Drama

Four Nights of a Dreamer (1971) สี่คืนของคนช่างฝัน

สาวน้อยนามว่า มาร์ธ (Isabelle Weingarten) คิดจะทิ้งร่างตัวเองให้ร่วงลงสู่แม่น้ำแซน แต่ฌาคส์ (Guillaume des Forêts) ผ่านมาเห็นและได้ช่วยเธอไว้ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้ทำความรู้จักกัน และเมื่อเวลาผ่านไปฌาคส์ก็เริ่มชอบมาร์ธครับ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้รู้อยู่ว่าเธอนั้นก็มีคนที่ชอบอยู่แล้ว แบบนี้ความรักของพวกเขาจะลงเอยอย่างไรหนอ?

เป็นงานกำกับของ Robert Bresson ครับ โดยเขาได้ดัดแปลงบทหนังเรื่องนี้มาจากวรรณกรรม White Nights (คนช่างฝัน) ของ Fyodor Dostoevsky ซึ่งก็ขอออกตัวครับว่าผมชอบเรื่องราวของ White Nights พอสมควร โดยเฉพาะบทสรุปที่มันตรึงใจพอดูสำหรับผมน่ะนะครับ และก็มีหนังอยู่หลายเรื่องครับที่เอาเรื่องนี้ไปดัดแปลง ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ดูไปแค่เรื่องเดียวก็คือ Saawariya หนังอินเดียภาพสวยเพลงเพราะที่การเล่าเรื่องอาจยังไม่ถึงกับชวนติดตามแบบตลอดรอดฝั่ง แต่สิ่งที่ตราตรึงในใจผมที่สุดก็คือบทสรุปที่มาพร้อมเมสเซจดีๆ ชวนให้ชีวิตนี้สู้ต่อไป และดนตรีท่วงทำนองกินใจที่โอบล้อมความรู้สึกเราได้แบบพอดีเป็นที่ยิ่ง

สำหรับหนังเรื่องนี้ ผมก็ชอบครับ เอาจริงคือชอบกว่า Saawariya เพียงแต่มันก็อาจจะเอามาเทียบกันไม่ได้ซะทีเดียว เพราะ Saawariya ทำออกมาเป็นหนังเพลงที่มีการปรุงรสชาติทั้งด้วยการแสดง งานฉาก และบทเพลง ในขณะที่เรื่องนี้การนำเสนอจะเนิ่บกว่า ไม่ได้ปรุง ไม่ได้เน้น “การแสดง” แต่จะให้นักแสดงมาถ่ายทอดคำพูดของตัวละคร แล้วก็ให้ผู้ชมซึมซับสิ่งเหล่านั้นไปตามภาพตรงหน้ามากกว่าจะเป็นการบิ้วอารมณ์

หลายท่านคงนิยามหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังอาร์ตครับ เพราะมันไม่ใช่หนังแบบทั่วไป อย่างนักแสดงในเรื่องนั่นก็เป็นความตั้งใจของผู้กำกับ Bresson ที่เลือกนักแสดงที่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพมารับบท วิธีถ่ายทำของเขาก็คือการให้นักแสดงเล่นซ้ำฉากนั้นมากที่สุดท่าที่จะทำได้ และเลือกที่จะนิยามพวกเขาว่าเป็นตัวแบบ (Models) มากกว่าจะเป็นนักแสดง (Actors) จริงๆ

สำหรับ 2 นักแสดงหลักนั้นแม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่ก็มีแบ็คกราวด์อยู่ครับ อย่าง Isabelle Weingarten เธอก็คือลูกสาวของ Romain Weingarten นักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศส ส่วน Guillaume des Forêts ก็เป็นลูกชายของ Louis-René des Forêts นักเขียนชาวฝรั่งเศสครับ

ก็ต้องบอกตามตรงว่าผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องภาพยนตร์มากนักน่ะนะครับ คือหนังน่ะดูมาเยอะ แต่ถ้าเป็นความรู้เชิงวิชาการก็ต้องออกตัวเลยว่าไม่ใช่ผู้รู้อะไร สิ่งที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็ขอเขียนไปตามใจคิด เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นถ้าใครอยากอ่านอะไรที่มีหลักมีการจริงๆ จังๆ ก็ลองไปหาอ่านจากบทวิเคราะห์ต่างๆ ดูจะเหมาะกว่าครับ

สำหรับผมแล้ว อย่างแรกที่จะนึกถึงเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็คือความงามเปี่ยมมนต์ขลังที่จะปรากฎขึ้นทุกครั้งที่กล้องจับภาพไปยังแม่น้ำแซน ยอมรับเลยครับว่าถ่ายสวย ดูงามแบบพอดี ทำให้รู้สึกอยากไปเที่ยวที่นั่นเหมือนกัน

แล้วการดูหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราย้อนนึกไปถึงยามที่เราเคยแบบชอบใครสักคนน่ะครับ (แบบที่ฌาคส์เป็น) คือตอนที่เรามีความรักในฝันหรือรักในอุดมคติมันจะอย่างหนึ่งนะ มันจะมีหลักมีเกณฑ์ มีโน่นมีนี่ มีรายละเอียดอย่างนั้นอย่างนี้ที่เราวาดไว้ เหมือนยามที่ฌาคส์มีรักในฝัน ยามนั้นเขาจะพล่ามบทกวีได้ยาวยืด แต่งอะไรต่อมิอะไรได้เป็นวรรคเป็นเวร

แต่พอเราเจอคนที่ชอบเข้าจริงๆ สิ่งที่จะทรงพลังต่อเราที่สุดคือ “ชื่อของคนผู้นั้น” ชื่อของเขาหรือเธอเพียงไม่กี่พยางค์จะสามารถทำให้เราคิดฝันไปได้ไกลแบบที่หมื่นแสนตัวอักษรก็พาเราไปไม่ได้ไกลถึงเพียงนั้น และเราจะสามารถฟังชื่อของคนผู้นั้นเวียนซ้ำได้นับพันนับหมื่นรอบโดยไม่มีเบื่อ

ยิ่งตอนที่เราแอบชอบ ตอนที่เรายังไม่รู้ว่าเขาจะรักตอบเราไหม ยามนั้นชื่อของคนที่เรารักยิ่งมีพลังมหาศาล ยามนั้นเห็นอะไรๆ ก็กลายเป็นชื่อเขาไปเสียหมด

มันคือโมเมนต์ที่เราตระหนักว่า ชื่อของเขา มีผลโดยตรงต่อลมหายใจของเรา

ถ้าหากท่านดูหนังเรื่องนี้แล้วหลับก็อย่าได้แปลกใจครับ ผมก็หลับ นี่ว่ากันตรงๆ เลยนะ เดี๋ยวใครจะนึกว่าผมดูหนังแนวนี้แล้วตาสว่างมีสติตลอด เปล่าเลยครับ บางเรื่องดูแล้วตื่น แต่บางเรื่องก็หลับได้ซึ่งก็เกิดจากหลายปัจจัย (บางทีไม่ใช่เพราะหนังหรอก แต่เพราะเราเหนื่อยด้วยแหละ) แต่ผมว่าสิ่งสำคัญมันคือตอนสรุปสุดท้าย ว่าพอเราดูหนังจนจบ แล้วเราได้อะไรกลับมาไหม

บางครั้งสิ่งที่เราได้มา อาจไม่ใช่องค์ความรู้สดใหม่จากที่ไกลๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แต่มันอาจเป็นการเชื่อมโยงภายใน เป็นการที่เราสามารถค้นหาหรือไม่ก็ระลึกถึงบางสิ่งในใจเราได้ ทำให้เราจูนติดกับตัวเองได้มากขึ้น ได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น

เพราะแบบนี้แหละ ผมถึงชอบดูหนังที่ “เขาว่าอาร์ต” หรือที่ “เขาว่าดูยาก” เป็นพักๆ

เป็นการดูหนังที่ไม่ได้ “สนุก” แต่มัน “สุข” อยู่ลึกๆ

สองดาวครึ่งหน่อยๆ ครับ

(7/10)

ชื่ออื่นๆ
Quatre nuits d’un rêveur