เราจะเริ่มต้นกันที่หมู่เกาะซิลลี่ (Isles of Scilly) ทางปลายตะวันตกเฉ๊ยงใต้ของเกาะอังกฤษก่อนจะเลาะชายฝั่งคอร์นวอลล์ (Cornwall) ไปยังอ่าวฟันมัธ (Falmouth Bay), เซนต์ ออสเทลล์ (St. Austell), พลิมัท (Plymouth) และจบการเดินทางกันที่อ่าวเวย์มัธ (Weymouth Bay)
จุดแรกที่รายการพาเราไปคือประภาคารที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล ที่แห่งนี้ได้รับการเรียกขานว่าเป็นราชันย์แห่งประภาคาร ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่คิดอะไรครับ ก็แค่ประภาคารอีกแห่งหนึ่ง แต่พอพิจารณาดีๆ ประภาคารนี้ตั้งอยู่กลางทะเลครับ ในที่นี้คือกลางทะเลจริงๆ สร้างอยู่บนแนวหินที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แล้วก็สร้างเสร็จราวๆ ปี 1858 แสดงว่าประภาคารนี้สร้างเมื่อกว่า 160 ปีก่อน สร้างโดยใช้หินแกรนิตราวๆ 2,500 ตัน
ลองคิดดูครับ กว่า 160 ปีก่อน แล้วคนที่สร้างนี่ก็คือต้องนั่งเรือเดินทางไกลมา ขนหินมา กว่าจะสร้างเสร็จกว่าจะอะไร ต้องก่อหินทีละก้อน ต้องกินต้องนอนที่นี่ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ คือมันเป็นงานหินและงานช้างของจริง แล้วไหนจะต้องเจอกับสภาวะอากาศที่พร้อมจะผันแปรได้อีก ไม่รู้นะครับ โดยส่วนตัวผมมองว่าการสร้างสถานที่แห่งนี้สำเร็จขึ้นมาได้นั้นก็ถือว่าคนสมัยก่อนนี่ก็ต้องมีฝีมือ มีความอดทน มีความพยายามและมานะบากบั่นในระดับที่ไม่ธรรมดาจริงๆ – แค่เห็นและแค่คิดนี่ก็รู้สึกทึ่งมากๆ แล้วล่ะครับ
และขณะเดียวกันเราก็จะได้รู้ได้เห็นถึงความโหดร้ายของมนุษย์ด้วยกันครับ อย่างบริเวณชายฝั่งที่คอร์นวอลล์นั้น สมัยก่อนจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยล่อเรือให้มาชนโขดหิน (โดยการทำสัญญาณไฟให้เหมือนเป็นประภาคาร) แล้วพอเรือแตกคนเหล่านี้ก็จะลงไปปล้น ไปชิงของจากเรือ แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมมีโทษหนักถึงตาย ซึ่งก็ทำให้ตระหนักเลยครับว่าความเห็นแก่ตัวและความโหดร้ายของคนเรานั้น บางทีก็เป็นอะไรที่ประมาณไม่ได้เลยจริงๆ
แล้วเรายังจะได้เห็นอนุสาวรีย์ Poldhu Point ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงวันที่ 12 ธันวาคม ปี 1901 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีวิทยุโทรเลขส่งสัญญาณข้ามแอตแลนติกไปสู่แคนาดา โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือวิศวกรไฟฟ้าชาวอิตาเลียนนามว่า Guglielmo Marconi โดยสถานีส่งสัญญาณได้ถูกรื้อออกไปแล้วครับ เหลือเพียงฐานคอนกรีตไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำ
ในแง่หนึ่งนั้น หากมองจากสายตาคนปัจจุบัน มันอาจไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร เพราะทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความหากันได้แม้จะห่างไปกันครึ่งโลก และส่งได้แบบทันใจ ส่งวีดีโอคอลกันก็ยังได้… แต่ลองคิดดูสิครับว่าสำหรับเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ที่การสื่อสารระยะไกลยังไม่เกิด เรายังต้องส่งจดหมาย ส่งคำพูดกันแบบปากต่อปากจากที่หนึ่งไปถึงอีกที ต้องใช้เวลาแรมวันแรมเดือนกว่าข้อความนั้นจะไปถึงปลายทางที่ไกลออกไป
… ผมว่าวันนั้นนี่ ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องตื่นเต้นและฉลองกันยกใหญ่แน่นอน ว่าไหมครับ เพราะมันคือความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของการสื่อสารข้ามทวีป และแน่นอนอีกเช่นกันว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เป็นดั่งรากฐานแห่งการสื่อสาร มันก็คงไม่มีการสื่อสารที่ง่ายเพียงลัดนิ้วมือแบบทุกวันนี้เกิดขึ้น – ผมอยากรู้จังว่าวันนั้นพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรกันบ้าง…
ที่นั่นมีพิพิธภัณฑ์ด้วยครับ… ถ้าทำได้สักวัน ผมจะไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาเรื่องราวเหล่านี้ไว้ให้ได้…
และไม่น่าเชื่อนะครับ กลายเป็นว่าห่างออกไปเพียง 6 กิโลเมตรจากตรงนั้น ก็มีสถานที่อีกแห่งที่ทำการส่งสัญญาณการสื่อสารในแบบที่ Marconi ก็คงอยากรู้ว่ามันจะเป็นเช่นไร นั่นคือในวันพุธที่ 11 กรกฎาคม ปี 1962 ที่ซึ่งห่างออกไปจาก Poldhu Point ราว 6 กิโล ที่นั่นมีการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมครั้งแรก สู่จานรับที่มีชื่อเล่นว่า อาร์เธอร์ (Arthur) และที่นั่นคือสถานีดาวเทียมภาคพื้นโลก กูน ฮิลลี่ (The Goon Hilly Satellite Earth Station) ซึ่งที่แห่งนี้ได้ถ่ายทอดสัญญาณประวัติศาสตร์อย่างการขึ้นชกของ Muhammad Ali และการขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 1969
ถัดมายังพลิมัธ ท่าเรือที่มีชื่อระดับโลกอีกแห่ง ที่แห่งนี้ก็มี 2 ตำนานที่ถูกบันทึกไว้ครับ ตำนานแรกคือปี 1588 ผู้บัญชาการกองทัพเรือ Sir Francis Drake กำลังเล่นโบว์ลิ่งอยู่บนพื้นหญ้า แล้วทันใดนั้นทหารก็มารายงานว่า บัดนี้กองทัพเรือของสเปนได้บุกมาประชิดแล้ว แต่กระนั้น Drake ก็ยังยืนกรานที่จะเล่นเกมโบว์ลิ่งนี้ให้จบ ก่อนจะขึ้นเรือไปรบ และจบลงด้วยการเป็นฝ่ายกำชัยชนะ
ตำนานที่ 2 เกิดขึ้นในปี 1620 ที่ท่าเรือแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของชาย หญิง และเด็ก 102 คนที่ขึ้นเรือเมย์ฟลาวเวอร์ล่องไปยังอเมริกา ส่งผลให้พวกเขาคือชาวยุโรปกลุ่มแรกที่ไปตั้งรกรากที่นั่น
ยังครับยังไม่หมด รายการยังพาเราไปแวะเกาะเบิร์ก (Burgh Island) ที่ซึ่ง Agatha Christie ประพันธ์นิยาย 2 เรื่องเอาไว้ นั่นคือเรื่องฆาตกรรมยกเกาะ (And Then There were None) และเงามรณะใต้แสงแดด (Evil Under the Sun)
ตามด้วยชายหาดสแลปตัน (Slapton Sands) ในเดวอน (Devon) อันเป็นสถานที่ที่ทางกองทัพได้ใช้ในการฝึกซ้อมยกพลขึ้นบกสำหรับวัน D-Day โดยที่แห่งนี้มีทหารราว 749 รายที่เสียชีวิตไปในระหว่างการฝึก
ที่เขียนไปนี่คือยังไม่หมดนะครับ ยังมีรายละเอียดของสถานที่อีกหลายแห่ง อันนี้ยอมรับเลยว่าตอนนี้นี่เป็นตอนที่ข้อมูลแน่นมากๆ เรื่องราวของสถานที่แต่ละแห่งที่มากันแบบเนื้อๆ ไม่มีน้ำเลย ซึ่งก็ต้องขอชมให้คนเขียนบทและตัดต่อตอนนี้อย่าง Josh Halil ครับ ที่เรียบเรียงออกมาได้ดีจริงๆ
สำหรับผมแล้ว นี่ถือเป็น The World From Above ที่ดีที่สุดตอนหนึ่งเลยครับ ตอนอื่นๆ นั้นเหมือนจะพาเราไปเที่ยว ชมวิว บินผ่าน โฉบไปเรื่อยๆ เรื่องราวที่บอกเล่าก็ถือว่ามีรายละเอียดในระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้คืออย่างแน่น ที่สำคัญคือเล่าได้อย่างคล่องคอ ฟังเพลินครับ
อีกอย่างคือ หลายเรื่องราวที่เล่านั้น มันทำให้ผมนึกถึงหลายสิ่งและรู้สึกอะไรอีกหลายอย่าง มันเหมือนกับมีมือจากอดีตยื่นมาสัมผัสที่หัวใจเรา มันรู้สึกถึงตัวตนของคนในประวัติศาสตร์ รู้สึกถึงโยงใยที่ถักทอจากวันนั้นมาถึงวันนี้
แต่ถ้าจะมีอะไรที่ยังติดอยู่อีกนิด ก็คงเป็นเรื่องของวิวทิวทัศน์น่ะครับ ที่วิวในตอนนี้อาจยังไม่ถึงขั้นสุดยอด ประเภทเห็นแล้วลืมหายใจ เห็นแล้วฟิน เห็นแล้วสุดฟีล เพราะถึงอย่างไรแล้วรายการนี้ก็เป็นแนวท่องเที่ยวพาเราไปดูบรรยากาศสวยๆ น่ะนะครับ ก็คือถ้าพูดถึงความสวยของสถานที่ก็อาจยังไม่สุดถึงขนาดนั้น แต่ก็พอเข้าใจได้น่ะครับ ว่าจะหาสถานที่สวยล้ำที่มาพร้อมกับประวัติศาสตร์และเรื่องราวแบบแน่นๆ มันคงหาไม่ได้ง่ายๆ
กระนั้นผมก็ยังอยากให้ชมครับ ส่วนตัวผมยกให้เป็นสารคดีตอนที่ดีมากๆ เพราะทำให้เราได้รู้อะไรมากมาย ได้ย้อนนึกถึงประวัติศาสตร์ นึกถึงคนรุ่นก่อน นึกถึงกระทั่งโลกยุคไดโนเสาร์ กล่าวคือนอกจากจะพาเราเที่ยวท่องล่องไปทั่วแล้ว ยังกระตุ้นให้เรากระหายใคร่รู้เรื่องราวอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย
เป็นตอนที่มีความหมายมากกว่าแค่ภาพและเรื่องราวครับ
สี่ดาวครึ่งครับ
(9.5/10)













