แต่เขาก็ยังพยายามเล่นน่ะนะครับ ซึ่งผมก็นับถือใจ Berenger เหมือนกัน แล้วก็มี ซีโร่ (Ryan Robbins) มีโนว่า (Manuel Rodriguez-Saenz), ซอนดี้ (Sizo Mahlangu) จากภาคก่อน แล้วก็มีสายลับพีท (Josh Brener) ที่มารับเชิญแบบเสียง แต่กลายเป็นว่าแต่ละคนไม่ได้มีบทที่เป็นชิ้นเป็นอันนัก

หรือที่ผมบอกว่าหนังหนักไปทางคุยกันน่ะ ถ้ามันเป็นการคุยแบบได้บรรยากาศรำลึกถึงตอนก่อนๆ หรือคุยเรื่องความผูกพันมันก็น่าจะดี แต่นี่มีแค่ฉากเดียวครับ คือตอนที่โธมัสคุยกับแบรนดอน ซึ่งผมชอบฉากนั้นที่สุดแล้วล่ะ ถือเป็นอะไรที่จริงๆ หนังภาคนี้ควรใส่ใจ เพราะไหนๆ พี่ก็ไม่เน้นบู๊แต่เน้นคุยกันซะขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ทำให้มันได้อารมณ์รำลึกความหลังหรือรวมพลไปปเลยล่ะ แต่นี่ดันเป็นการคุยกันแบบไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีความน่าสนใจอะไร
แล้วภาคนี้นี่ยังมีองค์กรไอออนลีเจียน องค์กรนักฆ่าที่เกิดมาเพื่อต่อต้านกริท นำโดยคิลเลียน ครูเกอร์ (Brandon Auret) ซึ่งมันก็น่าสนใจอยู่ แต่เอาเข้าจริงคนขององค์กรนี้นอกจากแต่งตัวสตรองแล้ว ความเก๋าความเก่งมันยังไม่ถึงน่ะครับ จำที่ผมบอกได้ใช่ไหมฮะว่าตอนไคลแม็กซ์บู๊กันประมาณ 12 นาที คือถ้ามองในแง่ขำๆ ก็คือ แค่ 12 นาทีพวกพี่เขาก็ขยี้ไอออนลีเจียนได้แล้วอ้ะ ในขณะที่ภาคอื่นผมว่าพวกพี่เขาเจอมาหนักกว่านี้นะ
แล้วฉากบู๊ที่มี ก็ถือว่ากลางๆ ผมว่าภาคก่อนๆ เคยให้ผมรู้สึกมันส์หรือเร้าใจได้มากกว่านี้ ครั้นพอดูชื่อผู้กำกับก็ให้หนักใจครับ เพราะเขาคือ Trevor Calverley ที่กำกับภาพจากภาคก่อน ที่ผมบอกว่ากำกับภาพได้ไม่ค่อยมันส์นั่นแหละ แต่กลายเป็นพี่ได้มานั่งเก้าอี้กำกับเลยเป็นครั้งแรก ซึ่งผลที่ได้ผมว่ามันยังไม่ใช่น่ะครับ มันดูดร็อปลงทั้งแอ็คชั่น ทั้งความระทึก และความเร้าใจ ทั้งที่โดยสถานการณ์น่ะมันน่าจะมันส์กว่าเขาเพื่อน
แต่กระนั้น ภาคต่อไปมีแน่นอนครับ แล้วผมก็ต้องตามดูเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ยอมรับเลยครับว่าผมชอบภาคนี้น้อยสุดแล้วในบรรดาหนังชุด Sniper 12 ตอน (จนถึงตอนนี้) คือภาค 6 กับภาค 11 ที่ผมว่าเฉยๆ มันก็ยังออกมาโอเคกว่าภาคนี้อีกน่ะ
ยังไงผมก็เชื่อว่าคนที่ดูหนังชุดนี้ก็น่าจะตามมาดูกันอยู่แล้วน่ะนะครับ ซึ่งผมก็ว่าโอเคแหละที่จะตามมาดูแบบให้ครบ แต่ก็ต้องเผื่อใจไว้เยอะหน่อย แต่หากท่านเป็นขาจรและอยากดูอะไรมันส์ๆ ผมว่าดูภาคแรกดีสุดครับ มันโอเคสุดแล้วล่ะ
ดาวกว่าๆ ครับ
(4.5/10)
หมวดหมู่:Action, Movie Reviews, Thriller












