นักข่าวสาว ลอร่า แบล็กล็อก (Keira Knightley) ขึ้นเรือสำราญลำหรูไปร่วมงานเลี้ยง โดยเธอพักอยู่ที่ห้องหมายเลข 8 ครับ แต่แล้วในคืนนั้นเธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งตกทะเลไป เธอเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นคือแขกที่พักอยู่ห้องหมายเลข 10 แต่กลายเป็นว่าไม่มีใครอยู่ที่ห้องนั้นครับ และจากการตรวจสอบก็ได้คำตอบว่าทุกคนที่ขึ้นเรือมาก็ยังอยู่กันครบ ไม่ขาดไปสักคน… ตกลงว่าลอร่าคิดไปเอง หรือกำลังเกิดอะไรขึ้น?
หลังดูจบแล้วลองบวกลบทางความรู้สึก ผมมองว่าหนังออกมากลางๆ ครับ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ผมรู้สึกบ่อยยามดูหนังแนวลึกลับสืบสวนแบบนี้ เพราะที่ทำแล้วดีจริงๆ จังๆ มันก็ค่อนข้างมีจำนวนน้อยกว่าที่ทำออกมาแล้วกลางๆ น่ะนะครับ
ทีนี้ที่ผมบอกว่ากลางๆ มันเป็นยังไง? ก็คือตอนต้นจะออกแนวเรื่อยๆ พวกตอนแนะนำตัวละครและสถานการณ์ที่ตัวเอกกำลังจะไปเจอน่ะครับ ช่วงนี้หนังเล่าแบบเรื่อยๆ ยังไม่ชวนติดตามอะไร แล้วพอถึงจุดที่เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้น ทีนี้หนังก็จะเริ่มน่าสนใจขึ้นมาหน่อย แล้วจากนั้นหนังก็จะมีการทิ้งปมลงมาเรื่อยๆ นะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจุดตัดที่ผมจะรู้สึกว่าหนังสืบสวนเรื่องไหนสนุก-ไม่สนุกนี่ก็จะอยู่ตรงนี้ล่ะครับ คือช่วงที่ตัวละครเริ่มตามสืบ เริ่มรวบรวมหลักฐานนี่ ถ้าคนทำมือถึงล่ะก็ การเล่าเรื่องมันจะเริ่มมันส์ มันจะมีความน่าติดตาม มันจะกระตุ้นสมองคนดูให้ตามเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วถ้าจะให้ดีการเดินเรื่องช่วงนี้ลีลาก็ต้องน่าสนใจ บางเรื่องก็ใช้ความระทึกลึกลับชวนหลอนมาเป็นลีลา หรือบางเรื่องก็ใช้อารมณ์ขัน แล้วแต่ว่าคนทำจะถนัดท่าไหน
ส่วนเรื่องนี้ช่วงสืบสวนตามปมมันก็ยังออกมาแบบเรื่อยๆ อยู่ครับ ยังไม่จับใจคนดูได้แบบเต็มๆ แต่พอหนังถึงโซนตอนท้ายที่ปมเริ่มเฉลย ตัวเอกเริ่มรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ผมว่าช่วงนี้หนังสนุกขึ้น เริ่มมีความลุ้นมากขึ้นเพราะชีวิตของลอร่าเริ่มตกอยู่ในอันตรายแบบจริงจังแล้ว ช่วงหลังนี่ผมว่าสนุก แล้วก็ไล่ยาวไปถึงช่วงท้ายตอนไคลแม็กซ์ ช่วงนี้ผมว่าสนุกและช่วยให้หนังตีคะแนนบวกได้เพิ่มมากขึ้น
ถ้าถามว่าแล้วช่วงกลางๆ หากจะให้มันสนุกขึ้นหนังควรเป็นยังไง? ก็นอกจากการทิ้งปมตามปมที่กระตุ้นสมองและลีลาดึงดูดความสนใจคนดูแบบที่ผมบอกไปแล้ว อีกอย่างก็คือการใช้ตัวละครสมทบ – ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือเหล่าผู้ต้องสงสัย – มาเพิ่มความน่าติดตามให้กับหนัง จุดนี้ก็ต้องอาศัยทั้งฝีมือการแสดงที่ดีๆ บทสนทนาที่น่าสนใจ และบทก็ต้องเขียนให้ตัวละครเหล่านี้ดูมีอะไร ไม่ใช่แค่ตัวละครแบนราบไร้มิติ ซึ่งตัวอย่างที่ดีๆ ก็อย่าง Knives Out น่ะครับ ดาราปล่อยของกัน แต่ละคนก็มีปมมีปูมกัน ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับหนังได้เป็นอย่างดี
แต่กับเรื่องนี้นี่เหมือนคนทำจะลืมจุดนี้ไปน่ะครับ กลายเป็นว่าตัวละครแวดล้อมบนเรือกลับไม่ค่อยมีบทบาท ไม่ค่อยได้ปล่อยของกัน ส่วนใหญ่ Knightley เลยค่อนข้างจะเป็นเดอะแบกให้กับหนังอยู่เหมือนกัน เพราะความเด่นและสปอตไลต์ส่องมาที่เธอคนเดียวเป็นหลักเลย คนอื่นไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ จนกระทั่งตอนปมเริ่มเฉลยนั่นแหละครับ ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเบื้องหลังถึงค่อยดูเด่นมากขึ้น ช่วงนั้นหนังถึงดูสนุกขึ้นมาหน่อย
ผมไม่เคยอ่านฉบับนิยายครับ แต่ถ้าดูจากบทแล้วหนังคล้ายๆ จะวิพากษ์คนรวยอยู่ในที แต่อะไรเหล่านี้ก็ไม่ค่อยจะเป็นชิ้นเป็นอันครับ เหมือนมาเป็นฉากๆ ให้คนรวยทำท่าไม่น่ารักเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่ได้วิพากษ์แบบเต็มๆ อันนี้ก็เลยนึกไปถึง Glass Onion ที่ดูจะวิพากษ์ได้แบบเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า
หนังกำกับโดย Simon Stone ที่เคยทำ The Dig ไว้แบบน่าจดจำ สำหรับเรื่องนี้จริงๆ ก็ไม่ได้แย่นะครับ แค่ครึ่งแรกมันเนิ่บไป ตอนกลางดูมีอะไรขึ้นมานิดแต่ก็ยังไม่สุด ต้องรอจนช่วงท้ายน่ะครับ หนังถึงเริ่มมีลุ้นมีอะไรให้ตามแบบเป็นเรื่องเป็นราว – ถ้าหนังทำให้ตอนต้นและตอนกลางมันดูมีพลังหรือมีอะไรดึงดูดพอๆ กับตอนท้ายล่ะก็ หนังจะแจ๋วเลยล่ะครับ ซึ่งอันนี้ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าต้องพึ่งพาบท ดารา และการเล่าเรื่องที่น่าสนใจกว่านี้สักหน่อย
แต่โดยรวมแล้วผมโอเคกับหนังนะครับ ช่วงต้นหรือช่วงกลางอาจเรื่อยๆ แต่ตอนท้ายนี่ช่วยหนังไว้ได้เยอะ มันพลอยทำให้ผมรู้สึกเชิงบวกกับหนังมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมไม่คาดหวังด้วย เลยพอจะโอเค
เอาเป็นว่าคอหนังสืบสวนก็ลองดูกันครับ ผมว่าไม่แย่ แค่ยังดีได้อีกครับ แต่รวมๆ แล้วก็ถือว่าดูได้สำหรับหนังแนวนี้ครับ
สองดาวหน่อยๆ ครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Drama, Movie Reviews, Mystery, Thriller, Whodunnit












