Drama

The Conjuring: Last Rites (2025) เดอะ คอนเจอริ่ง คนเรียกผี พิธีกรรมครั้งสุดท้าย

พบกับการปราบผีครั้งสุดท้ายของเอ็ด (Patrick Wilson) และลอเรน วอร์เรน (Vera Farmiga) ที่งานนี้มีชีวิต จูดี้ (Mia Tomlinson) ลูกสาวสุดที่รักของพวกเขาเป็นเดิมพัน

ไปๆ มาๆ ผมก็ติดตามหนังจักรวาลนี้ครบทุกเรื่องน่ะนะครับ จากที่ดูมานี่เรื่องที่ชอบสุดต้องยกให้ The Conjuring 2 ภาคแรก แล้วรองลงมาก็ Annabelle: Creation นอกจากนั้นผมถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ คือดูเอามันส์ ดูเพื่อเสพความสยองเป็นหลัก

สำหรับภาคนี้ ผมก็ดูได้เรื่อยๆ นะ อย่างแรกเลยคือต้องขอบคุณ The Conjuring ภาค 3 ที่ทำให้ผมลดความคาดหวังกับหนังชุดนี้ลงไปเยอะพอตัว ยิ่งภาคนี้ได้ Michael Chaves จากภาค 3 กลับมากำกับ ผมเลยปรับกายปรับใจเตรีบมไว้เรียบร้อยว่ามันคงไม่เด็ดเท่า 2 ภาคแรกเป็นแน่แท้

หนังยาวประมาณ 2 ชั่วโมงกับ 15 นาที ซึ่ง 1 ชั่วโมงแรกของหนังนี่ค่อนข้างเรื่อย คือผมก็รู้แหละครับว่าหนังก็เล่าเรื่องราวของครอบครัววอร์เรน (ครอบครัวไล่ผีหลักของหนังชุดนี้) และครอบครัวสเมิร์ล (ที่เผชิญกับอาถรรพ์ในบ้านของตัวเอง) สลับกันไป เป็นการปูพื้นให้เราได้รู้เรื่องราวคร่าวๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญ ก่อนจะเอามาขมวดกันแล้วลุยจัดเต็มในครึ่งหลัง

แต่พูดก็พูดเถอะครับ ผมว่า 1 ชั่วโมงแรกของหนังเนี่ย ตัดออกสัก 30 นาทีก็ยังได้ เพราะการเล่ามันค่อนข้างยืดเยื้อ เรื่อยๆ จนชวนเบื่อ อย่างเรื่องครอบครัววอร์เรนหรือการมาของโทนี่ (Ben Hardy) คนรักของจูดี้ นี่ก็น่าจะเล่าแบบเนื้อๆ เน้นๆ เล่าเฉพาะช็อตสำคัญ หรือเรื่องของครอบครัวสเมิร์ลก็ปูพื้นนิดหน่อย แล้วก็เข้าเรื่องผีแบบเน้นๆ ไปเลย – คือก็เข้าใจน่ะครับว่าแต่ละประเด็นมันมีความสำคัญต่อเรื่องราว แต่ถ้าเล่าให้กระชับกว่านี้ น่าจะทำให้หนังชวนติดตามมากกว่าที่เป็น

นอกจากการเล่าเรื่องที่ออกจะเรื่อยไปหน่อยแล้ว มุกหลอกผีในเรื่องก็ค่อนข้างเบสิคครับ คือมันไม่ได้แหวก ไม่ได้ว้าว ไม่ได้ล่อหลอกคนดูจนหลอนแบบที่ 2 ภาคแรกเคยทำไว้ ส่วนใหญ่จะมุกเดิมๆ ที่เดาทางได้ – ขนาดมุกรถสตาร์ทไม่ติดก็ยังมีเลยครับ – ดังนั้นถ้าว่ากันถึงความสยองแล้ว ก็ถือว่ากลางๆ และเดิมๆ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่

หนังจะมาเริ่มน่าดูเป็นจริงเป็นจังก็เมื่อเรื่องเข้าสู่โค้งสุดท้าย เมื่อครอบครัววอร์เรนไปเจอครอบครัวสเมิร์ลและต้องหาทางกำราบสิ่งชั่วร้าย ช่วงนั้นทำออกมาวุ่นวาย ตูมตาม และเร้าใจพอประมาณ หรือตอนปะทะกับกระจกเรียกผีในช่วงไคลแม็กซ์ก็ถือว่าโอเค ทำออกมาได้ตื่นเต้นใช้ได้อยู่ รวมถึงพลังของภูติผีปีศาจในภาคนี้ก็ดูไม่เลว เพียงแต่ลึกๆ ก็แอบคิดว่ามันน่าจะอลังและจัดเต็มกว่านี้ – แต่ก็เอาเถอะครับ ได้ประมาณนี้ก็ใช้ได้แล้วน่ะ

และผมชอบเซอร์ไพรส์เล็กๆ ตอนฉากงานแต่งครับ สำหรับคนที่ตามดูมาหลายภาค มันนับเป็นอะไรที่มีความหมายจริงๆ บวกด้วยช่วง End Title ที่ส่งท้ายเรื่องราวของสามีภรรยาวอร์เรนได้อย่างเหมาะสมที่สุด แล้วก็ตามด้วยฉากซ่อนท้ายเรื่องที่ถือว่าเพิ่มความขลังให้กับเรื่องราวได้อีกพอสมควร

การดูภาคนี้ (รวมถึงภาค 3) ทำให้ตระหนักน่ะครับว่าคนทำหนังผีแบบพี่ James Wan นี่ไม่ได้หากันเจอง่ายๆ นะ เพราะพี่เขาสามารถกวนผสมเรื่องราวหลากรสเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อม อย่างหนัง 2 ภาคแรกนี่แม้หน้าปกจะเป็นหนังผีเต็มร้อย แต่หนังก็สอดแทรกเรื่องความรักลงมาได้อย่างพอเหมาะ มันดูกลมกลืนกลมกล่อมไปกับเรื่องราว – กล่าวคือ แม้ฉากนั้นๆ จะมีผีโผล่อาละวาดจนบ้านแทบพัง แต่เราก็จะยังรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายความรักความผูกพันของตัวละคร

ซึ่งจะต่างจาก 2 ภาคหลังที่เหมือนประเด็นความรักกับประเด็นผีๆ ถูกแยกออกจากกัน ช่วงไหนเล่าเรื่องความรักหรือครอบครัว โทนมันก็จะเทไปทางนั้น หรือตอนไหนที่เล่าเรื่องผีแล้ว ประเด็นเรื่องความรักก็ดูจะดร็อปลงไป

…เชื่อไหมครับ ระหว่างที่ผมพิมพ์ 2 ย่อหน้าข้างบนเนี่ย เพลง Can’t Help Falling In Love กับฉากที่เอ็ดกับลอเรนเต้นรำกันจากภาค 2 ยังผุดขึ้นในหัวผมอยู่เลย…จะมีหนังผีสักกี่เรื่องที่ทำให้เราจำฉากสยองไปพร้อมๆ กับฉากอบอุ่นหัวใจได้แบบนี้เนี่ย

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็เป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดของจักรวาล The Conjuring ครับ ทำไปราว $494 ล้านจากทั่วโลก จากเงินลงทุนราว $55 ล้าน กำไรโคตรๆ ครับงานนี้ – และผมไม่แปลกใจเลยที่ทางค่ายได้มีการรันโปรเจคท์ภาคบีกินนิ่งของหนังชุดนึ้เป็นที่เรียบร้อย แหม ก็เงินมันล่อใจขนาดเนี๊ย

ส่วนเราก็ตามไปดูอยู่นั่น – ผมก็หนึ่งในนั้น 5555

อีกเกร็ดหนึ่งที่อยากบันทึกไว้คือ หนังภาคนี้นอกจากจะเป็นหนังภาคต่อแล้ว ยังถือเป็นหนังรีเมคด้วยครับ เพราะในปี 1991 เคยมีการนำเอาเรื่องราวการเผชิญสิ่งเหนือธรรมชาติของครอบครัวสเมิร์ลและครอบครัววอร์เรนไปสร้างเป็นหนังมาแล้วหนึ่งรอบในชื่อ The Haunted ซึ่งตอนนั้นเป็นหนังทีวีครับ

สรุปว่าต้องทำใจก่อนดูครับ รู้ไว้เลยว่าชั่วโมงแรกหนังจะเน้นเล่าเรื่องตัวละคร ส่วนความสยองก็มีประปราย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นความเร้าใจจะมาแบบเต็มๆ ก็ตอนครึ่งชั่วโมงท้าย ซึ่งสำหรับผมก็คุ้มอยู่นะ ช่วยทำให้พอจะลืมๆ ความอืดเอื่อยในช่วงแรกไปได้บ้าง

และถ้าให้ไล่เรียงความชอบจนถึงตอนนี้ ผมว่าผมชอบภาคนี้เป็นอันดับที่ 4 ในแฟรนไชส์ชุดนี้ครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)