Adventure

Paddington in Peru (2024) แพดดิงตัน คุณหมีผจญภัยป่าอะเมซอน

มาถึงภาค 3 แล้วครับสำหรับเรื่องราวของคุณหมีแพดดิงตันผู้น่ารัก

คราวนี้แพดดิงตันและครอบครัวบราวน์ตั้งใจจะไปเยี่ยมคุณป้าลูซี่ที่ตอนนี้พำนักอยู่ที่บ้านพักคนชรา แต่พอไปถึงพวกเขากลับพบว่าคุณป้าได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ด้วยเหตุนี้การผจญภัยทะลวงป่าแอมะซอนเพื่อตามหาคุณป้าจึงเริ่มต้นขึ้น

ว่ากันตามใจคิด ผมชอบ 2 ภาคแรกมากกว่าครับ เพราะมันกลมกล่อม น่ารัก ดูแล้ว Feel Good ใจฟู พร้อมทั้งความอบอุ่นกินใจ ในขณะที่ภาคนี้ดูจะเน้นไปที่ความปั่นป่วนโปกฮา แล้วก็ออกแนวโฉ่งฉ่างวุ่นวาย เรียกว่าโทนของเรื่องค่อนข้างต่างจาก 2 ภาคแรกพอสมควร ซึ่งก็พอเข้าใจได้เพราะหนังเปลี่ยนผู้กำกับมาเป็น Dougal Wilson ที่กำกับโฆษณาและมิวสิควีดีโอมาก่อน ส่วนหนังนั้นเรื่องนี้คืองานชิ้นแรกของเขาครับ

เช่นเดียวกับบทที่แม้จะได้ Paul King ผู้กำกับเจ้าเดิมมาร่วมแต่งเรื่องกับ Simon Farnaby และ Mark Burton (2 คนหลังนี้เคยมีส่วนร่วมในหนังภาค 2 มาก่อน) แต่ตอนท้ายหนังโดนเกลาอีกทีโดย Jon Foster และ James Lamont ที่เคยผ่านงาน The Adventures of Paddington (ฉบับการ์ตูนทางทีวีน่ะครับ) เลยทำให้พอเข้าใจได้ว่าทำไมโทนเรื่องภาคนี้ถึงดูแฟนตาซีผสมความเว่อร์ๆ สไตล์การ์ตูนค่อนข้างชัด

ระหว่างดูผมก็เลยพอเข้าใจครับว่าทำไม Sally Hawkins เจ้าของบทแมรี่ บราวน์จาก 2 ภาคก่อนถึงตัดสินใจไม่กลับมาแสดงในภาคนี้ ซึ่งเหตุผลที่เธอบอกก็คือ เธอรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะส่งต่อบทนี้ให้คนอื่น พร้อมทั้งแสดงความเห็นในเชิงว่า เธอเกรงว่าทิศทางของหนังภาคนี้จะเปลี่ยนไปจาก 2 ภาคแรกฟังแล้วก็เหมือนเป็นสัญญาณน่ะนะครับ และพอผมได้ดูก็รู้สึกเหมือนเธอครับ ทิศทางและโทนเรื่องมันเปลี่ยนไปจริงๆ

ตอนแรกก็คิดว่าเพราะหนังภาคนี้เน้นผจญภัยหรือเปล่าเราเลยรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วผมว่าภาค 2 ครึ่งหลังนี่ก็ผจญภัยกันอุตลุดเหมือนกันนะ แต่กระนั้นมันก็ยังมีความอบอุ่น กลมกล่อม และจรรโลงใจผสมอยู่ ในขณะที่ภาคนี้อะไรเหล่านั้นดูจะเบาบางลงไป เหมือนเน้นที่ความตลกและความวุ่นวายมากกว่าจะมาเน้นที่มิติตัวละครแบบที่ 2 ภาคก่อนเคยทำไว้

จริงๆ ภาคนี้หนังก็มีปมที่น่าสนใจอยู่นะครับ อย่างเรื่องที่แมรึ่ (Emily Mortimer) สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง เมื่อลูกๆ เริ่มโตขึ้น พวกเขาก็เตรียมจะโผจากอ้อมอกเธอไปสู่โลกกว้าง ฉากที่เธอมองไปที่โซฟาแล้วคิดว่า “ครอบครัวของเธอไม่ได้มานั่งเบียดกันบนโซฟาตัวนี้นานแค่ไหนแล้วนะ?” ผมยอมรับเลยนะว่าผมชอบประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมเองก็เริ่มเตรียมใจรอวันที่ลูกสาวจะผละจากอกเราไปเหมือนกัน แต่ก็กลายเป็นว่าประเด็นนี้ไม่ได้รับการสานต่อแบบเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วก็ถูกพูดถึงอีกทีในตอนท้ายซึ่งก็ดูไม่ได้มีความหมายหรือ Impact อะไร – ไม่รู้สิครับ ผมว่าถ้า Paul King ยังกำกับ ประเด็นนี้มันไม่น่าจะถูกทิ้งให้หายไปแบบนี้หรอก

เอาล่ะครับ ถ้าจะให้สรุปล่ะก็ ผมก็ว่าภาคนี้ยังดูได้เพลินๆ นะ เพียงแต่เทียบกับ 2 ภาคก่อนไม่ได้จริงๆ และในแง่รายได้ก็กลายเป็นภาคแรกที่ทำเงินไม่คุ้มทุนเท่าไหร่ เหตุผลก็เพราะภาคนี้ลงทุนไปตั้ง $90 ล้านน่ะครับ แต่ทำเงินทั่วโลกได้ไปเพียง $171 ล้าน ก็ถือว่าเข้าเนื้ออยู่นิดๆ ในขณะที่ 2 ภาคก่อนทุนสร้างอยู่ที่ 40 – 55 ล้าน แต่รายได้นี่ระดับ $290 – 320 ล้านเหรียญทีเดียว

เอาเป็นว่าปรับความคาดหวังก่อนดู ก็น่าจะได้อยู่ครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)