พอผมดูหนังเรื่องนี้จบ ผมต้องหอบร่างตัวเองไปนอนบนโซฟาแป๊บนึงเพื่อทบทวนความรู้สึกและความคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้
โอเค การจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือตัวหนังกับสาระในหนัง
ว่ากันที่ตัวหนังก่อน เรื่องราวมันว่าด้วยเมืองริมทะเลที่ดูจะสงบ แล้วคืนหนึ่งก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโดนทำร้ายเดินไปตามถนนเพื่อขอให้บ้านสักหลังแถบนั้นเปิดประตูมาช่วยเธอ แล้วจากนั้นตัวเอกของเราที่ชื่อ โรแบร์โต้ (Marco D’Amore) ก็พยายามหาคำตอบว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่
จริงๆ มันควรจะเป็นหนังสืบสวนครับ ซึ่งมันก็มีการสืบอยู่นั่นแหละ แต่การเดินเรื่องมันไม่มีโฟกัสที่ชัดเจน มันเหมือนหนังเดินเล่นไปเรื่อยน่ะครับ แทนที่จะเน้นที่การสืบสวนแล้วก็แซมด้วยพล็อตรอง แต่หนังกลับแวะไปเล่าเรื่องของตัวละครนั้นตัวละครนี้ตัวละครโน้น จากตัวเอกก็ไปเมียเก่า ไปเรื่องลูกสาว ไปเรื่องแฟนลูกสาว ไปเรื่องคนรักใหม่ แล้วก็ไปเรื่องลูกชายของคนรักใหม่ คือมันไปเรื่อยๆๆๆๆๆ จนไม่มีโฟกัสให้เราตามแบบจริงๆ จังๆ
แล้วพอถึงจุดหนึ่งพอมันไม่มีอะไรให้โฟกัสแบบชัดๆ ผมก็เกิดความรู้สึก “โนสนโนแคร์” ประมาณว่าไม่อยากรู้แล้วล่ะว่าเธอจะเล่าอะไรต่อ เพราะเธอเล่าไปเรื่อยเปื่อย และแต่ละอย่างที่เล่านี่มันก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรขนาดนั้น คือเล่าสั้นๆ เล่าแบบประกอบก็ได้ แล้วพยายามเน้นที่เรื่องหลักให้หนักๆ มันจะได้น่าติดตาม
เปรียบได้กับการประดับต้นคริสต์มาสน่ะครับ คือตัวแกนหลักมันคือต้นสนใช่ไหมฮะ (ของจริงของปลอมว่ากันไป) แล้วเราก็เอาของประดับมาแขวนประกอบ เอาอะไรมาห้อยแบบพอหอมปากหอมคอ มันก็จะดูพอดี แต่เรื่องนี้นี่เหมือนพี่เอาของประดับมาขยายขนาดให้มันใหญ่เท่าต้นสน แล้วก็ให้มันโถมทับต้นสนจนไม่รู้ว่าอันไหนควรเด่นกันแน่ – ผมเลยค่อนข้างเฉยกับตัวหนังครับ มันเล่าไปโน่นนี่นั่นจนทำให้ผมเลิกสนใจว่าหนังจะเล่าอะไร
ครับ ผมเฉยกับหนัง แต่ในแง่สาระที่หนังอยากจะสื่อนี่ ผมชอบนะ
คือหนังสื่อออกมาตรงๆ ครับว่าสังคมมนุษย์เรานี่บางทีก็น่าขันนะ คือในแต่ละสังคมนี่มันจะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่เป็นคนสร้างปัญหาอะไรสักอย่างขึ้นมา อย่างในเรื่องนี่ก็คือการล่วงละเมิดหญิงสาวคนหนึ่ง จริงๆ สิ่งที่คนในสังคมควรช่วยกันคือหาตัวคนทำมาลงโทษตามกฎหมายและหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก
แต่กลายเป็นว่าคนที่พยายามสืบหาความจริงกลับมีเพียงหยิบมือ ในขณะที่คนส่วนใหญ่กลับทำเป็นหลับหูหลับตา ประมาณว่าไม่ใช่เรื่องก็ไม่ยุ่ง และบางทียังจะบอกให้คนที่พยายามหาความจริงล้มเลิกซะอีกด้วยนะ
ยิ่งถ้าคนทำผิดเป็นคนมีฐานะหรืออำนาจ บางทีก็สามารถพลิกดำเป็นขาว กลับผิดเป็นถูก ซักฟอกตัวเองให้หอมพริ้ง แล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไหนๆ พูดแล้วก็ขอพูดให้ครบ ว่าคนทำผิดมันไม่ได้มีแค่คนรวยหรอกครับ คนจนคนทั่วไปก็มีที่ทำผิด แล้วก็มีอีกเหมือนกันที่คนในสังคมส่วนใหญ่ไม่ช่วยกันทำอะไรกับคนพวกนี้เลย เขาทำผิดก็ผิดไป บางก็คนหยวน บางคนก็ปล่อย
ที่หนักกว่าคือพอมีคนพยายามจะหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดการกระทำผิด ก็จะมีคนบอกว่า “อย่าเลย อยู่เฉยๆ เถอะ” หรือ “อยากทำก็ทำเองแล้วกัน” หรือไม่ก็ตั้งป้อมด่าคนที่พยายามจะจัดการ แทนที่จะด่าคนที่ทำผิด – จริงๆ ไม่ต้องด่าหรือไปคุกคามคนทำผิดก็ได้ครับ แค่ช่วยห้ามช่วยปรามสักหน่อยก็โอเคแล้ว…
แต่ถ้าหยวน ถ้าปล่อย ถ้าม่อยกระรอกกันอยู่แบบนี้ แล้วโลกมันจะไม่วุ่นวายได้อย่างไรกัน?
“ระบบรักษาความปลอดภัยในสังคมมนุษย์ ช่างล้มเหลว” นี่คือสิ่งที่หนังบอกกับเราดังๆ และผมชอบในส่วนนี้ครับ
หนังกำกับโดย Peter Chelsom ซึ่งผมลงความเห็นแล้วว่าพี่เขาทำหนังแบบที่มีโฟกัสเป็นตัวละครไม่กี่ตัวได้ดี ไม่ว่าจะ Funny Bones, The Mighty, Serendipity, Hector and the Search for Happiness, The Space Between Us – ดีมากดีน้อยว่ากันไปนะครับ แต่ผมว่าทุกเรื่องที่ผมเอ่ยไปถือว่าโอเค
แต่ถ้าเรื่องไหนเล่าตัวละครเยอะ ไม่โฟกัสชัดๆ พี่ท่านออกทะเลทุกที อย่าง Town & Country กับเรื่องนี้เป็นต้น
สรุปคือหนังไม่สนุกครับ แต่แง่คิดนับว่ากระตุกต่อมคิดให้สังคมได้เข้าท่า
ดาวครึ่งครับ
(5/10)
หมวดหมู่:Drama, Movie Reviews, Thriller













