เรื่องราวของ หวงฉีอิง (ฝานเส้าหวง, Fan Siu Wong) ในวัยหนุ่มครับ ซึ่งเขาผู้นี้ก็คือบิดาของหวงเฟยหงนั่นเอง
หนังเล่าตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับการฝึกวิชาจาก ลู่อาฉ่าย (เฉินหงลี่, Chen Hung Lie) จอมยุทธหมัดใต้ ศิษย์น้องของหงซีกวน ตามด้วยการปะทะประมือกับนักเตะเท้าทองจากแดนเหนืออย่าง เมี่ยวจั๋วฟง (หวังหลงเหว่ย, Wang Lung Wei) แล้วก็ได้พบรักกับเถียนฮุ่ยหนาน (หลี่ไช่ฟ่ง, Moon Lee) สางแกร่งที่ต้องดูแลแม่ และนางก็มีแค้นกับเมี่ยวจั๋วฟงด้วย
สมทบด้วย กัวเต๋อซิน (Kwok Tak San) ในบทหวงเจิ้งเจียง พ่อหวงฉีอิง, เหลียงเสี่ยวปิง (Noel Leung) เป็นคุณหนูซ่งฉี่เหวิน, หลี่เจียติง (Lee Ka Ting) เป็นเหยียนปาซาน เจ้าสำนักเหอเป่ย, กัวเจิ้งหง (Derek Kok) เป็นเหยียนเฟยหู่ ลูกของปาซาน, ไม่ฉางชิง (Mak Cheung Ching) เป็นจอมพลังพันชั่ง เถี่ยเหลียงคุน, หวังเหว่ย (Wong Wai) เป็นอาจารย์คังโหย่วเหวย บุคคลผู้มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาประเทศจีนให้ทันต่างชาติ, จูเถี่ยเหอ (Chu Tiet Wo) เป็นแม่ทัพเมิ่งกู บอสใหญ่ของเรื่อง และถันเย่าเหวิน (Patrick Tam) เป็นมิยาโมโตะ คุราตะ ชายจากญี่ปุ่นที่มาเพื่อยึดครองแผ่นดินจีน
ช่วงต้นๆ จัดว่ามันส์ใช้ได้ครับ ความดีความชอบส่วนสำคัญต้องยกให้กับเหล่าดาราลายครามอย่างเฉินหงลี่, หวังหลงเหว่ย, หลี่เจียติง และกัวเต๋อซิน โดยเฉพาะฉากต่อสู้ระหว่างลู่อาฉ่ายกับเมี่ยวจั๋วฟงนี่ถือเป็นไฮไลต์ครับ เพราะมันไม่ได้สนุกแค่ลีลาพะบู๊เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของศักดิ์ศรีของผู้กล้าและคุณธรรมจอมยุทธแทรกลงมาด้วย
ครั้นพอ 2 ตัวละครรุ่นอาจารย์หมดบทบาทลง เรื่องส่วนของหวงฉีอิงกับเถียนฮุ่ยหนานก็ถือว่าดูได้เรื่อยๆ ครับ แต่ยอมรับเลยว่าทั้งสองยังมีบารมีและออร่าไม่เท่าดารารุ่นใหญ่จริงๆ ความนาติดามเลยอยู่ในระดับเรื่อยๆ คือไม่น่าเบื่อ แต่ก็อาจจะไม่ถึงกับเด่นเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องฉากต่อสู้ก็ถือว่าโอเคอยู่ครับ เพียงแต่หากมองในเชิงปริมาณแล้วก็รู้สึกได้ว่ามันไม่เยอะดังคาด
ส่วนช่วง 10 ตอนหลังนี่หนังเหมือนสลับๆ กันระหว่างน่าติดตามกับเรื่อยๆ ครับ หรือบางช่วงบางจังหวะนี่ยอมรับเลยว่าคงเป็นเพราะเราผ่านหนังแนวนี้มาเยอะ เลยรู้ทันมุกหลายๆ มุกที่หนังใช้ เช่น ตัวร้ายปลอมตัวเป็นคนธรรมดาแทรกซึมเข้าไปอยู่ในบ้านของฉีอิง แล้วก็ฆ่าคนปิดปาก ซึ่งถ้าเป็นหนังรุ่นใหม่หน่อยช่วงที่ว่านี้ก็คงเป็นการโชว์ความเก่งของพระเอก ว่าพี่แกเหนือชั้นจนสามารถจับพิรุธคนร้ายได้ แต่สำหรับหนังเมื่อ 30 กว่าปีก่อนแบบนี้ พระเอกของเรายังไม่ถูกเขียนให้เก่งขนาดนั้น เราเลยต้องมานั่งดูแผนของตัวร้ายที่บางอย่างก็ดูจะสำเร็จได้โดยง่าย (และทำให้พระเอกดูอ่อนไปโดยปริยาย)
หรือฉากประเภทว่าตัวละครหนึ่งรู้แล้วว่าคนนี้คือคนร้าย แต่พอบอกกับใครๆ ดันไม่มีใครเชื่อ แต่ในทางกลับกัน หากมีตัวละครใดบอกว่าพวกตัวเอกเป็นตัวร้าย ก็กลายเป็นว่าคนทั้งตำบลก็จะเชื่อคำกล่าวหานั้นกันหมด – นี่ถือเป็นสูตรที่ใช้กันบ่อยเหมือนกันในสมัยนั้นครับ ซึ่งถ้าใครรับได้ก็น่าจะโอเค แต่พอดีผมอยู่ในจำพวก ชอบเห็นพระเอกโชว์เหนือมากกว่าจะมาโชว์พลาด เลยอาจไม่แนวสำหรับผมเท่าไหร่
ผมเลยชอบครึ่งแรกครับ ส่วนครึ่งหลังก็ถือว่าตามดูต่อแบบไหนๆ ก็ดูมาครึ่งนึงแล้ว ก็ดูต่อให้จบ – แต่กระนั้นผมก็ชอบตอนจบนะครับ ตรงนี้คงต้องขอสปอยล์สักหน่อย
====== สปอยล์ครับ ======
บทลงเอยของหนังก็คือ ฉีอิงไม่ได้คู่กับฮุ่ยหนานครับ นางเลือกที่จะจากเขาไปด้วยหลายสาเหตุ (ไม่ว่าจะเพราะเรื่องที่เคยมีส่วนทำให้ลู่อาฉ่ายตายแล้วก็เพราะนางไปแต่งงานกับคุราตะ) ซึ่งการจบแบบที่พระเอกต้องยืนเดียวดายแบบนี้มันก็ทำให้หนังได้อารมณ์น่าจดจำไปอีกแบบ
แล้วอีกส่วนก็คงเป็นเพราะเหลียงคุนกับคุณหนูซ่งก็ต้องแยกจากกัน ด้วยตอนจบแบบนี้ของทั้ง 2 คู่ มันเลยให้รสชาติขมๆ ปนฝาดๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าบางครั้งเรื่องหวานๆ สุขๆ น่ะเราอาจจะได้ไม่แม่นเท่าเรื่องขมๆ เศร้าๆ ทำนองนี้หรอก
อีกอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกกลางๆ กับครึ่งหลัง ก็คงเพราะเนื้อเรื่องบางช่วงมันเหมือนเป็นการยืดเรื่องออกไปให้ครบเวลาน่ะครับ อย่างการที่ฮุ่ยหนานรู้สึกผิดเรื่องลู่อาฉ่าย หรือการที่ฮุ่ยหนานไปแต่งงานกับคนญี่ปุ่น คือผมไม่ได้รู้สึกว่ามันคือชะตากรรมที่พวกเขาต้องเจอ แต่มันกลายเป็นรู้สึกว่าคนเขียนบทพยายามผูกเรื่องยืดเวลาออกไปมากกว่า
=======================
รวมๆ แล้วผมว่าก็ดูได้เรื่อยๆ ครับ ถ้าใครชอบหนังแนวหมัดมวยผมเปียก็ลองดูได้ แต่ถ้าอยากดูแนวนี้ที่มันส์ๆ ล่ะก็ แนะนำ ฤทธิ์หมัดมังกรทลายฟ้า เลยครับผม
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)












