Action

ยอดสนมฮ่องเต้ (1980) Emperor Chien Lung and the Beauty

การผจญภัยครั้งใหม่ของเฉียนหลงฮ่องเต้ (หลิวหย่ง, Tony Liu) ที่หนนี้พระองค์ทรงสนใจในตัวแม่นางสาม (ปางปิงจาง, Helen Poon, Pan Ping Chang) รวมถึงอาหารที่ชื่อ “หยกขาวเลี่ยมทอง นกแก้วเขียวปากแดง” จนทำเอาวุ่นไปทั้งวัง

ถัดมาก็เป็นเรื่องภัยธรรมชาติที่ทำให้ชาวประชาเดือดร้อน พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้ขุนนางหาทางหาเงินมาเพื่อช่วยเหลือผู้คน อันนำไปสู่เหตุการณ์ถล่มบ่อนวั่นลี่

สมทบด้วย หลี่คุน (Li Kun) เป็นบัณฑิตหลิวหยง เจ้ากรมการศึกษา, เจียงหนาน (Chiang Nan) เป็นเสนาเอ้อหรงอัน 2 คนนี้ตามมาเล่นหลายภาคแล้ว, เสิ่นเหลา (Shen Lao) เป็นขันทีเฮ่อเต๊อะซิง, หยางฉีอิง (Yang Chih Ching) เป็นนายอำเภอน่าชง, หวังชิงเหอ (Wong Ching Ho) มาตอนต้นเรื่องนิดหน่อย เป็นหนึ่งในคนที่คุยกันเรื่องแม่นางสาม

หวังซา (Wang Sha) เป็นวั่นหลง เจ้ามือจอมลีลา, หวังไหล (Wang Lai) เป็นภรรยาของวั่นหลง, หลิวฮุ่ยหลิง (Liu Hui Ling) เป็นวั่นเหยินหลี เถ้าแก่เนี้ยบ่อนวั่นลี่, เจียนเซิน (Chan Shen) เป็นวั่นจื่อเหอ, กู้เหวินจง (Ku Wen Chung) เป็นลี่ฉังไหล ผู้ร่วมหุ้นลงทุนเปิดบ่อนวั่นลี่แต่โดนโกง, ฮุ่ยอิงหง (Kara Wai) เป็นลี่ป้อเอ๋อ หลานของลี่ฉังไหล, ฉินหวง (Chun Wong) เป็นนายอำเภอเฉาจี่ตัน และหนังยังคงกำกับโดยหลี่ฮั่นเซียง (Li Han Hsiang) เช่นเคย

ยอมรับว่าตอนทราบชื่อเรื่องและดูหนังไปในตอนต้น ผมออกจะรู้สึกว่าภาคนี้ไม่ยักกะน่าสนใจแฮะ เหมือนจะวนๆ เวียนๆ กับเรื่องผู้หญิง จนผมเองยังหันไปสนใจทำอย่างอื่นอยู่พักหนึ่ง แล้วก็คิดว่าสงสัยจะเฉยกับภาคนี้ซะแล้วล่ะมั้ง แต่กลายเป็นว่าผมสนุกกับภาคนี้ไม่ใช่น้อย และหนังยังมาพร้อมสาระแบบจุใจอีกด้วย

อย่างตอนต้นเรื่องที่หนังใช้เวลาไปกับการที่เฉียนหลงฮ่องเต้อยากเสวยอาหารที่ชื่อ หยกขาวเลี่ยมทอง นกแก้วเขียวปากแดง แล้วทีนี้คนในวังดันทำไม่เป็นเรื่องมันเลยวุ่นวายเลยเถิดไปกันใหญ่ ในแง่หนึ่งระหว่างดูก็แอบคิดล่ะครับว่าหนังเหมือนจะสะท้อนให้เห็นว่าในวังนั้นแค่เรื่องอาหารยังเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนั้น แล้วอดคิดไม่ได้ว่าถ้าคนในวังเอาเวลามาทำเรื่องที่มีประโยชน์กว่านั้น มันจะดีกว่าไหม

แต่พอดูไปหนังก็เหมือนสอนใจเราครับ อย่างแรกเลยคือต้องยอมรับว่าเฉียนหลงฮ่องเต้อยากเสวยก็จริง แต่ก็ทางไม่ได้สื่อสารกับขุนนางให้ชัดเจน ไม่บอกให้ชัดว่าอาหารนี้คืออะไร ถ้าอยากทำต้องไปถามใคร ซึ่งผมว่ามันก็สะท้อนเรื่องการทำงานในองค์กรนะ ว่าคนเป็นนายหากอยากได้อะไรนั้น จะไปคาดไปคิดว่าลูกน้องต้องรู้ใจตัวเองหมดหรือเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง แล้วก็ไม่ได้สื่อสารกันให้กระจ่าง แบบนั้นโอกาสที่ความผิดพลาดจะเกิดก็ย่อมสูง สู้คุยให้รู้เรื่อง สั่งให้รู้ความแบบนั้นจะช่วยประหยัดเวลาไปได้อักโข

ส่วนลูกน้องก็เช่นกัน หากไม่เข้าใจก็ควรถาม การทู่ซี้ทำไปแบบมึนๆ ทั้งที่ตนเองก็ไม่รู้ความ บทลงท้ายอาจดูไม่จืด ไหนจะต้องเสียหน้าเสียความน่าเชื่อถือและอาจทำให้เจ้านายไม่ไว้ใจ – นี่คือพูดถึงเจ้านายที่ใจกว้างน่ะนะครับ แต่ถ้าเป็นเจ้านายที่เอาแต่ใจ ใช้อารมณ์ ข่มลูกน้อง ผมก็เข้าใจแหละหากลูกน้องจะไม่กล้าถาม ซึ่งถ้าลูกน้องเจอแบบนี้ก็ควรพิจารณาล่ะครับว่าการอยู่ใต้เจ้านายแบบนี้เราจะสามารถเติบโตได้สักแค่ไหน หรือเราจะตายคาที่ก่อนไหม

ผมชอบที่บัณฑิตหลิวหยงผู้ในหลายประเด็นครับ เช่น “ก่อนจะก้าวก่ายหน้าที่คนอื่น ก็ควรทำงานตนเองให้เสร็จก่อน” หรือ “หากทำไม่เป็นก็ให้ถาม” ซึ่งผมว่าสาระมันก็ชัดอยู่ในตัวแล้วน่ะนะครับ ไหนจะประเด็นที่ว่า หากเราทำอะไรไม่เป็น แต่ก็ยัง “ไม่เรียนไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น” แล้วมันจะทำเป็นขึ้นมาได้อย่างไร

ผมว่าสิ่งแรกที่คนผู้นั้นต้องยอมรับให้ได้ก่อนก็คือ “การยอมรับว่าเราเองก็มีเรื่องที่ไม่รู้” และการไม่รู้มันไม่ผิดหรอกครับ – ยกเว้นไปพล่ามบอกกับใครๆ แล้วว่ารู้ แต่จริงๆ น่ะไม่รู้ แบบนั้นก็ไม่ถูก” – และพอตระหนักว่าตัวเองไม่รู้ ก็แค่หาทางทำให้ตัวเองรู้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้แบบตั้งใจ ไม่ใช่เรียนแบบส่งๆ แบบที่เสนาเอ้อหรงอันไปถามแม่นางสามเรื่องการทำอาหาร แต่ดันถามไปเออเองไป แทนที่จะถามให้กระจ่าง ดันถามไปเดาไป แบบนั้นมันก็ผิดซ้ำอีกจนได้

เนี่ยครับ หนังขึ้นต้นไม่น่าสนใจสำหรับผม แต่พอดูไปก็ได้อะไรมาใคร่ครวญเยอะใช้ได้ทีเดียว

ส่วนเรื่องครึ่งหลังหลักๆ ก็ว่าด้วยการสะท้อนภาพวงจรของผีพนัน ที่หากใครติดพนันจัดๆ แล้วสลัดตัวออกมาไม่ได้ล่ะก็ พ่อแม่ลูกเมียก็จะต้องลำบาก อย่างในเรื่องที่พ่อคนหนึ่งอยากจบชีวิตเพราะลูกเป็นผีพนัน พ่อได้เงินมาเท่าไหร่ลูกก็เอาไปเล่นหมด พอหมดตัวก็กลับมาตีอกชกหัวร้องห่มร้องไห้ ดูคล้ายๆ จะสำนึกนะ แต่จนแล้วจนรอดก็กลับไปเล่นอีก จนพ่อรู้สึกหมดอาลัย อยากตายไปให้พ้นๆ – วงจรแบบนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ชาติมานานแสนนาน

นอกจากเรื่องพนันที่หนังหยิบยกมาแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เข้าตาคือพฤติการณ์ของวั่นเหยินหลี เถ้าแก่เนี้ยของบ่อนวั่นลี่ที่บอกตรงๆ ว่าเป็นคนประเภทที่น่ากลัวและควรต้องระวัง เพราะคนแบบนี้เก่งนักเรื่องหว่านล้อม ใช้คำหวานเข้าล่อ ซ้ำยังมีความรู้เยอะ วาทศิลป์แยะ แต่กลับใช้ในทางที่ผิด คนแบบนี้ถ้าใครไม่ระวังล่ะก็ มีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อสูงมาก – ว่าง่ายๆ คือนางก็คือมิจฉาชีพประเภทหนึ่งนั่นเอง

และน่ากลัวกว่านั้นคือ คนแบบนี้ไม่ได้มีแต่ในแก๊งคอลเซนเตอร์เท่านั้น แต่บางครั้งก็ยังมาในรูปแบบคนเดินดินทั่วไป อาจเป็นคนรู้จัก คนเป็นเพื่อน หรือเพื่อนของเพื่อน เรียกว่ามาได้ในทุกรูปแบบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราควรหมั่นมีสติสัมปชัญญะ อีกทั้งเตรียมสมองไว้พิจารณาเสมอ ยิ่งอะไรที่ฟังแล้วมันช่างดูดี ช่าง Too Good to be True (ดีเกินจริง) เรายิ่งต้องกลั่นกรองตรองตรึกให้มาก

และช่วงที่บ่อนพนันวั่นลี่ในภาคนี้ยังมีอีกอย่างที่ผมชอบคือฮุ่ยอิงหงครับ ในเรื่องนี้เธอบู๊อย่างมันส์ ซ้ำยังเท่ห์อีกต่างหาก เรียกว่าในเชิงแง่คิดก็มีให้ตรอง ในเชิงวิทยายุทธฟัดกันก็มีให้ดู ถือว่าครบเครื่องครบรสถูกใจผมทีเดียว

สรุปว่าภาคนี้ยังคงสนุกสำหรับผมครับ ตอนต้นๆ อาจเรื่อยๆ ไปนิด แต่พอดูๆ ไปก็เริ่มพบสาระที่หนังสอดแทรก ยิ่งครึ่งหลังนี่นับว่าสนุกเพลินเอาเรื่องทีเดียว

สองดาวครึ่งครับ

(7/10)