เรื่องราวบทต่อมาของ ไซอิ๋ว ฉบับ Shaw Brothers ครับ
คณะเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกยังคงเดินหน้าต่อไปครับ ซึ่งก็ประกอบด้วย ซุนหงอคง (เยี่ยหัว, Yueh Hua), พระถังซัมจั๋ง (เหอฟาน, Ho Fan), ตือโป๊ยก่าย (เผิงเผิง, Pang Pang) และซัวเจ๋ง (เทียนเฉิน, Tien Shun) ในคราวนี้พวกเขาต้องเผชิญกับความร้ายกาจของพัดใบลานขององค์หญิงพัดเหล็ก (ติงหง, Pat Ting Hung) และแผนเจ้าเล่ห์ของ 2 ปีศาจกระดูกขาว (เจิ้งเพ่ยเพ่ย (Cheng Pei Pei) และ เหอลี่ลี่ (Lily Ho))
สมบทด้วย จิงเหมี่ยว (Ching Miao) ในบทปีศาจวัว สามีขององค์หญิงพัดเหล็ก, เฉินยี่ (Shen Yi) เป็น ปีศาจจิ้งจอก กิ๊กของปีศาจวัว, อู๋เหว่ย (Wu Wei) เป็นปีศาจจิ้งหรีด ท่านแม่ของ 2 ปีซาจกระดูกขาว, กุ๊ฟง (Ku Feng) มารับเชิญเป็นผู้เฒ่าที่จริงๆ แล้วคือปีศาจกระดูกขาวปลอมตัวมา และภาคนี้ก็ยังคงกำกับโดย เหอเมิ่งหัว (Ho Meng Hua) เหมือนเดิมครับ
ภาคนี้แบ่งเรื่องเป็น 2 ครึ่งครับ ครึ่งแรกหงอคงต้องผจญกับองค์หญิงพัดเหล็กและปีศาจวัว ครึ่งนี้ผมว่าหนังออกแนวเรื่อยๆ ครับ ความสนุกไม่ถึงกับเยอะ หรือผมเฉยๆ กับประเด็นผัวๆ เมียๆ กิ๊กๆ ก็ไม่รู้ มันไม่ได้เป็นการผจญภัยหรือปราบปีศาจแบบตอนอื่นๆ แต่เรื่องมันเกิดเพราะความเยอะของผัวเมียคู่นี้แท้ๆ คือถ้าอยู่ดีๆ ซะก็ไม่มีปัญหาน่ะครับ ทว่าดันหาเรื่องใส่ตัวกันเอง เรื่องมันเลยวุ่นวาย
แต่ในแง่หนึ่งเราก็มองได้ว่าตอนนี้สะท้อนให้เราฉุกคิด ว่าถ้าเราเป็นผู้มีอำนาจหรืออยู่ในตำแหน่งที่ครอบครองอะไรบางอยางที่มีอำนาจล่ะก็ การตัดสินใจของเราย่อมส่งผลกระทบต่อคนหมู่มากเสมอ ดังนั้นเราจึงควรต้องทบทวนตัวเองให้ดีก่อนที่จะใช้อำนาจนั้นตามแต่ใจตน และอีกอย่างก็คือ เราต้องแยกแยะครับ อย่าเอาอารมณ์หงุดหงิดจากเรื่องในบ้านไปพาลใส่คนอื่น
ส่วนครึ่งหลังว่าด้วยการปราบปีศาจกระดูกขาว ตอนนี้นี่เวลาดูทีไรผมมักจะมีความรู้สึก 2 อย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในหัว ความรู้สึกแรกคือ ตระหนักว่าตอนนี้ถือเป็นตอนสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ของคณะเดินทางกลุ่มนี้ ซึ่งในเรื่องพระถังจะตกเป็นเหยื่อความเห็นอกเห็นใจหรือมองโลกในแง่สวยมากเกินไป จนส่งผลให้พลาดท่าเสียทีต่อแผนของปีศาจ ส่วนหงอคงเองก็สุดไปอีกทาง คือไม่ยอมใจเย็นและไม่พยายามแจ้งเหตุพิสูจน์ผลกับพระถัง จนสุดท้ายก็ทำให้ศิษย์อาจารย์ต้องแยกทางกัน ก่อนที่จะกลับมาเข้าใจกันในที่สุด
ส่วนตัวเลยมองว่าช่วงตอนนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยน เป็นช่วงพัฒนาการที่สำคัญของทุกตัวละคร (รวมไปถึงโป๊ยก่ายและซัวเจ๋งรวมถึงม้าขาวด้วย) ที่ทำให้คณะเดินทางกลุ่มนี้แน่นแฟ้นขึ้น
นั่นคือความรู้สึกแรกครับ ส่วนอีกความรู้สึกหนึ่งก็คือ หงุดหงิด 5555 ประมาณว่าพวกพี่จะอะไรกันนักกันหนา ก็ใจเย็นๆ กันหน่อยซี่ หงอคงก็เบาหน่อย พระถังก็ฟังหน่อย โป๊ยก่ายก็หื่นและกวนให้น้อยหน่อย แค่นี้เรื่องก็ไม่เกิดแล้ว ดันเยอะกันไปเองน่ะ 5555
แม้จะหงุดหงิด แต่ตอนนี้ก็ถือว่าสนุกครับ มันสะท้อนมิติของตัวละครได้ดี รวมถึงคนดูก็สามารถเอาเรื่องนี้มาเตือนใจตน เอามาระวังตนไม่ให้สุดเกิน แน่นอนว่าเราก็ต้องฝึกควบคุมอารมณ์ และต้องหมั่นเพิ่มประสบการณ์ให้ตนเองด้วย เพราะบางครั้งการที่เรามองสถานการณ์ผิด – ไม่ว่าจะมองบวกเกิน หรือมองลบเกิน – มันก็เพราะประสบการณ์ที่เรามีต่อโลกยังไม่มากพอนั่นแหละ
และอีกประเด็นก็คือ อย่าด่วนเชื่อใครง่ายๆ ครับ ไม่ว่ายุคไหนก็ตาม ประเด็นนี้คืออะไรที่ควรระลึกถึงเสมอ
สรุปแล้ว ไซอิ๋ว ภาคนี้ก็ยังสนุกครับ แต่ก็อย่างที่บอกว่าครึ่งแรกผมออกจะเฉยๆ มาสนุกเอาครึ่งหลัง ดีกรีความชอบเลยไม่มากเท่าภาคแรก แต่ก็ถือว่าควรค่าแก่การดูอยู่ครับ เพราะการแสดงก็ดี แง่คิดก็มี งานสร้างอาจจะดูไม่เด่นแบบภาคแรก แต่อย่างน้อยเพลงที่ใส่ลงมาก็จัดว่าเพราะและทำให้หนังไซอิ๋วชุดนี้มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Adventure, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Fantasy, Movie Reviews, Musical












