วิลเลี่ยม มันนี่ (Clint Eastwood) สิงห์ตะวันตกมือเก๋าที่ล้างมือแล้วไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว แล้วเด็กหนุ่มนามสโกฟิลด์คิด (Jaimz Woolvett) ก็โผล่มาพร้อมยื่นข้อเสนอให้วิลเลี่ยมมาร่วมมือกันล่า 2 วายร้ายที่มีค่าหัว 1,000 เหรียญ
ตอนแรกวิลเลี่ยมก็ไม่คิดจะไปครับ แต่เงินก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการอยู่ เขาก็เลยไปชวนเพื่อนเก่าอย่างเน็ด โลแกน (Morgan Freeman) ให้ร่วมทางไปด้วยกัน
นี่คือตำนานอีกบทของปู่ Clint ครับ กับหนังแนวคาวบอยตะวันตกที่ต้องบอกก่อนเลยว่านี่ไม่ใช่หนังแอ็คชั่น ไม่ใช่หนังบู๊หรือกระหน่ำกระสุน ไม่ได้เต็มไปด้วยการผจญภัยที่หวือหวา แต่มันคือหนังดราม่าที่มีฉากหลังเป็นโลกคาวบอยตะวันตกมากกว่า
สิ่งหนึ่งที่หนังสะท้อนค่อนข้างชัดคือการบอกกับคนดูว่า โลกคาวบอยในตำนานนั้นแตกต่างจากของจริงนะ ผ่านตัวละครอย่างดับเบิ้ลยู ดับเบิ้ลยู โบแชมป์ (Saul Rubinek) นักเขียนที่ติดสอยห้อยตามอิงลิช บ็อบ (Richard Harris) มือปืนมีชื่ออีกคน
สิ่งที่โบแชมป์เขียนลงในหนังสือของเขานั้นเต็มไปด้วยความหวือหวาตื่นเต้น เต็มไปด้วยตำนานอันน่าทึ่ง แต่พอลิตเติ้ล บิล แด็กเก็ต (Gene Hackman) ได้อ่านเท่านั้น เขาก็บอกทันทีว่าไอ้สิ่งที่อยู่ในหนังสือ ไอ้สิ่งที่โบแชมป์คิดว่ามันคือความจริงนั้น มันเต็มไปด้วยการปั้นแต่งปรุงรส ในขณะที่เรื่องจริงมันเรียบง่ายกว่านั้น อ่านสนุกน้อยกว่านั้น
กับสิ่งที่เราได้เห็นในหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ มันคนละรสชาติกับหนังคาวบอยมันส์ๆ ที่กระสุนปลิวว่อน โดยหนังเลือกที่จะสะท้อนโลกตะวันตกในชีวิตจริงที่ไม่ได้เปี่ยมสีสันอะไรมาก มันก็คือการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยนั่นแหละ

ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ก็คือตอนที่วิลเลี่ยมกับพวกไปไล่ล่าเป้าหมาย เราจะได้เห็นเลยว่าการตามล่าไม่ได้ระทึกขวัญสั่นประสาทหรือยิ่งใหญ่อะไร มันคือต่างฝ่ายต่างใช้หินเป็นกำบัง แล้วก็อาศัยจังหวะในการยิงเป้าหมาย ไม่ได้โถมตัวเข้าหากันแล้วไล่ยิงกันแบบไม่เปลืองกระสุน (เพราะจริงๆ กระสุนมันก็มีวันหมดนั่นแหละครับ จะยิงกันได้ซักกี่ตับกันเชียว) ครั้นพอยิงโดนเป้าหมายก็ทางใครทางมัน ไม่ได้ดวลไม่ได้ยิงกันต่อ
หรือตอนที่วิลเลี่ยมกับสโคฟิลด์คิดเดินทางไปเก็บเป้าหมายอีกรายที่เหลือ โดยเป้าหมายน่ะไปเข้าห้องน้ำอยู่ ส่วนผองเพื่อนก็สังสรรค์กันอยู่ในบ้าน ถ้าเป็นหนังแนวนี้ตามปกติเราก็คงได้เห็นฉากกระหน่ำยิงไม่ยั้งระหว่างพวกตัวร้ายกับพวกตัวเอก แต่กับเรื่องนี้เปล่าเลยครับ พวกวิลเลี่ยมแค่ย่องไปยิงเป้าหมายให้เสร็จ ครั้นพอพวกที่เหลือรู้ตัวและไล่ตาม พวกเขาก็แค่วิ่งหนีให้เร็วที่สุดเพื่อไปให้พ้นกระสุน – จบ
ผมจึงจะไม่แปลกใจครับหากหลายท่านที่ชอบหนังคาวบอยสายลุยจะรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้ เพราะหนังไม่ได้ตอบโจทย์ความตูมตาม แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบครับ ใช้คำว่า “ชอบไปอีกแบบ” แล้วกัน เพราะการที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ มันคนละชุดความชอบกับหนังอย่าง Django หรือหนังไตรภาคบุรุษไร้นามที่ปู่ Clint เล่น แล้ว Sergio Leone กำกับ
ถ้าถามว่าชอบตรงไหน ก็ตอบได้ว่าผมชอบรสชาติเรียบง่ายแต่แฝงไว้ซึ่งชีวิต ตัวละครในเรื่องอาจไม่ได้สีสันจัดเต็ม แต่ทุกคนมีมิติ มีคาแรคเตอร์น่าจดจำ ส่วนการเดินเรื่องนั้นก็ต้องแล้วแต่ความชอบจริงๆ ครับ เพราะหนังเล่าแบบเรื่อยๆ ไม่ได้มีความหวือหวาเมามันส์ อย่างที่บอกน่ะว่ามันเน้นดราม่าเป็นหลักจริงๆ ดังนั้นถ้าใครชอบหนังเร็วๆ ไวๆ แล้วจะรู้สึกไม่ถูกใจกับเรื่องนี้ อันนี้ก็เข้าใจได้ครับ
แต่ถ้าใครอยากดูหนังคาวบอยแบบที่บอกเล่าวิถีชีวิตของคนในยุคนั้น แบบปรุงไม่เยอะ แต่งไม่มาก ผมว่าเรื่องนี้ตอบโจทย์นั้นกำลังดีทีเดียว
หนังสามารถคว้าออสการ์ไปได้ 4 รางวัลครับ ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Hackman), ผู้กำกับยอดเยี่ยม (Eastwood) และลำดับภาพยอดเยี่ยม ในแง่รายได้ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามครับ ทำเงินทั่วโลกไป $159 ล้าน จากทุนสร้าง $14 ล้าน

ทีนี้มาฟังตำนานการสร้างหนังเรื่องนี้กันครับ หนังเขียนบทโดย David Webb Peoples ผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์ Blade Runner นั่นเอง โดย Peoples ได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากหนัง Taxi Driver ของ Martin Scorsese และนิยายเรื่อง The Shootist ของ Glendon Swarthout
เอาเข้าจริงๆ บทเขียนเสร็จตั้งแต่ยุค 70 ครับ แต่มันก็เวียนว่ายอยู่ในวงการกว่า 20 ปีถึงจะได้ทำออกมาเป็นหนัง โดยก่อนจะมาถึงมือปู่ Clint บทเคยได้รับความสนใจจาก Francis Ford Coppola (The Godfather) มาก่อน และก็เคยมีการทาบทามให้ John Malkovich มาแสดงนำ แต่ Malkovich เองเล็งเห็นว่า หนังตะวันตกแบบนี้ และบททำนองนี้มันควรจะเป็นของ Eastwood มากกว่าใครเพื่อน และกาลครั้งหนึ่งบทก็เคยไปถึงมือ Hackman ด้วย แต่เขาตอบปฏิเสธไป
และจริงๆ บทก็เคยตกมาถึงมือ Eastwood แล้วด้วย ทว่าตอนนั้นเขายังไม่ได้อ่านครับ แต่ให้ผู้ช่วยส่วนตัวอ่านแทน ซึ่งผู้ช่วยคนนั้นเป็นผู้หญิงและรู้สึกว่าบทหนังมีความรุนแรงและเธอไม่โอเคกับมันนัก จน Eastwood ก็วางมันไว้พักหนึ่ง จนพอเขาได้อ่านเองเขาก็เริ่มสนใจ แต่ตอนนั้นเขามองว่ามันยังไม่ถึงเวลาของหนังเรื่องนี้
หลายปีผ่านไปในงานปาร์ตี้หนึ่ง Peoples กับภรรยาที่มาร่วมงานก็พบว่าปู่ Clint อยู่ในงานด้วย ภรรยาของ Peoples เลยตรงเข้าไปถามปู่ Clint เลยว่าเขาสนใจจะทำหนังเรื่องนี้ไหม แล้วปู่ Clint ก็นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะบอกว่า “ผมกำลังคิดจะประกาศอยู่เหมือนกัน ว่าผมจะทำ”
จากนั้นงานสร้างก็เริ่มต้นครับ โดยปู่ Clint ไปทาบทามให้ Harris มาร่วมแสดง ซึ่งตอนที่ปู่ Clint โทรไปทาบทามนั้น Harris กำลังดู High Plains Drifter ที่ปู่ Clint แสดงอยู่พอดี แล้วพอปู่ Clint โทรไปหาเขาเพื่อเสนอบทอิงลิช บ็อบให้ Harris ก็คิดทันทีว่านี่มีคนโทรมาแกล้งหรือเปล่าเนี่ย 5555 กว่าปู่ Clint จะยืนยันตัวตนว่าเป็นของจริงได้ก็ใช้เวลาพักหนึ่งครับ
ส่วน Freeman นั้นได้ข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ระหว่างถ่ายทำ Robin Hood: Prince of Thieves โดย Kevin Costner คาบข่าวมาบอกเขาเอง Freeman เลยรีบติดต่อไปที่ปู่ Clint แล้วบทเน็ดก็ตกเป็นของเขาไปครับ

สำหรับ Hackman นั้น ปู่ Clint ก็ได้ทาบทามไปให้มารับบท ลิตเติ้ล บิลล์ แต่ทีนี้ Hackman พออ่านบทแล้วก็เกิดความกังวลครับ เขากลัวว่าบทของเขาจะแสดงความรุนแรงมากไป และยังกังวลไปถึงว่าหนังจะไปยั่วยุทำให้ปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในอเมริกาสูงขึ้นหรือเปล่า ปู่ Clint ก็รับรองกับ Hackman เลยครับ ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่เชิดชูเรื่องความรุนแรงและการใช้ปืนแน่นอน
ประเด็นนี้เราจะเห็นได้ชัดจากในหนังครับ อย่างแรกก็คือหนังไม่ได้กระหน่ำกระสุนแบบหนังคาวบอยทั่วๆ ไป และไม่ได้ทำให้การยิงกันดูเท่ห์ แต่ในทางกลับกัน หนังกลับนำเสนอในลักษณะที่ว่า การฆ่านั้นมันคือเรื่องเลวร้ายเพียงไหน ผ่านตัวละครอย่างสโคฟิลด์คิด ที่ตอนแรกหนุ่มคนนี้ก็อยากจะเป็นมือปืนชื่อดังแห่งตะวันตก แล้วก็ยังอวดโอ่กับพวกวิลเลี่ยมว่าเขาเคยยิงคนไป 5 คนแล้วนะ
ครั้นพอถึงคราวที่สโคฟิลด์ต้องยิงคนตายจริงๆ เราจะได้เห็นสภาพที่ตื่นกลัว สภาพของคนที่เหมือนตกอยู่ในฝันร้าย เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่เคยฆ่าใครมาก่อนเลย นั่นคือศพแรกจากฝีมือเขา และจากที่เขาคิดว่ามันง่าย ใครๆ เขาก็ทำกัน เขากลับต้องมาพบว่าตนเองกำลังจะโดนเหตุการณ์ครั้งนี้หลอกหลอนไปจนชั่วชีวิต
อีกอย่างคือบทลิตเติ้ล บิลของ Hackman นั้น ปู่ Clint ยังได้ขอให้ Hackman แสดงโดยมีต้นแบบเป็น Daryl Gates ผบ. ตำรวจลอสแองเจลิสที่มีส่วนในเหตุอื้อฉาวในการจับกุม Rodney King ที่กล่าวกันว่ามีการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมถึงมีการเหยียดสีผิว อันนำมาสู่การจลาจลครั้งใหญ่ในแอลเอ – ว่าง่ายๆ คือคาแรคเตอร์แนวลุแก่อำนาจของลิตเติ้ล บิลนั้น ก็ได้ต้นแบบมาจาก Gates นั่นเองครับ ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่หนังสะท้อนเรื่องการใช้ความรุนแรงในสังคม
อีกหนึ่งประเด็นที่หนังพูดถึงไม่น้อยคือเรื่องของผู้หญิงครับ อันนี้ต้องยอมรับนะว่าปกติแล้วผู้หญิงมักเป็นเพียงไม้ประดับในหนังคาวบอย แต่หนังเรื่องนี้ค่อนข้างให้พื้นที่กับผู้หญิง และสะท้อนถึงความรู้สึกในมิติต่างๆ ของพวกเธอ ท่ามกลางโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่
Frances Fisher ที่รับทสตรอว์เบอร์รี่ อลิซ สางแกร่งที่ดูแลเหล่าโสเภณีในเมืองก็ยังออกมาบอกครับว่าบทหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในบทที่เธอมองว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุดบทหนึ่งเท่าที่เธอเคยอ่านมา และแน่นอนว่าเธอชื่นชอบประเด็นที่หนังกล่าวถึงผู้หญิงด้วย
แล้วก็อย่างที่ผมเคยบอกครับ ว่าปู่ Clint เป็นคนทำหนังประเภทที่จะไม่เปลี่ยนแปลงตัดทอนอะไรก็ตามที่คนเขียนบทเขียนมา แต่กับเรื่องนี้เขาขอ Peoples เปลี่ยนนิดหน่อยครับ นั่นคือตามบทแล้วช่วงตอนเปิดและตอนปิดเรื่อง มันจะมีเสียงบรรยายเพื่อบอกเล่าเรื่องราว แต่ปู่ Clint ขอเปลี่ยนจากบทบรรยายด้วยเสียง ให้กลายเป็นบทบรรยายด้วยตัวหนังสือแทน
หนังเรื่องนี้ ปู่ Clint ตั้งใจทำขึ้นเพื่อบูชาครูครับ เขาได้อุทิศหนังเรื่องให้กับ Sergio Leone และ Don Siegel ที่เขาถือว่าเป็นครูคนสำคัญที่สอนวิชาการทำหนัง และทำให้เขาเป็นเขาในทุกวันนี้
และยังมีเกร็ดเล็กๆ แต่น่ารักอีกหนึ่งอย่างครับ นั่นคือ Ruth Wood แม่ของปู่ Clint ถูกเชิญมาเข้าฉากด้วย โดยในฉากนั้นเธอจะต้องขึ้นไปบนรถไฟครับ ซึ่งว่ากันว่าเธอต้องทนใส่ชุดหนักๆ ที่แสนจะไม่สบายตัวก็เพื่อมาถ่ายฉากนี้ให้ลูกชายโดยเฉพาะ แต่กลายเป็นว่าฉากดังกล่าวจำต้องถูกตัดออกไปเพื่อไม่ให้หนังยาวเกิน ซึ่งเขาก็ขอโทษแม่ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และเพื่อชดเชย ตอนที่เขาได้รางวัลออสการ์มาครอง เขาเลยกล่าวขอบคุณแม่ของเขาแบบชัดถ้อยชัดคำกลางเวทีออสการ์อีกหนึ่งคำรบ – แน่นอนว่าคุณแม่ผู้น่ารักก็ให้อภัยคุณลูกผู้น่ารักคนนี้เป็นที่เรียบร้อย
ถือเป็นผลงานหนังคาวบอยตะวันตกชั้นเยี่ยม ที่ควรค่าแก่การรับชมสักครั้งคราครับ – แต่ผมก็ไม่อาจรับประกันได้น่ะนะครับว่ามันจะถูกใจคอหนังแนวนี้ทุกคนไหม แต่ก็ยังอยากให้ลองอยู่ดี
สามดาวครึ่งครับ
(8.5/10)













