Movie Reviews

Locked (2025) ล็อก ล่อมาตาย

 

เอ็ดดี้ แบร์ริช (Bill Skarsgård) กำลังถังแตกแบบสุดๆ เขาเลยตัดสินใจงัดรถหรูคันหนึ่งเพื่อหาอะไรไปขาย แต่สิ่งที่เอ็ดดี้ไม่รู้ก็คือ รถคันนี้เข้าได้ แต่ออกไม่ได้!

ระหว่างดูนี่ผมนึกถึง Phone Booth, The Game และ Saw ไปพร้อมๆ กันครับ เพราะทรงหนังทำท่าจะไปแนวนั้น และผลลัพธ์ก็คือยังสู้ 3 เรื่องที่ว่าไม่ได้

ส่วนตัวมองว่าปัญหาสำคัญคือครึ่งค่อนเรื่องแรกของหนังมันเรื่อยๆ เกินไป คือตอนแรกเราก็นึกว่าพอเอ็ดดี้โดนขังในรถแล้วจะมีเรื่องนรกแตกตามมาบีบคั้นให้เอ็ดดี้ต้องเอาตัวรอด แต่กลายเป็นว่าหนังมันไปเรื่อยๆ ไม่กดดัน ไม่ตื่นเต้น ไม่รู้สึกกระทั่งว่าคอขาดบาดตาย คือบอกเลยครับว่าใจนี่ไม่ห่วงเอ็ดดี้เลย เพราะดูจากทรงและองค์ประกอบแวดล้อมแล้ว พี่ท่านไม่น่าจะตายหรอก

เรื่องช่วงครึ่งแรกมันมีแต่การคุยกัน อาจมีโต้แย้งกันบ้างระหว่างเอ็ดดี้กับวิลเลี่ยม (Anthony Hopkins) เจ้าของเสียงปลายสาย แต่มันไม่ได้ชวนติดตามอะไรมาก บทสนทนาบางช่วงก็เหมือนจะสะท้อนความจริงของสังคม เอาพวกประเด็นความเหลื่อมล้ำและชนชั้นมาเถียงกัน แต่ไปๆ มาๆ มันก็ไม่ได้ชวนคิดมากนัก แล้วก็จะมีช่วงที่เอ็ดดี้นั่งรอ รอเวลาไป รอเวลาไป รอว่าเมื่อไหร่วิลเลี่ยมจะโทรมา ระหว่างนั้นหนังมันเลยดูนิ่งน่ะครับ เป็นความนิ่งที่ชวนให้เบื่ออยู่เหมือนกัน

หนังมันเริ่มจะมีอะไรน่าสนใจมากขึ้นก็ตอนผ่านไปครึ่งเรื่องกว่าๆ แต่ที่บอกว่า “น่าสนใจมากขึ้น” นี่หมายถึงมันมีอะไรให้เราจับตาดูมากกว่าช่วงต้น แต่ถึงกระนั้นดีกรีความสนุกมันก็ยังไม่เยอะน่ะครับ และบางจังหวะผมยังแอบคิดเลยว่า “พี่จะพาผมไปไหนก็เอาเถอะ ผมเริ่มไม่สนใจแล้วล่ะ” คือมันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ในแง่การแสดงนั้นผมมองว่าไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะทั้ง Skarsgård และ Hopkins ต่างทำหน้าที่ได้ดี แต่จุดพร่องผมว่ามาอยู่ตรงบทที่ไม่สามารถปั่นสถานการณ์ให้มันน่าสนใจขึ้นมาได้ และอีกอย่างเลยที่สำคัญคือตัววิลเลี่ยมนั้นยังไม่ชวนจดจำแบบเต็มที่ ไม่ได้มาทรงจิ๊กซอว์หรือฮันนิบาล เลคเตอร์ ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ล้ำ ไม่ได้มาพร้อมแนวคิดเสียดสีโลกแบบลึกซึ้งและเหนือเมฆ แต่เป็นเหมือนแค่คนแก่ที่โมโหและแค้นเคือง แล้วก็กลายมาเป็นศาลเตี้ย แต่พอพูดถึงศาลเตี้ยนี่ผมนึกถึงพอล เคอร์ซีย์แห่ง Death Wish ขึ้นมาเลย แล้วก็พูดได้เต็มปากว่าพอลนั้นดูเป็นศาลเตี้ยที่มีมิติมากกว่ากันเยอะ (เวอร์ชั่น Charles Bronson น่ะนะครับ)

รู้สึกจริงๆ ครับว่าบทวิลเลี่ยมมันยังไม่เด่น และที่สำคัญคือยังไม่ชัด จะโรคจิตก็ไม่ใช่ หรือจะเก่าเกมก็ไม่เชิง จนสารภาพว่าผมแอบรำคาญเหมือนกัน ประมาณว่า “ตกลงพี่จะเอายังไงครับ จะโหดก็ไม่โหด จะสุดก็ไม่สุด จะจิตก็ไม่จิต พี่เอาสักทางได้ไหมเนี่ย”

และอย่างหนึ่งเลยที่รู้สึกในช่วงท้ายๆ คือ ผมไม่เชียร์ฝ่ายไหนเลยครับ จะเอ็ดดี้จะวิลเลี่ยม ผมไม่เชียร์เลยจริงๆ บางช่วงนี่คิดด้วยซ้ำว่า “ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์” 5555

หนังกำกับโดย David Yarovesky แห่ง Brightburn ซึ่งทั้งเรื่องนี้และเรื่องนั้นผมรู้สึกคล้ายกัน คือไอเดียตั้งต้นน่ะดี มันเรียกแขกใช้ได้อยู่ แต่พอได้ดูจริงๆ มันเหมือนหนังจับทางไม่ถูก ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทางไหนกันแน่ หนังมันเลยครึ่งๆ กลางๆ ไปได้ไม่สุดทั้งตัวเรื่องและตัวละคร

ทราบมาว่าหนังรีเมคมาจากหนังอาร์เจนติน่าเรื่อง 4×4 ที่มีการรีเมคไปแล้วรอบหนึ่งในชื่อ A Jaula อันนี้เป็นเวอร์ชั่นบราซิล ซึ่งผมก็ยังไม่เคยดูน่ะนะครับเลยบอกอะไรไม่ได้มากนัก รู้แต่เวอร์ชั่นนี้มันก็อย่างที่ผมบอกน่ะ ไอเดียดี แต่ไปได้ไม่สุด ทำได้ไม่ถึง

===== ขอสปอยล์หน่อยแล้วกันนะครับ =====

ผมรู้สึกว่าเวย์จริงๆ ที่หนังควรจะไปก็คือ ทั้งเอ็ดดี้และวิลเลี่ยมต่างก็ไม่มีใครดีไปกว่ากัน ต่างก็ทำผิดและเข้ารกเข้าพงกันทั้งคู่ และต่างก็ควรได้รับผลกรรมจากสิ่งที่ทำทั้งคู่ แต่หนังเหมือนจะพยายามบอกในเชิงว่าจริงๆ เอ็ดดี้ก็ไม่ได้ผิดขนาดนั้น แค่เลือกทางผิด แต่พอมองดูดีๆ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ เพราะเอ็ดดี้ก็เหมือนจะมีวีรกรรมมากกว่าที่หนังบอก ที่แน่ๆ คือพี่แกไม่ได้เพิ่งทำผิด เพราะก่อนจะเกิดเรื่องนี้ก็ขโมยกระเป๋าเงินชาวบ้านหมาดๆ และถ้าดูจากการที่ทุกคนที่เอ็ดดี้โทรไปหาต่างก็ไม่ช่วยพี่แกทั้งสิ้น ก็ทำให้รู้สึกได้ว่าพี่เขาก็ต้องไม่เบาเหมือนกัน

เช่นเดียวกับวิลเลี่ยมที่หนังก็เล่าแค่ระดับหนึ่งว่าเขาไปเจออะไรมา ทั้งนี้และทั้งนั้นบทมันเหมือนยังไม่ลึก ยังไม่ครบมุม ไม่ชัดเจน อารมณ์ของหนังมันเลยกั๊กๆไปไม่ถึงสักทาง

และการที่เอ็ดดี้รอดไปได้ในตอนท้ายเราก็เลยไม่รู้สึกดีหรือแย่ คือไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไง ประมาณว่าหมอนี่อาจไม่ควรตาย แต่พี่ท่านรอดมาเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะจริงๆ พี่ก็ไม่เชิงน่าเอาใจช่วยอยู่แล้ว – คือผมว่าถ้าหนังมันสุดไปเลยสักทางมันน่าจะโอกว่านี้น่ะครับ หรือถ้าจะบอกว่าหนังทำออกมาเพื่อให้รู้สึกแบบนี้แหละ รู้สึกว่ามันก็พอกันทั้งคู่ ผมก็พอเข้าใจนะ แต่มันก็ยังรู้สึกในเวย์นั้นได้ไม่สุดอยู่ดี

===== หมดสปอยล์ครับ =====

สิ่งหนึ่งเลยที่ได้จากหนังก็คือ โลกทุกวันนี้มันวุ่นวายหายนะก็เพราะการเบียดเบียนนี่แหละครับ ไม่ว่าจะคนเบียดเบียนธรรมชาติ (จนอากาศปั่นป่วนไปหมดแล้ว) หรือคนเบียดเบียนกันเองก็ตาม ซึ่งคนที่เบียดเบียนผู้อื่นนี่ก็มีอยู่ในทุกชนชั้นนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะคนจน คนปานกลาง คนรวย ต่างก็ทำกันไปกันมา โดนกันไปกันมา กระทบกันและกันจนพันกันมั่วไปหมด

และผมว่าสังคมมันต้องมีหมุดไมล์อะไรให้ยึดถือร่วมกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวได้แล้วล่ะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้นิยามอะไรกันไปเรื่อย หาข้ออ้างกันไปเรื่อยเพื่อรองรับการกระทำของตน อย่างคำว่า “ดี” เป็นต้น คือไม่ต้องมาปรัชญาบ้าบอว่า “ดีคืออะไร? ดีก็แค่คำที่คนบางกลุ่มกำหนด ดีเราดีเขามันเท่ากันไหม? เอาอะไรมายืนยันว่าดีคือดี? ฯลฯ” คือพอเถอะครับ สังคมมันไปกันใหญ่แล้ว เอาแค่นิยามให้ทำตามแบบง่ายๆ ว่า ทิ้งขยะลงถังคือดี – ทิ้งขยะตามท้องถนนคืออย่าทำ – ไม่ปล่อยหมาเราไปฉี่ไปขี้หน้าบ้านคนอื่นคือดี – ทำผิดแล้วสำนึกและขอโทษคือดี ฯลฯ

แค่นี้แหละครับ – ทำสิ่งที่ควร และไม่ทำสิ่งที่ไม่ควร – แค่คนเรารู้งานกันแบบนี้ สังคมก็วุ่นวายน้อยลงได้แล้วล่ะ

และอีกหนึ่งสิ่งที่ได้จากหนังก็คือ การที่คนจนทำอะไรที่มันสุดคลั่ง หรือคนรวยที่คลั่งแบบสุดซอย มันก็น่ากลัวทั้งนั้น ถ้าทำได้ก็อย่าให้โลกมันไปถึงจุดนั้นเลย ทั้งคนรวยคนจนนั่นแหละ มาร่วมมือกันกู้โลกได้แล้ว

สรุปว่าหนังยังเขย่าไม่เข้าที่ แต่ก็พอมีอะไรเก็บไปคิดอยู่ – เอาเป็นว่าถ้าอยากดูหนังแนวนี้ที่ตัวร้ายเก่งๆ เหนือๆ ลุ้นๆ สอนแบบโหดๆ ก็จัด Saw ไปครับ หรือถ้าอยากดูที่ตัวเอกมันดูน่าเห็นใจจริงในท้ายที่สุด คือทำจุดนี้ได้ถึง ผมก็ยกให้ Phone Booth ครับ

สองดาวครับ

(6/10)