หนังแอ็คชั่นขยันบู๊ที่ถือว่าดูเอามันส์ได้ไม่เลว แต่กระนั้นก็ยังไม่เจ๋งถึงขั้นที่ John Wick ทำไว้ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง
ก่อนดูผมก็ปรับความคาดหวังตามธรรมเนียมครับ เผื่อใจไว้ก่อนดู ซึ่งอย่างแรกเลยที่ตรงตามคาดคือ หนังครึ่งแรกจะหนักไปทางการปูพื้นครับ เล่าที่มาที่ไปของอีฟ (Ana de Armas) ว่าตอนเด็กเป็นไง ต้องเจออะไรมาบ้าง แล้วมาอยู่ที่รุสก้าโรม่าได้ยังไง ฯลฯ หนังก็จะทำหน้าที่เล่าไปซึ่งช่วงต้นนี่ก็เลยจะเรื่อยๆ หน่อยครับ จุดนี้ยอมรับเลยว่ามีการแอบหลับสบายอยู่เป็นพักๆ เหมือนกัน คือการเล่าเรื่องก็ใช้ได้นั่นแหละ แต่สงสัยผมจะเหนื่อยครับ พอมันเรื่อยก็เลยมีงีบบ้าง 5555
แต่จุดนี่แหละครับที่เริ่มต่างจาก JW ที่เรื่องนั้นมันจะปูพื้นไม่นาน แล้วเข้าเรื่องอย่างไว ครั้นพอเข้าเรื่องแล้วก็ยิงยาว พี่จอห์นโชว์ฝีไม้ลายมือแบบไม่ยั้งและไม่อั้น เลยทำให้เวลาดู JW นี่เราจะได้ตีตั๋วทัวร์ความมันส์ได้เร็วกว่า ประมาณว่ายื่นตั๋วให้แป๊บเดียวเดี๋ยวจัดให้เลย
ส่วนเรื่องนี้ ฉากบู๊จะเริ่มมาจริงๆ ก็ตอนกลางๆ ซึ่งที่บอกว่ามานี่ก็คือมีให้เห็นน่ะนะครับ แต่ยังไม่ถึงขั้นพลิ้วหรือระห่ำแบบเต็มคราบ เพราะช่วงที่ว่านี่ฝีมือของอีฟก็เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นลงสนาม ความคล่องและความเดือดจึงยังไม่เยอะ ต้องรอจนเข้าโซนครึ่งหลังเมื่ออีฟบุกไปถึงถิ่นของศัตรู ช่วงนั้นน่ะแหละถึงจะพูดได้เต็มปากว่า “มันส์กันสนั่นเมือง” ช่วงที่ว่านี่บู๊กันยาว จัดหนักจัดเต็ม สมการรอคอย
ครับ ในแง่ความมันส์จริงๆ ผมว่าผ่านนะ ตอนบู๊สู้กันก็มันส์ดี ฉับไว ถึงใจ หลากลีลา แต่ขณะเดียวกันระหว่างดูมันก็รู้สึกน่ะครับ ว่าทำไมผมถึงยังชอบ JW มากกว่า ซึ่งพอดูจบก็ได้คำตอบประมาณว่า สิ่งหนึ่งเลยที่ผมสัมผัสได้ระหว่างดู JW คือ เวลาที่พี่จอห์นแกบู๊เนี่ย พี่เขาจะไม่บู๊เพียวๆ แต่ลีลาการบู๊นั้นจะมีการแทรกคาแรคเตอร์ แทรกตัวตน แทรกวิธีคิดแบบพี่จอห์นใส่ลงมาระหว่างทาง นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราถึงเห็นภาพคาแรคเตอร์ของพี่จอห์นได้ชัด รวมไปถึงนิสัยใจคอทั้งๆ ที่พื้นที่ตอนคุยกันหรือพื้นที่ดราม่านี่แทบจะไม่มีเลย – ก็เพราะมันถูกแทรกลงมาระหว่างฉากบู๊น้อยใหญ่นั่นเอง
ในขณะที่อีฟนั้น เหมือนหนังยังแนะนำให้เรารู้จักเธอยังไม่ลึกนัก ตอนบู๊ก็จะบู๊เป็นหลัก ตอนดราม่าก็เซ็ตไปเป็นอีกช่วง ความกลมกลืนไหลลื่นของอะไรแบบนี้ ยังไม่เท่า JW
และผมแอบคาดหวังว่าหนังจะพาเราไปเห็นอะไรใหม่ๆ เหมือน JW แต่ละภาคที่จะทำให้เราเห็นโลกนักฆ่ากว้างขึ้นหรือไม่ก็ลึกขึ้น อย่างในเรื่องนี้นี่จริงๆ ก็อยากเห็นรุสก้าโรม่าในมุมที่ยังไม่เคยรู้ อยากเห็นแนวคิด อยากเห็นปรัชญา อยากเห็นวิถี รวมถึงองค์กรปริศนาที่อีฟจองเวรนี่ก็เหมือนกัน อยากรู้จริงๆ ว่าโลกของมันเป็นยังไง แต่ก็กลายเป็นว่าหนังไม่ค่อยได้พาเราไปถึงจุดนั้นสักเท่าไหร่ คืออาจจะเห็นภาพ เห็นขนาด เห็นบุคลากร แต่ยังไม่ถึงขั้นเปิดให้เราเห็นมิติยุทธจักรแบบที่หนัง JW ทำไว้
ระหว่างดูนี่ผมก็แอบสงสัยนะครับ ว่ากลุ่มก้อนวายร้ายที่อีฟหมายหัวเนี่ย พี่แกใหญ่มาจากไหน เพราะจริงๆ หลายอย่างที่กลุ่มนี้ทำนี่ส่อแววว่าจะมีเรื่องกับสภาอยู่เนืองๆ นะ ทั้งยุยงปลุกปั่นให้คนมาทำผิดกฎในคอนติเนนตัล ทั้งขู่ฟ่อๆ ใส่รุสก้าโรม่า คือดูทรงแล้วเนี่ย พี่ท่านกร่างเบอร์นี้ มันน่าจะมีเหตุให้มีเรื่องกับสภาก่อนจะมาถึงเรื่องของอีฟอีกนะ ไม่น่าจะรักษาสัญญาสงบศึกมาได้ถึงป่านนี้ – แล้วก็แอบคิดอีกว่า องค์กรกร่างๆ แบบนี้ สภามัวทำอะไรอยู่ ทีพี่จอห์นของผมนี่พวกท่านบี้เอาเป็นเอาตายเลยนะ (อันนี้เป็นอารมณ์ที่ติดค้างมาจาก JW ครับ สารภาพว่ายังหงุดหงิดกับสภาไม่หาย)
หรือไม่มันก็อาจเป็นการสะท้อนเรื่องง่ายๆ ของการเมืองน่ะครับ คือมันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “ผิดหรือถูก” แต่อยู่ที่ว่า “มันสมประโยชน์กันไหม” ประมาณว่าสภาอาจไม่ชอบพวกนี้ แต่บางทีก็ต้องใช้คนกลุ่มนี้ในการทำงานบางอย่าง มันเลยมีการหยวน มีการซูฮกซูเอี๋ยกันตามประสา – และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ไม่ใช่แค่ในวงการอาชญากรรมเท่านั้นที่ยึดหลักการนี้ ^_^
หนังกำกับโดย Len Wiseman แห่ง Underworld 2 ภาคแรก และ Die Hard 4.0 แล้วก็ Total Recall ฉบับรีเมคครับ ซึ่งพี่เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ หนังยังมันส์และดูได้เพลิน – ยอมรับว่าผมเคยคิดนะว่าจะมีโอกาสได้เห็นพี่เขาทำหนังใหญ่อีกหรือเปล่า เพราะหลังจาก Total Recall ทำเงินไม่เข้าเป้าแล้วพี่เขาก็หายไปเป็น 10 ปีเลย
เอาเป็นว่ามองโดยรวมๆ แล้ว ผมก็ชอบอยู่ครับ หนังก็สนุกดี อาจไม่เท่า JW แต่ก็ไม่ได้หลุดมาตรฐาน และถ้ามีทำต่อออกมาก็พร้อมดูครับ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Action, Gun Fu, Martial Arts, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller












