Movie Reviews

Companion (2025) คอมแพเนียน

จอช (Jack Quaid) พาแฟนสาวที่ชื่อไอริส (Sophie Thatcher) ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนกับผองเพื่อน แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันจนลงเอยด้วยความสยองแทน…

ผมดูหนังเรื่องนี้แบบไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ครับ รู้แค่คร่าวๆ ครั้นพอได้ดูก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรมากเพราะจริงๆ มันก็พอเดาได้ในหลายจุด แต่ถึงจะพอเดาได้ก็ตาม ผมก็สนุกไปกับหนังนะครับ จริงๆ คือเพลินเลยล่ะ กลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ชอบพอสมควร

ดาราแสดงกันได้ดีแบบยกแก๊งค์ครับ ดีมากดีน้อยว่ากันไป แต่โดยรวมคือดี และถือว่ามีส่วนทำให้หนังน่าติดตามไปเรื่อยๆ ส่วนพล็อตก็มีการพลิกผัน มีความระทึก มีความลุ้นอยู่ แม้จะพอเดาได้สำหรับคนที่ดูหนังแนวนี้มาเยอะอย่างผม แต่ก็ต้องชม Drew Hancock (ที่ทั้งกำกับและเขียนบท) ที่สามารถเล่าหนังออกมาได้สนุก ลื่นไหล อาจมีช่วงช้าๆ บ้าง ทำให้เราหลุดโฟกัสไปจากหนังบ้าง แต่ก็แค่แป๊บๆ ครับ เพราะส่วนใหญ่หนังก็สามารถดึงความสนใจของเราให้กลับมาที่หนังต่อได้

ส่วนความตื่นเต้น ความลุ้นก็ถือว่าน่าพอใจครับ คือมันอาจไม่ถึงขั้นสยองโคตรๆ แต่ก็พอจะทำให้เราเลือดลมสูบฉีดได้อยู่

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้ตระหนักถึงความจริงที่ว่า ขณะที่เรากำลังกลัวว่าเอไอจะก่ออันตรายและกลายเป็นตัวร้ายบนโลกไหม เราก็อาจลืมไปว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนซึ่งจำนวนหนึ่งก็ใช่จะอันตรายน้อยกว่า กำลังเพ่นพ่านและสร้างปัญหาอยู่ทั่วโลกแล้วในขณะนี้ (จริงๆ คือมีคนก่อเรื่องทุกวี่และทุกวัน)

อีกอย่างที่ได้จากหนังก็คือ อันว่าเอไอนั้นจะดีจะชั่วส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์นั่นแหละจ้า ถ้าใช้ดี ใช้ถูกทาง ก็ลัลล้าบันเทิงสร้างประโยชน์กันไป แต่ถ้าโดนโปรแกรมสั่งให้ทำเรื่องผิด เอไอก็พร้อมจะไปในเวย์นั้นจนสุดลิ่มทิ่มประตูได้เหมือนกัน – ดังนั้นถ้าจะระวังระแวงเอไอก็เข้าใจได้นั่นแหละ แต่เราควรทำอย่างไรกับฝูงมนุษย์ที่ก่อปัญหาและสร้างเรื่องวุ่นวายกันดีล่ะเนี่ย? (แล้วที่น่าหนักใจคือพวกพี่เหล่านี้บางทีก็ไม่คิดว่าตัวเองอะไรผิดด้วยนะเออ) – ผมว่าอันนี้เร่งด่วนกว่าเรื่องเอไออีกนะ

สนุกครับ สำหรับผมหนังถือว่าสนุก แล้วยังถือว่าเป็นการยำที่พอเหมาะเพราะหนังให้ครบทั้งความโรแมนซ์เล็กๆ ทั้งดราม่านิดๆ บวกด้วยสยองและระทึกขวัญ ผสานด้วยกลิ่นอายไซไฟ และคลุมหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยอารมณ์ขันแบบแสบๆ คันๆ

อีกความพิเศษหนึ่งที่หนังมีต่อผมคือ หนังปิดท้ายเรื่องด้วยเพลง Emotion ซึ่งเป็นเพลงที่ผมชอบฟังมากๆ สมัยยังเป็นพนักงาน ยังอ่อนเยาว์ อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต ตอนนั้นกำลังเจอทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายปะปนกัน ซึ่งพอมาคิดๆ ดูก็แปลกดี เพราะตอนนั้นผมฟังเพลงนี้ทุกวันตอนนั่งรถเมล์เล็กไปรับแฟนหลังเลิกงาน แต่กลายเป็นว่าพอออกจากบริษัทนั้นแล้ว ผมกลับไม่ได้ฟังเพลงนี้อีกเลย ไม่แม้กระทั่งได้ยินจากที่ไหน จนกระทั่งมาได้ยินจากหนังเรื่องนี้… อารมณ์เหมือนได้เจอเพื่อนเก่าคนคุ้นเคยเมื่อวันวานที่ไม่ได้เจอกันนานน่ะครับ เลยอยากบันทึกห้วงอารมณ์นี้ไว้หน่อย (แต่ตอนฟังสมัยนั้นผมฟังในเวอร์ชั่นของ Susan Wong ครับ ส่วนในหนังนี่เป็นของ Samantha Sang ที่ได้วง The Bee Gees มาฟีเจอริ่ง)

อีกประเด็นที่ชวนคิดระหว่างดูก็คือ หากเราสามารถโปรแกรมแฟนของเราให้ทำทุกอย่างตามที่เราต้องการ เป็นทุกอย่างแบบที่เราอยากให้เป็น แล้วนั่นจะทำให้เรากับแฟนรักกันอยู่ด้วยกันตลอดไปไหม? กับบางคู่อาจอยู่ตลอดไป แต่ก็จะมีบางคู่ที่ต่อให้เป็นแบบนั้นก็อาจต้องลงเอยด้วยการแยกทางอยู่ดี

และเวลาที่มีการแยกทางกัน เราอาจพยายามมองบวกว่าไม่มีใครผิดหรอก แค่ความต้องการไม่ตรงกัน ทัศนคติไม่เข้ากัน อย่าหาคนผิดเลย… แต่ประเด็นคือถ้าเรื่องนั้นมีคนผิดจริงๆ ล่ะ… หรือถ้าคำว่า “คนผิด” มันไม่น่าพิสมัย ก็ใช้คำว่า “คนต้นเรื่อง” ก็ได้ – คือถ้าคนต้นเรื่องยังคงเป็นแบบนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ตระหนัก ไม่ยอมรับ สุดท้ายการแยกทางคนเก่าไปหาคนใหม่ ก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุ จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง จากเกิดกับคนหนึ่งไปเกิดกับอีกคนหนึ่ง… แล้วเรื่องมันจะสุดที่ตรงไหน แล้วคนผู้นั้นจะได้พบกับบทลงเอยที่ดีไหม

เมื่อผงเข้าตา สิ่งแรกที่ควรรู้ก่อนคือ มันเข้าตาข้างไหน?
เพราะมันจะมีประโยชน์อะไร หากเราเอาแต่ขยี้ตาข้างที่ไม่มีผง?

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

(7.5/10)