แอช คอร์เว่น (Vincent Perez) กับลูกชายถูกสังหารอย่างเลือดเย็นโดยคนของจูดาห์ เอิร์ล (Richard Brooks) เจ้าพ่อประจำเมือง และแอชนี่แหละครับที่กำลังจะมาเป็นอีกาพญายมคนต่อไป
พูดแบบไม่อ้อมค้อม มันคือการเอาภาคแรกมาทำใหม่โดยเปลี่ยนตัวละครทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย แล้วก็เอาซาร่ามาเป็นตัวเชื่อม (ภาคนี้ Mia Kirshner รับบทซาร่าครับ) หรือถ้าพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ เหมือนเอาภาคแรกมารีเมคใหม่เป็นหนังเกรดบีน่ะครับ
ว่ากันถึงจุดที่ชอบก่อน ผมว่าเรื่องงานภาพจริงๆ น่าสนใจ ซึ่งคนกำกับภาคนี้คือ Tim Pope ซึ่งโตมาทางสายกำกับมิวสิควีดีโอเหมือน Alex Proyas ที่ทำภาคแรกน่ะครับ แล้วก็มาจับมือกับตากล้อง Jean-Yves Escoffier ผู้กำกับภาพจากฝรั่งเศส โทนภาพภาคนี้จะดูกว้างๆ ไม่ดูอึดอัดแบบภาคแรก แล้วโทนสีก็เน้นไปทางสีเหลือง สภาพเมืองจะเหมือนอยู่กลางหมอกควัน ให้อารมณ์แบบโลกหลังการล่มสลาย ซึ่งในส่วนนี้ผมโอเคครับ ถือว่าหนังสร้างบรรยากาศได้โอเค
แต่ประเด็นคือพล็อตมันเหมือนเล่าซ้ำเดิมน่ะครับ มันเลยอดเปรียบเทียบกับภาคแรกไม่ได้ เพราะการเล่าเรื่องภาคนี้มันออกแนวเรื่อยๆ แอชก็ล้างแค้นพวกผู้ร้ายไปแบบเรียงตัว ซึ่งมันไม่ได้มีความตื่นเต้นชวนลุ้นอะไรเท่าไหร่เลย และฉากตอนแอชปะทะกับพวกมันแต่ละคนก็ยังดูธรรมดา บางฉากนี่แม้จะมีการต่อสู้บ้าง แต่ท่าทางทั้งแอชทั้งผู้ร้ายก็ดูเก้ๆ กังๆ ระหว่างดูมันเลยรู้สึกติดๆ ขัดๆ ในใจไปแทน
ส่วน Perez ที่มาแสดงนำนั้น ผมว่าเขาก็พยายามแล้วล่ะครับ แต่พอเขาต้องมาเล่นบทที่ซ้ำทางกับ Brandon Lee จากภาคแรก มันเลยกลายเป็นว่า Lee ดูพอดีกว่าทั้งตอนขรีมและตอนออกอารมณ์ขัน ส่วน Perez นี่เหมือนจะพยายามเล่นใหญ่ตลอดจนบางทีก็ดูล้น หรือบางช่วงก็ดูเหมือนแสดง – คือแทนที่เราจะรู้สึกเชื่อในบทบาท เรากลับรู้สึกว่าเขากำลังแสดงอยู่แทน – และกลายเป็นว่าตัวร้ายในภาคนี้ดูเบเบยังไงก็ไม่รู้เมื่อเทียบกับภาคแรก
แล้วก็สารภาพครับว่าระหว่างดูนี่ก็แอบมีวูบไปเหมือนกัน ทั้งที่หนังสั้นกว่าภาคแรกนะ (ประมาณ 15 นาที) แต่ผมว่ามันดูยืดเยื้อกว่า ซึ่งก็กลายเป็นว่าสิ่งที่พอจะดึงความสนใจผมได้ก็คืองานภาพ งานฉากที่แม้จะดูเป็นหนังเกรดบี แต่ก็ถือเป็นเกรดบีแบบมีฟอร์มน่ะครับ พวกรายละเอียดและบรรยากาศมันยังดูมีอะไรบ้าง แต่เสียดายที่ตัวเรื่องมันไม่มีอะไรเท่าไหร่ – จริงๆ พอมาคิดดูแล้ว ภาคแรกเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรมากนะ โดยโครงสร้างแล้วก็พอๆ กับภาคนี้นั่นแหละ แต่ภาคแรกดันดูชวนดูมากกว่า อย่างฉากที่เล่าเรื่องฝั่งของตัวร้าย ผมว่าภาคแรกมันดูน่าสนใจกว่า ในขณะที่ภาคนี้ตัวร้ายมันดูธรรมดาจริงๆ ครับ – แต่กระนั้นผมก็ไม่อยากโทษ Pope นะ เพราะอะไรเดี๋ยวเล่าให้ฟัง
สำหรับเกร็ดเรื่องงานสร้าง ก็หลังจากความดังของภาคแรก ผู้สร้างก้ไฟเขียวสำหรับภาคต่อ แต่ผู้กำกับ Proyas บอกปัดไม่ขอกลับมาทำ เก้าอี้เลยถูกส่งต่อให้ Pope
สวน James O’Barr เจ้าของเรื่อง The Crow ตอนแรกก็ตั้งใจจะเขียนบทเอง แต่เนื่องมาจากการจากไปของ Lee ซึ่งเขาสนิทด้วยมากๆ เขาเลยบอกกกับ Pope ว่าเขาไม่สามารถเขียนบทได้ แต่ก็อวยพรให้ Pope และทีมงานโชคดี พร้อมทั้งสนับสนุนให้ Pope เขียนบทสร้างเรื่องราวของตัวเองไปเลย ซึ่งคนที่มารับไม้ต่อในการเขียนบทก็คือ David S. Goyer นั่นเอง
ทีนี้เพื่อที่จะทำให้การทำงานราบรื่นและไร้แรงต้านจากแฟนๆ Pope กับ Goyer ได้พยายามพูดคุยกับแฟนๆ The Crow ว่าอยากให้เรื่องออกมาเป็นแบบไหน และแบบไหนที่ไม่อยากได้ ซึ่งพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องราวในแบบของตัวเองตามที่ O’Barr แนะนำ และไม่พยายามไปยุ่งกับตัวละครเอริคที่ Lee แสดงไว้ โดยในจุดหนึ่ง Goyer เคยคิดที่จะให้ซาร่ามาเป็นเดอะ โครว์คนต่อไปด้วย รวมถึงเคยคิดจะให้ตัวร้ายจากภาคก่อนอย่างเกรนจ์และท็อปดอลล่าร์ ฟื้นมาสู้กับตัวเอกในภาคนี้ แต่ในที่สุดไอเดียเหล่านั้นก็ถูกพับไป
จากที่ผมเล่ามานี่ ท่านจะเห็นว่าทั้งผู้กำกับ Pope และ Goyer คนเขียนบทล้วนพยายามจะสร้างเรื่องราว The Crow มาในแบบของตัวเอง ให้มีความต่างจากภาคแรก แต่จากผลลัพธ์ที่เห็นนั้นมันคล้ายภาคแรกเอามากๆ ซึ่งที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ Pope ได้สร้างสรรค์หนังในแบบของเขาออกมาแล้วครับ แต่ทาง Miramax (หรือชี้ให้ชัดๆ เลยก็คือ Bob และ Harvey Weinstein) สั่งลงมาเลยว่า หนังจะต้องถูกตัดออกมาให้คล้ายภาคแรกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งแน่นอนว่า Pope และ Goyer ล้วนไม่ยอม แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะทางนายทุนใหญ่กว่า Pope เลยพยายามจะบอกกับใครๆ ว่า ผลงานที่ออกมาเนี่ย ไม่ใช่เป็นเวอร์ชั่นที่เขาตั้งใจทำออกมาเลยแม้แต่น้อย
ว่ากันว่าพอ Pope เจอเรื่องแบบนี้ เขาเลยเข็ดขยาดการกำกับหนังไปเลยครับ ทำให้หลังจากเรื่องนี้เขาก็กลับไปทำเอ็มวีเหมือนเดิม
สำหรับเรื่องรายได้ หนังทำเงินไปราว $25 ล้านครับ จากทุนสร้าง $13 ล้าน ซึ่งก็พอคุ้มทุนอยู่ แต่สู้รายได้ภาคก่อนไม่ได้
ก็สรุปว่าหนังภาคนี้สู้ภาคแรกไม่ได้ครับ ซึ่งก็โทษผู้กำกับเสียทั้งหมดไม่ได้อีกนั่นแหละ และใจผมก็อยากรู้นะว่าเวอร์ชั่นของ Pope แท้ๆ น่ะมันจะออกมาเป็นอย่างไรกันแน่
ดาวครึ่งครับ
(5/10)













