Action

Mercy (2026) 90 นาทีสั่งตาย

คริส เรเว่น (Chris Pratt) ตำรวจแผนกปล้นฆ่า โดนจับด้วยข้อหาฆาตกรรมภรรยา (Annabelle Wallis) และถูกส่งตัวไปที่ศาลสูงเมอร์ซี่ ศาลที่จะตัดสินคดีด้วย AI ภายใน 90 นาที โดยคริสจะสามารถหาหลักฐานมาแก้ต่างให้ตนเองได้ภายในเวลาที่กำหนด

แต่หากคริสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไม่ได้ เขาก็จะถูกประหารชีวิตทันที

อย่างแรกเลยคือตอนเกริ่นเข้าเรื่องน่ะครับ พอหนังพูดว่าศาลเมอร์ซี่ทำหน้าที่เป็นเหมือนลูกขุน ผู้พิพากษา และเพชฌฆาต ผมนี่นึกถึง Judge Dredd ขึ้นมาเลย 555 ใจก็อยากให้มีคนเอามาทำใหม่น่ะครับ

ส่วนเรื่องนี้ ตอนแรกผมยอมรับนะว่าไม่ได้อยู่ในสายตาสักเท่าไหร่ ตอนดูตัวอย่างก็รู้สึกเรื่อยๆ ไม่ได้อยากดูนัก ทีนี้พอได้ดูช่วงต้นๆ ก็รู้สึกเรื่อยๆ ครับ จนคิดว่าคงเฉยกับหนังซะแล้วล่ะมั้ง แต่กลายเป็นว่าช่วงถัดมาหนังทำได้สนุกขึ้น มีความเร่าเร้งและเล่าเรื่องได้ชวนติดตาม จนพอดูจบใจผมก็ย้ายมาอยู่ฝั่งชอบเป็นที่เรียบร้อย

หนังอาจไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรขนาดนั้นนะครับ แต่ผมว่ามันมันส์ดี ตอนช่วงต้นๆ ที่บอกว่าออกจะเฉยๆ นั้นก็เพราะหนังยังไม่เข้าเรื่อง การสืบคดียังไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แล้วอีกอย่างคือคริสในตอนแรกๆ ก็ใช้แต่อารมณ์เป็นหลักจนทำให้รู้สึกว่าพี่เขาไม่น่าเอาใจช่วยสักเท่าไหร่ แต่พอเวลาผ่านไป พอพี่เขาเริ่มตั้งหลักได้ และใช้เทคโนโลยีในการไขคดี ช่วงนี้หนังเริ่มน่าสนใจขึ้น แล้วการเล่าเรื่องมันยังเร่งเครื่องขึ้นด้วย หนังเลยสนุกครับ ถือว่าตอบโจทย์บันเทิงได้ไม่เลวเลย

ดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงหนังยุค 90 น่ะครับ ประเภทตัวเอกไล่ล่าสืบคดีแบบเร้าใจๆ เพียงแต่เรื่องนี้การสืบมันจะผ่านโลกออนไลน์ แม้ตัวเอกจะไม่ได้เคลื่อนไหว แต่พอกล้องเคลื่อนตลอดมันก็ถือว่าพอแทนกันได้ แล้วเมื่อมาบวกกับดนตรีของ Ramin Djawadi ที่บิ้วอารมณ์ลุ้นๆ มาประกอบกัน หนังมันเลยยิ่งออกรสครับ

ผมไม่ปฏิเสธนะว่าปมในหนังมันอาจมีช่องโหว่หรืออะไรบ้าง แต่หนังก็ใช้วิธีการเดินเรื่องฉับไวพรางเอาไว้ได้อยู่ ซึ่งคนกำกับก็คือ Timur Bekmambetov แห่ง Wanted, Abraham Lincoln: Vampire Hunter และ Ben-Hur ฉบับรีเมค ซึ่งสำหรับเรื่องนี้นี่ ผมชอบกว่า 2 เรื่องหลังครับ แต่ก็ยังไม่กลมกล่อมพอดีเท่า Wanted

หนังมาพร้อมแง่คิดที่ควรนำไปปรับใช้ในชีวิตครับ นั่นคือไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ มันต้องมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกันบ้างแหละ แต่จุดสำคัญมันมาอยู่ตรงที่ว่า พอเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นแล้ว เราจะจัดการกับมันอย่างไร? หากเราเลือกที่จะปกปิดเอาดินมากลบ เอาใบบัวมาปิด มันอาจปิดได้ครับ แต่มันจะมิดได้สักแค่ไหน และที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าทำผิดแล้วไม่แก้ มันก็อาจเกิดความผิดพลาดซ้ำได้อีก แล้วเราจะปิดมันได้นานแค่ไหน

ก้าวแรกที่จะลดความผิดพลาด ก็คือต้องยอมรับว่ามันมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จากนั้นเราก็เรียนรู้จากมัน เรียนรู้ที่จะแก้ไข เรียนรู้ที่จะพัฒนา แบบนั้นปัญหามันถึงจะลดลง

ผมชอบครับเรื่องนี้ อาจเพราะหลังๆ แนวนี้ไม่ค่อยมีออกมามากนัก และที่ไม่มากนี่ก็มีที่สนุกน้อยลงไปอีก เรื่องนี้เลยจัดว่าเข้าตาครับ

ก็บอกเลยว่าใครชอบหนังอย่าง Nick of Time, Impostor หรือ Paycheck ท่านก็น่าจะสนุกกับเรื่องนี้ครับผม – หรือถ้าอยากดูแนวนี้ที่มันเจ๋งๆ ก็แนะนำให้จัด Minority Report เลยครับผม

สองดาวครึ่งครับ

(7/10)